บทที่3 : ทัณฑสถานแห่งตระกูลสิงห์ (The Legacy of Silence)
ฉากที่ 3: ถอดรหัสลับและไล่ล่าในราตรีเลือด
คำใบ้ของดร.หัตถาจุดประกายความคิดให้วารี เธอรีบบึ่งรถกลับไปยังสำนักงานกฎหมายส่วนตัวของทนายอนันต์ในตัวเมือง ท่ามกลางการคัดค้านของฝ่ายบริหารสิงหราชกรุ๊ปที่พยายามใช้สายสัมพันธ์ทางการเมืองบีบให้ผู้บัญชาการตำรวจสั่งระงับการรื้อค้น
วารีและหมวดคมชวนกันพังลิ้นชักเซฟลับหลังกรอบรูปสมเด็จพระสังฆราชในห้องทำงานทนายอนันต์ ภายในนั้นมีแฟลชไดรฟ์ตัวหนึ่งซ่อนอยู่ เมื่อเปิดไฟล์เอกสารที่ชื่อว่า “แถลงการณ์ร่วม_อัครศิรภักดี_ฉบับร่าง1” ความจริงอันน่าสะอิดสะเอียนก็ปรากฏ
ข้อความที่ถูกขีดฆ่าด้วยตัวอักษรสีแดงระบุชัดเจนว่า ธาราไม่ใช่เหยื่อเพียงคนเดียวในตระกูล แต่พี่ชายของเขาได้กระทำทารุณกรรมต่อเด็กๆ ในมูลนิธิกำพร้าที่ตระกูลสิงหราชอุปถัมภ์ไว้ด้วยเพื่อสนองตัณหาเบี้ยวบูด และทนายอนันต์เป็นคนจัดการจ่ายเงินปิดปากและข่มขู่เด็กเหล่านั้น โดยมีสัญลักษณ์ "กริชสามแฉก" เป็นรอยสักตราประทับบนร่างกายของเด็กที่ถูกควบคุม!
"ผู้กองครับ! ระบบนำทาง GPS ของรถทนายอนันต์ระบุว่า ก่อนเขาจะกลับมาตายที่คฤหาสน์ เขาเดินทางไปที่มูลนิธิบ้านสิงห์อบอุ่นในเขตชานเมือง" หมวดคมตะโกนบอกหลังจากตรวจสอบข้อมูลระบบคลาวด์
"ฆาตกรไม่ได้หนีออกจากห้องปิดตาย..." วารีเบิกตากว้างเมื่อปะติดปะต่อภาพได้ "ฆาตกรอยู่กับทนายอนันต์ในรถ และบังคับให้ทนายอนันต์เดินเข้าไปในคฤหาสน์ นำทางผ่านระบบรักษาความปลอดภัยทั้งหมดเข้าไปในห้องทำงานเอง จากนั้นก็บังคับให้ล็อกประตูจากด้านใน ก่อนจะลงมือฆ่าแล้วปีนออกทางช่องระบายอากาศขนาดเล็กที่เชื่อมกับท่อแอร์... ฆาตกรคือหนึ่งในเด็กที่เคยถูกทารุณกรรม และเขากำลังจะไปจัดการเหยื่อรายต่อไป!"
"เหยื่อรายต่อไปคือใครครับ?"
"พี่ชายของธารา... ผู้อำนวยการใหญ่คนปัจจุบันของสิงหราชกรุ๊ป ตอนนี้เขาอยู่ที่มูลนิธิเพื่อจัดงานภาพลักษณ์การกุศล!"
เสียงไซเรนรถตำรวจกรีดร้องฝ่าสายฝนปนเสียงฟ้าร้องคำราม วารีเหยียบคันเร่งจนมิด รถตราโล่พุ่งทะยานเข้าสู่มูลนิธิบ้านสิงห์อบอุ่นซึ่งบัดนี้ไฟดับพรึบทั้งอาคารเนื่องจากพายุพัดเสาไฟแรงสูงต้นหน้าล้ม
วารีกระชากปืนกล็อกขนาด 9 มม. ออกจากซอง ปลดเซฟตี้ แสงไฟฉายจากปลายกระบอกปืนสาดส่องผ่านความมืดของโถงทางเดินมูลนิธิ กลิ่นคาวเลือดสดๆ ลอยมาตามลม เธอก้าวไปตามทางอย่างระมัดระวัง หัวใจเต้นรัวเป็นจังหวะหนักหน่วง บาดแผลในอดีตโชยความเจ็บปวดออกมา แต่แววตาของเธอกลับแน่วแน่
เธอผลักประตูห้องประชุมใหญ่เข้าไป แสงไฟจากกระบอกไฟฉายเผยให้เห็นภาพอันน่าสยดสยอง ทายาทคนโตของตระกูลอัครศิรภักดีถูกมัดติดกับเก้าอี้ สภาพใบหน้าบวมช้ำด้วยแรงกระแทก ข้างๆ กันนั้น มีชายหนุ่มในชุดพนักงานทำความสะอาดของมูลนิธิยืนถือมีดผ่าตัดเล่มบาง แววตาของเขาว่างเปล่า ทว่าเต็มไปด้วยความเคียดแค้นคลุ้มคลั่ง ที่ข้อมือของเขา... มีรอยสักรูปกริชสามแฉกจางๆ
"หยุดนะ! วางมีดลง!" วารีตะโกนสั่ง เสียงของเธอทรงพลังเฉียบขาด
"พวกมันทำให้พวกเรากลายเป็นสัตว์ร้ายในกรง!" ชายหนุ่มคนนั้นคำราม น้ำตาไหลพรากปนเลือด "ทนายอนันต์บอกให้พวกเราเงียบ บอกว่าตระกูลสิงห์ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่พวกเราจะสู้ได้ ธาราหนีไปได้... แต่พวกเราที่เหลือล่ะ? พวกเราต้องอยู่กับแผลนี้ไปจนตายเหรอ?!"
"ความยุติธรรมกำลังจะทำงาน ธาราออกมาพูดแล้ว สังคมกำลังฟังพวกคุณ!" วารีพยายามใช้หลักจิตวิทยาที่เธอเรียนรู้จากความบิดเบี้ยวของดร.หัตถา "ถ้าคุณฆ่าเขาตอนนี้ คุณจะกลายเป็นฆาตกร และตระกูลนี้จะใช้มันเป็นข้ออ้างว่าพวกคุณคือคนบ้าลวงโลก! อย่าให้พวกมันชนะด้วยการทำให้คุณกลายเป็นสัตว์ร้ายเหมือนพวกมัน!"
คำพูดของวารีเหมือนลิ่มที่ตอกเข้ากลางใจ ชายหนุ่มมือสั่นเทิ้ม มีดผ่าตัดสะท้อนแสงไฟฉายวับวาบ เขามองหน้าทายาทตระกูลดังที่กำลังสั่นสะท้านด้วยความกลัวตาย... ความยิ่งใหญ่ของ 'หัวใจสิงห์' ละลายหายไปเหลือเพียงเศษเสี้ยวของมนุษย์ที่ขลาดเขลา
เสียงฝีเท้าของหมวดคมและกำลังเสริมดังใกล้เข้ามา ชายหนุ่มผู้เคียดแค้นทรุดเข่าลงกับพื้น ปล่อยมีดร่วงหล่นกระทบพื้นห้องเสียงดังแกร๊ง... การไล่ล่าจบลงแล้ว ทว่าสงครามที่แท้จริงระหว่างความจริงและอำนาจมืดของตระกูลใหญ่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น
ฉากส่งท้าย: เศษความจริงในสมุดปกดำ
เช้าวันต่อมา แสงอาทิตย์แรกของวันขับไล่เมฆฝนออกไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นดินชื้นและบรรยากาศเมืองหลวงที่ตื่นตะลึงกับข่าวการจับกุมฆาตกรและการเปิดโปงเบื้องหลังอันโสมมของสิงหราชกรุ๊ป หุ้นของบริษัทดิ่งลงเหวในเวลาไม่กี่นาที แถลงการณ์ลวงโลกถูกฉีกกระชากด้วยพยานหลักฐานและ "สมุดปกดำ" บันทึกการจ่ายเงินสินบนที่วารียึดมาได้
วารียืนอยู่หน้าสถาบันจิตเวชอีกครั้ง เธอไม่ได้เข้าไปข้างใน แต่มองผ่านกระจกสะท้อนจากภายนอก ดร.หัตถานั่งอยู่ที่เดิม เขามองออกมาราวกับรู้ว่าเธอจับจ้องอยู่ เขาชูแก้วน้ำพลาสติกขึ้นเล็กน้อยเป็นการแสดงความยินดี
ในกระเป๋าเสื้อของวารี มีบันทึกหน้าสุดท้ายของทนายอนันต์ที่เธอไม่ได้ส่งให้ทีมสอบสวนกลาง... หน้าที่ระบุว่า มีรายชื่อผู้สนับสนุนทางการเงินให้แก่ 'กิจกรรมลับ' ของตระกูลนี้อีกหลายคน และหนึ่งในชื่อที่ถูกสลักไว้ด้วยหมึกสีดำเข้มเมื่อสิบปีก่อนคือ... นพ.หัตถา รัตนเวช
ความมืดไม่ได้อยู่นอกห้องขัง และมันไม่ได้อยู่แค่ในคฤหาสน์... แต่มันฝังรากลึกอยู่ในทุกอนูของระบบที่เรียกว่าความยุติธรรม วารีหันหลังกลับ ก้าวเดินต่อไปในเส้นทางสายเปลี่ยวที่เธอเลือก โดยรู้ดีว่าเกมนัดต่อไปกับอดีตจิตแพทย์ผู้นี้... จะต้องแลกด้วยสิ่งที่มีค่ามากกว่าจิตวิญญาณของเธอเอง
