บท
ตั้งค่า

บทที่ 4 รังแก - 2

ท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดงที่สาดส่องเข้ามาเป็นริ้วผ่านช่องซุ้มประตูโค้งของอาคาร แสงสีทองจัดจ้าอาบไล้แผ่นหลังกว้าง แต่กลับทิ้งให้ใบหน้าคมคายของเขาจมดิ่งอยู่ในเงามืดที่ลึกลับ แววตาคมกริบที่หลุบต่ำมองลงไปยังลานกว้างด้านล่างนั้นดูเย็นชาและว่างเปล่า ราวกับว่าโลกทั้งใบไม่ได้อยู่ในสายตาของเขาเลยแม้แต่น้อย

ทว่าทันทีที่เสียงบานประตูไม้เปิดออก เขาก็ขยับกายเล็กน้อย กลิ่นอายสังหารที่เคยแผ่ออกมาจางๆ สลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยแรงกดดันบางอย่างที่ทำให้ซ่งอวี้อิงรู้สึกว่าอากาศรอบตัวเล็กลง ชุดทหารที่ตัดเย็บอย่างประณีตบนร่างสูงใหญ่กำยำของเขาช่างขัดแย้งกับบรรยากาศทรงภูมิรอบกาย ดูเหมือนศาสตราวุธคมกริบที่วางพาดอยู่บนชั้นตำรา

หัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบ คิดไม่ถึงว่าเขาจะมาปรากฏตัวอยู่บนระเบียงอาคารแห่งนี้

เซี่ยเหวินเจ๋อ... ว่าที่คู่หมั้นของเธอ

เซี่ยเหวินเจ๋อมาที่มหาวิทยาลัยตามคำเชิญของอธิการบดี ในฐานะนายทหารไม่กี่คนในกว่างโจวที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันชั้นสูงในยุโรป เพื่อช่วยตรวจสอบเอกสารหลักสูตรความร่วมมือทางการทหารและภาษาจากฝรั่งเศส หลังจากเสร็จสิ้นการหารืออันยาวนาน เขาก็ตั้งใจจะแวะมาดูคู่หมั้นเสียหน่อย ประจวบเหมาะกับที่ต้องมารับเอกสารสำคัญเกี่ยวกับโครงสร้างหลักสูตรของโรงเรียนทหารที่เพิ่งเปิดใหม่จากอาจารย์อาวุโสท่านหนึ่งพอดี

ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นที่นักศึกษาต่างแยกย้ายกันกลับบ้านจนเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดผ่านระเบียงไม้ที่ดังซัดส่าย

ทว่าขณะที่กำลังจะก้าวไปถึงประตูห้องพักอาจารย์ เสียงหนึ่งกลับลอดผ่านบานหน้าต่างไม้ที่เปิดแง้มรับลมออกมาเสียก่อน ภายในระเบียงที่ไร้ผู้คน เสียงโต้ตอบนั้นจึงชัดเจนในโสตประสาทของนายทหารหนุ่มผู้มีสัมผัสไวเป็นเลิศ

“นี่มันแค่เรื่องเล็กน้อยของเด็กๆ”

“ทำไมนักศึกษาซ่งต้องมารบกวนอาจารย์สวี”

“เพราะฉันเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ค่ะ ถ้าลำพังตัวเองฉันยังปกป้องไม่ได้ ก็คงไม่อาจใช้กฎหมายปกป้องผู้บริสุทธิ์”

เซี่ยเหวินเจ๋อชะงักฝีเท้าลงขณะหยุดยืนพิงเสาระเบียงในเงามืด ดวงตาคมกริบฉายประกายพึงใจ ความเด็ดเดี่ยวในน้ำเสียงแผ่วเบาที่แฝงความหยิ่งทะนงนั้นทำให้รู้สึกว่าคู่หมั้นของเขาช่างน่าสนใจกว่าที่เคยประเมินไว้

ชายหนุ่มยืนฟังบทสนทนาเหล่านั้นอยู่เงียบๆ ท่ามกลางเสียงกระซิบของสายลมฤดูใบไม้ร่วง ฟังเธอต้อนเหล่าอาจารย์จนมุมด้วยสติปัญญาและชั้นเชิงที่เหนือชั้น

ช่างเป็นความเงียบสงบที่ทำให้ใจของเขาสั่นไหวอย่างประหลาด

เมื่อเสียงสนทนาเงียบลงและบานประตูไม้ถูกเปิดออก ร่างบางของซ่งอวี้อิงก็ก้าวออกมา แสงอาทิตย์ยามอัสดงที่สาดส่องเข้ามาทางระเบียงตกกระทบลงบนร่างระหง ขับเน้นใบหน้าเนียนละเอียดให้ดูนุ่มนวลประดุจหยกสลัก เส้นผมดำขลับที่รวบไว้หลุดลุ่ยลงมาเคลียพวงแก้มสีระเรื่อ ดวงตาหงส์ที่ฉายแววเด็ดเดี่ยวเมื่อครู่ บัดนี้กลับเผยเหนื่อยล้าออกมา ทำให้เธอกลายเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดาที่จับต้องได้ หาใช่สตรีสูงศักดิ์ที่ยากจะหาใครเทียบเทียม

กระนั้นท่วงท่าการเดินที่แช่มช้าในชุดกี่เพ้าสีขาวปักลวดลายดอกเหมยกลับยิ่งขับเน้นความสง่างาม ราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดโบราณ จนเขาไม่อาจละสายตา

เมื่อครู่ตอนที่ได้ยินบทสนทนาจากในห้อง ชายหนุ่มยังเผลอคิดว่าซ่งอวี้อิงจะต้องระเบิดอารมณ์เหมือนในอดีต ที่จริงแล้วภาพคุณหนูใหญ่ซ่งค่อนข้างเลือนรางในความทรงจำ เขาไม่เคยมองเด็กน้อยที่แสนเย่อหยิ่งคนนั้นเต็มๆ ตา ที่ผ่านมาโลกของเขากับเธอเหมือนเส้นขนานที่ไม่มีวันมาบรรจบกัน

ไม่เคยมองเธอเป็นหลานสาวหรือคนในครอบครัว ซ่งอวี้อิงสำหรับเขาแล้วไม่ต่างอะไรกับคนแปลกหน้า

จนกระทั่งหลี่เจียงขอให้เขาเป็นตัวแทนตระกูลหลี่ไปเยือนในวันที่บ้านสกุลซ่งปั่นป่วน

ภาพหญิงสาวในชุดไว้ทุกข์ที่เคยกรีดร้องด่าทอผู้เป็นพ่อและชู้รักยังติดอยู่ในความทรงจำ หญิงสาวผู้น่าสงสารที่ไม่มีผู้ใดห้ามปรามได้ในวันที่โลกทั้งใบของเธอพังทลาย เด็กน้อยที่เคยถูกเลี้ยงดูประดุจไข่มุกกลางฝ่ามือกลับถูกความเห็นแก่ตัวและความโสมมของผู้ใหญ่ย้อมจนกลายเป็นสีดำ ไร้ซึ่งเกราะป้องกันจนกลายเป็นหญิงสาวที่โกรธแค้นโลกทั้งใบ

สายตาที่เคยมองเขาอย่างเป็นปรปักษ์ยิ่งทวีความหวาดระแวงแข็งกร้าว ตัวเขาในสายตาเธอก็คงไม่ต่างจากซ่งอี้เฉิง เป็นคนที่ยังต้องอาศัยบารมีตระกูลหลี่เพื่อก้าวเดิน และสุดท้ายก็จะกลายเป็นหมาป่าแห่งเขาจงซาน ที่พร้อมจะแว้งกัดเธอเช่นเดียวกัน

ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือการที่เธอยอมรับข้อเสนอการหมั้น แม้จะต้องรอหลังจากที่เธอเรียนจบก็ตาม คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าคุณหนูที่เคยมองเขาเป็นแค่กาฝากด้วยสายตาดูถูกจะยอมเผาผลาญตัวเองด้วยไฟแค้น

ซ่งอวี้อิงในวันวานได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

แต่ในวันนี้ ท่วงท่าที่เธอก้าวเท้าออกมาจากห้องพักอาจารย์ด้วยความสงบนิ่ง แผ่นหลังเหยียดตรงสง่างาม และสีหน้าที่เยือกเย็นไร้แววตระหนกแม้จะเพิ่งผ่านการปะทะคารมมานั้น เป็นภาพที่ตรึงสายตาของเขาเอาไว้ได้อย่างอยู่หมัด นี่ไม่ใช่ท่าทางของเด็กสาวที่พยายามแสร้งทำเป็นเข้มแข็ง แต่เป็นอำนาจของคนที่ถือไพ่เหนือกว่าและควบคุมทุกอย่างไว้ในกำมือ

เซี่ยเหวินเจ๋อยังจดจำแววตาเฉยเมยเมื่อสองเดือนก่อนได้ดี

“เรียบร้อยดีไหม” เสียงทุ้มต่ำทำลายความเงียบขึ้นมา เขาไม่ได้ถามเพราะไม่รู้ความ แต่ถามเพื่อหยั่งเชิงสตรีที่เพิ่งสำแดงฤทธิ์เดชต้อนคนจนมุมมาเมื่อครู่

หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้ามองชายหนุ่มในชุดทหาร เขาสูงมากจนเธอแทบจะต้องแหงนหน้ามอง

“ค่ะ คุณมีธุระกับฉันเหรอคะ” นี่คือบทสนทนาแรกระหว่างเธอกับว่าที่คู่หมั้น

เซี่ยเหวินเจ๋อเพิ่งค้นพบอีกเรื่องหนึ่ง คือเสียงที่ไม่ได้ยินมาหลายปีนี้เมื่อได้ยินใกล้ๆ แล้วยิ่งพบว่า เสียงเล็กๆ ของเธอไพเราะมาก และดวงตากลมใสของเธอก็แวววาวเหมือนไข่มุกที่แช่อยู่ในน้ำ แตกต่างจากในอดีตลิบลับ

ซ่งอวี้อิงไม่เร่งร้อน เพียงเลิกคิ้วมองอีกฝ่าย แต่สายตากลับบ่งบอกว่าใกล้หมดความอดทน

“ผมมาตรวจสอบเอกสารหลักสูตรความร่วมมือทางการทหาร”

“อ้อ...” คุณหนูใหญ่ซ่งลากเสียงยาวพลางเลิกคิ้วคล้ายถามว่า แล้วเธอเกี่ยวอะไรกับหลักสูตรนั้น

“ต้นปีหน้าผมจะกลับมาประจำการที่สือหลง” เขาเอ่ยตรงไปตรงมา “ตอนนี้โรงเรียนนายร้อยแห่งใหม่ในกว่างโจวกำลังต้องการอาจารย์พิเศษทางด้านวิศวกรรมทหารและการวางแผนยุทธวิธีสมัยใหม่ ที่กลับมาครานี้ก็เพื่อคัดเลือกนักเรียนทหารชุดใหม่ และร่วมวางหลักสูตรสำหรับฝึกซ้อม”

เขาพูดเหมือนเป็นเรื่องงานธรรมดา แต่แววตากลับไม่ละจากเธอแม้น้อย

ซ่งอวี้อิงเลิกคิ้วเหมือนกำลังประเมินว่าเขามาโอ้อวดหรือไม่ แต่การที่อีกฝ่ายใช้เวลาแค่สองปีเลื่อนจากนายร้อยขึ้นเป็นพันตรีได้ก็บ่งบอกอะไรหลายๆ อย่าง

“ต่อไปคงมีเวลาให้คุณหนูมากขึ้น”

คุณหนู... คำเรียกขานของเขายังเต็มไปด้วยความสุภาพห่างเหิน เหมือนยังเป็นแค่คนงานในคฤหาสน์ตระกูลหลี่ หาใช่ว่าที่คู่หมั้น

“ต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้ติดต่อกลับมา ช่วงก่อนผมค่อนข้างยุ่งจริงๆ” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำติดแหบเล็กน้อย

ดูเหมือนเขาจะวางแผนทุกอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งไม่ได้รวมเธออยู่ในนั้น นั่นก็หมายความว่าที่ได้เจอกันวันนี้แค่บังเอิญผ่านมา ไม่ใช่ความตั้งใจ ‘คำว่าช่วงก่อนผมค่อนข้างยุ่ง’ นั่นต่างหากที่เป็นความจริง เขาไม่ได้คิดจะสนใจคู่หมั้นปลอมๆ อย่างเธอตั้งแต่ต้นด้วยซ้ำ

“ในเมื่อไม่มีธุระกับฉัน...” ในดวงตาหงส์ไม่มีแววเอาอกเอาใจเหมือนผู้หญิงคนอื่นที่เคยพยายามเข้าใกล้เขา และยิ่งห่างไกลจากฐานะว่าที่คู่หมั้น ทั้งยังแฝงไว้ด้วยความเฉยชาบางเบาอย่างคนที่ถือตัวมาตั้งแต่เกิด

“หิวหรือยัง”

“เย็นนี้ฉันต้องรีบกลับไปทบทวนบทเรียนค่ะ”

“ผมช่วยได้”

“คุณยุ่งขนาดนี้ อีกทั้งยังทำภารกิจเพื่อกองทัพ” ซ่งอวี้อิงหัวเราะแผ่วเบา

ถึงแม้เธอจะยินดีที่เขาไม่ก้าวเข้ามายุ่งวุ่นวายในชีวิตที่ผ่านมา ทว่าหลังจากรับปากหมั้นหมาย ชายผู้นี้ก็หายหน้าหายตา คิดว่าเธอต้องเป็นฝ่ายตามง้อเขาหรือไง น่าขัน

“ฉันไหนเลยจะกล้าทำให้คุณน้าเสียเวลา”

แววตาเขาทอประกายเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น

“มีเวลาไม่มากจริงๆ พรุ่งนี้ผมก็ต้องเดินทางกลับหูหนาน” น้ำเสียงของเขาค่อนข้างกระชับอย่างคนที่เคยชินกับการออกคำสั่งมานาน เพราะหูหนานเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทำให้มีการสู้รบที่ดุเดือด ทุกคำสั่งของเขาจึงต้องเฉียบขาด “แต่ยังมีเวลารับประทานอาหารเย็นกับคุณหนู”

หญิงสาวเหลือบตามองท่าทางเปี่ยมอำนาจนั้นพลางแค่นเสียงในใจ เขาแค่เอ่ยปากเชิญเธอต้องตามไปหรือ

“งั้นคุณก็คงจะหิ้วท้องรอเก้อแล้วค่ะ” คุณหนูใหญ่ซ่งยิ้มหวานก่อนจะก้าวถอยหลังเตรียมจากไป

“ไม่เป็นไรครับ เพราะผมให้สาวใช้คุณหนูกลับไปก่อนแล้ว”

ซ่งอวี้อิงถูกคำว่า ‘ให้สาวใช้กลับไปก่อน’ โจมตีจนหัวสมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ ปล่อยให้มือใหญ่ยื่นมารับกระเป๋าผ้าที่มีร่องรอยแห่งอารยธรรมสมัยใหม่... เอ่อ รอยขีดเขียนสกปรกที่เป็นหลักฐานสำคัญในการถูกกลั่นแกล้งไปจากมืออย่างง่ายดาย

ท่าทางเปี่ยมไปด้วยอำนาจนี่แสดงให้ใครดู!?

“อีกอย่างผมมีเรื่องสำคัญอยากจะคุยกับคุณหนูใหญ่”

เซี่ยเหวินเจ๋อถือกระเป๋าผ้าของผู้หญิงใบนั้นอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับว่ามันไม่ได้ทำให้ความน่าเกรงขามในชุดทหารของเขาลดน้อยลง สายตาคมกริบเหลือบมองรอยเปื้อนบนนั้นเพียงครู่ ก่อนจะเลื่อนกลับมาสบตาเธอด้วยประกายตาที่อ่านยาก

ซ่งอวี้อิงเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่วันนี้เธอเหนื่อยล้ามาทั้งวันจนคร้านจะงัดข้อกับเขาต่อ ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้เรื่องราวของเธอมากกว่าที่คิด ถึงขนาดถือวิสาสะส่งเสี่ยวถงและรถลากของเธอกลับบ้านได้ แล้วยังจะเหลือหนทางไหนให้เธอหลบหนีได้อีกล่ะ

ช่างเถอะ เธอก็มีเรื่องจะคุยกับเขาเหมือนกัน

“ไปเถอะ รถจอดอยู่ด้านล่าง”

เขาเอ่ยสรุปโดยไม่รอให้เธอบอกปัดหรือทักท้วง มือหนาข้างหนึ่งถือกระเป๋าเจ้าปัญหาไว้อย่างมั่นคง ส่วนอีกข้างผายมือตามมารยาท ท่วงท่าอันสง่างามและมั่นคงของนายทหารหนุ่มตัดกับบรรยากาศของอาคารเรียนเก่าที่เริ่มมืดสลัวลงทุกขณะ

ขณะที่เดินลงบันไดไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตามจังหวะก้าว ซ่งอวี้อิงรู้สึกได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างสูงที่เดินตามอยู่ด้านหลัง รวมถึงกระแสอำนาจที่ทำให้ผู้คนรอบข้างต้องหลีกทางให้

น่าเสียดายที่เธอคุ้นเคยกับผู้คนที่เปี่ยมอำนาจมาทั้งชีวิต ท่าทางของเขาไม่อาจข่มขวัญหรือกดดันเธอได้ อยากเจรจาก็ต้องดูว่าข้อเสนอนั้นล่อตาล่อใจแค่ไหน

เมื่อก้าวพ้นตัวอาคารออกมา ลมฤดูใบไม้ร่วงหอบใหญ่ก็พัดมาปะทะจนเธอต้องห่อไหล่เข้าหากัน เซี่ยเหวินเจ๋อชะงักฝีเท้าเล็กน้อย แล้วขยับตัวขึ้นมาบังทิศทางลมให้ ก่อนจะพาเธอตรงไปยังรถยนต์สีดำขลับที่จอดอยู่ใต้แสงสลัวของโคมไฟในมหาวิทยาลัย

15 แสร้งทำบอแต่ไม่บ้า หรือ เจี่ยชือปู้เตียน หมายถึง การแกล้งทำตัวโง่หรือไม่รู้ไม่ชี้ ทั้งที่ในความเป็นจริงยังมีสติและไตร่ตรองอยู่ตลอด เพื่อหลีกเลี่ยงความสงสัยหรือการตกเป็นเป้าของผู้อื่น

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel