บทที่ 4 รังแก - 1
ซ่งอวี้อิงมุ่งหน้าไปยังห้องพักอาจารย์ที่ยังเปิดไฟอยู่ หญิงสาวหยุดยืนหน้าประตูชั่วอึดใจ ไม่ใช่เพราะลังเล แต่เป็นเพราะระยะทางที่ค่อนข้างไกลระหว่างอาคารเรียนต่างๆ ทำให้เธอนึกทอดถอนใจ
ชีวิตในชาติใหม่ทำไมถึงลำบากนักนะ
“ขออนุญาตค่ะ” ซ่งอวี้อิงเอ่ยขึ้นหลังเคาะประตูแล้วค่อยเปิดเข้าไป
ภายในห้องกว้างมีโต๊ะทำงานหลายตัวตั้งเรียง อาจารย์หลายท่านนั่งตรวจงานอยู่ เสียงพลิกหน้ากระดาษแผ่วเบาชะงักลงพร้อมกัน เมื่อสายตาหลายคู่หันมองหญิงสาวที่เพิ่งก้าวเข้าไป เธอกลายเป็นจุดสนใจโดยไม่ตั้งใจ
หญิงสาวเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานของอาจารย์สวี ผู้สอนวิชาการเขียนเชิงวิชาการและการใช้ภาษา ซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานที่ทั้งคณะนิติศาสตร์และคณะครุศาสตร์ต้องเรียน
อาจารย์วัยกลางคนเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร มองนักศึกษาตรงหน้าด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ไม่บ่อยนักที่นักศึกษาที่มีข่าวลือหนาหูคนนี้จะมาหาเขาในเวลาแบบนี้
“มีอะไรหรือ นักศึกษาซ่ง” อาจารย์สวีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
ซ่งอวี้อิงวางสมุดบันทึกเล่มที่มีรอยขีดเขียนลงบนโต๊ะอาจารย์สวีอย่างแผ่วเบา พร้อมกับกระเป๋าผ้าที่ถูกทำลาย
“ฉันต้องการความช่วยเหลือในการเปรียบเทียบตัวอักษรค่ะอาจารย์”
อาจารย์สวีเลื่อนแว่นลงมาที่ปลายจมูก พลางหยิบสมุดบันทึกเล่มแรกขึ้นมาพิจารณาข้อความหยาบคายบนหน้ากระดาษอย่างละเอียด ก่อนจะขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ
“คุณต้องการให้ผมช่วยหาคนที่กลั่นแกล้งในห้องเรียนรวมอย่างนั้นหรือ? นักศึกษาซ่ง เรื่องนี้มันยากที่จะระบุตัวตนนะ”
“ไม่ยากค่ะ ถ้าอาจารย์ช่วยฉัน”
“นี่มันแค่เรื่องเล็กน้อยของเด็กๆ” อาจารย์ที่นั่งอยู่ไม่ไกล ซึ่งเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับนักศึกษาคนนี้แต่ไม่เคยสอนเอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “ทำไมนักศึกษาซ่งต้องมารบกวนอาจารย์สวี”
ซ่งอวี้อิงหันไปมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชา
“เพราะฉันเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ค่ะ ถ้าลำพังตัวเองฉันยังปกป้องไม่ได้ ก็คงไม่อาจใช้กฎหมายปกป้องผู้บริสุทธิ์ในอนาคตได้”
อาจารย์คนนั้นมีท่าทีโมโหขึ้นมา แต่อาจารย์สวีรีบเอ่ยไกล่เกลี่ยเสียก่อน “คุณกล้าถือกระดาษแผ่นนี้มา แสดงว่ามีความมั่นใจอยู่สินะ”
“คงไม่คิดจะใช้แค่ตัวอักษรไม่กี่ตัวว่าร้ายคนอื่นหรอกนะนักศึกษาซ่ง คุณรู้ไหมว่าหากพิสูจน์ไม่ได้ หรือหากพิสูจน์ได้ว่าคุณใส่ร้ายคนอื่น คุณจะถูกลงโทษทางวินัยอย่างไรบ้าง” อาจารย์ท่านนั้นกลับไม่ยอมเลิกรา
ซ่งอวี้อิงไม่ได้ตอบทันที แต่ถามกลับด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นยิ่งกว่าเดิม “แล้วหากหาตัวคนร้ายได้ ท่านอาจารย์ในที่นี้จะเป็นพยานและยืนอยู่ข้างฉันเพื่อลงโทษคนกระทำผิดไหมคะ”
อาจารย์หลายคนที่ถูกดึงดูดความสนใจจากเหตุการณ์ในห้องต่างพยักหน้า พวกเขาก็อยากเห็นว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไรเช่นกัน
“เอาละ ในเมื่อเธอพอมีแนวทางแล้วก็ลองเสนอมา” อาจารย์สวีเปรยขึ้น
“วันนี้ฉันมีเรียนร่วมกับนักศึกษาคณะครุศาสตร์ค่ะ ก่อนออกจากห้องไปรับหนังสือกับอาจารย์อู่ ทุกอย่างยังเรียบร้อยดี แต่พอกลับมาก็พบของพวกนี้ ดังนั้นก็มีเพียงเพื่อนนักศึกษาแค่สองกลุ่มเท่านั้น แต่หากให้เจาะจง ฉันคิดว่าตัวเองพอจะคุ้นเคยกับลายมือเพื่อนร่วมคณะทุกคน ไม่มีใครเขียนตัวอักษรแบบนี้ค่ะ”
“เฮอะ” อาจารย์อีกท่านที่ประจำคณะครุศาสตร์แค่นเสียง “อย่างนี้ไม่รีบร้อนเจาะจงไปหน่อยหรือนักศึกษา”
“นั่นสิ” อาจารย์ท่านแรกที่ค้านเห็นว่ามีพรรคพวกจึงเอ่ยซ้ำ “คุณต้องการป้ายสีคนอื่นหรือเปล่า นักศึกษาซ่ง”
“แล้วเธอจะพิสูจน์ยังไง” อาจารย์สวีพยายามจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ “เห็นได้ชัดว่าพวกเขาจงใจเขียนตัวหวัดเพื่อให้จับไม่ได้”
“แต่ละคนมีนิสัยการเขียนเฉพาะตัวค่ะ” ซ่งอวี้อิงชี้ไปที่กระดาษคำตอบบนโต๊ะแผ่นหนึ่ง “อย่างคนนี้เวลาเขียนคำว่าปู้จะชอบตวัดปลายเส้นขีดซ้ายลงอย่างเฉียบคม แล้วลากเส้นขีดขวาลงยาวเป็นพิเศษ น้ำหนักมือตรงกลางเบามาก” จากนั้นจึงหยิบกระดาษแผ่นล่างขึ้นมากวาดตามองอยู่ครู่ใหญ่
“ส่วนคนนี้เวลาเขียนคำว่าสือจะลากเส้นแนวตั้งเส้นแรกยาวเกินปกติ และมีนิสัยชอบเขียนมุมของซู่โกวให้หักอย่างแข็งกระด้าง ไม่โค้งมนเหมือนผู้หญิงทั่วไป ซึ่งเป็นลักษณะลายมือที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์มากค่ะ” จากนั้นจึงหยิบแผ่นต่อไปขึ้นมาพิจารณา “เวลาคนนี้เขียนคำว่าเหรินมักเปิดมุมแคบ หัวเส้นซ้ายกดหนัก ปลายตวัดลากยาว เส้นขวาแทนที่จะหนักกว่ากลับดูเบามือคล้ายรีบจบ เหมือนคนที่แบกรับความคิดของตัวเองไว้มาก แต่ไม่ชอบแสดงออก เวลาต้องเขียนความเห็นจะระมัดระวังคำพูดเกินไป”
อาจารย์ที่เหลือต่างพากันสูดหายใจ ทุกคนรีบก้มลงดูนิสัยการเขียนของตัวเองทันที
ซ่งอวี้อิงเปิดสมุดของตนเอง พลางชี้ไปที่คำสองคำที่ถูกเขียนไว้ด้วยลายมือเดียวกัน
“คำว่าเฉวียนในนี้ เส้นตั้งถูกกดหนักเกินไป ปลายเส้นหยุดชะงักเล็กน้อยเหมือนลังเล ในขณะที่คำว่าลี่นั้น เส้นเฉียงกลับถูกลากยาวและเอียงมากกว่าปกติ แสดงถึงจังหวะมือที่เร่งรีบและขาดการควบคุม”
เธอเงยหน้าขึ้นมองอาจารย์สวี สีหน้าแน่วแน่ มั่นใจในข้อสังเกตของตนเอง
“หนูขอดูบทความที่เพิ่งส่งเมื่อต้นสัปดาห์ได้ไหมคะ”
น้ำเสียงสุภาพ แต่หนักแน่นพอจะทำให้ห้องเงียบลงอีกครั้ง อาจารย์สวีมองสมุดในมือเธอ ก่อนจะเหลือบไปทางกองกระดาษคำตอบบนโต๊ะ ในที่สุดเขาก็หยิบแฟ้มกระดาษขึ้นมาเล่มหนึ่ง พลิกดูปกหน้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะดึงบทความไม่กี่ฉบับออกมา
“พวกนี้เป็นงานที่ส่งเมื่อต้นสัปดาห์” เขาวางมันลงตรงหน้าเธอ น้ำเสียงยังคงสุขุม แต่แฝงความระมัดระวัง “ดูได้ แต่อย่าเอาออกนอกห้อง”
ซ่งอวี้อิงพยักหน้ารับ เธอเลื่อนบทความมาใกล้ตัว เปิดอ่านอย่างเงียบงัน สายตาไม่ได้จดจ่ออยู่กับเนื้อหา แต่จับจ้องไปที่จังหวะการเขียน น้ำหนักเส้น และรูปทรงของอักษร
ในสมัยที่เธอจากมา การคัดอักษรบรรจงคือบทฝึกจิตที่เคร่งครัด ทุกจังหวะพู่กัน น้ำหนักเส้น และโครงสร้างตัวอักษรต้องแม่นยำ การเขียนจึงไม่ใช่เพียงความงามภายนอก แต่เป็นภาพสะท้อนวินัย จิตใจ และฐานะของผู้เรียน อาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาให้เธอคือปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือมาถึงทุกวันนี้แม้กาลเวลาจะล่วงเลยนับพันปี ตัวเธอที่ได้รับการสั่งสอนเพียงเศษเสี้ยวก็ยังนับว่าเป็นหงส์ในหมู่ฝูงกา
ไม่นานนัก ซ่งอวี้อิงก็หยุดอยู่ที่หน้าหนึ่ง ปลายนิ้วแตะลงเบาๆ คำว่าเฉวียนในกระดาษแผ่นนี้ เส้นตั้งกดหนัก ปลายหยุดชะงักเล็กน้อย ลักษณะเดียวกับที่เธอเห็นในสมุดของตนเองถัดมาอีกบรรทัดหนึ่ง คำว่าลี่เส้นเฉียงลากยาว เอียงมากกว่าปกติ จังหวะมือเร่งรีบโดยไม่รู้ตัว
ซ่งอวี้อิงสูดลมหายใจเข้าเบาๆ แล้วเงยหน้าขึ้น
“เจอแล้วค่ะ”
อย่างที่บอกว่าเธอไม่ใช่พระโพธิสัตว์ที่จะยอมให้คนเหล่านั้นมาเล่นงานฝ่ายเดียว เพียงแต่หากจะลงมือ ต้องจัดการให้ได้เด็ดขาด อาศัยกลยุทธ์แสร้งทำเป็นบอแต่ไม่บ้า15 ดั่งคัมภีร์อี้จิงเปรียบเทียบไว้ว่า สายฟ้าที่ดูเหมือนเงียบงันในฤดูหนาว แต่แท้จริงแล้วกำลังสะสมพลังเพื่อคำรนในฤดูใบไม้ผลิ
เมื่อออกจากห้องพักอาจารย์ก็พบว่าท้องฟ้าด้านนอกเปลี่ยนเป็นสีส้มแก่สลับม่วงหม่น แสงสุดท้ายของวันทอฉาบลงบนหลังคากระเบื้องดินเผาของอาคารเรียน ส่งให้บรรยากาศดูสงบแต่แฝงด้วยความกดดัน
ซ่งอวี้อิงหยุดยืนสูดอากาศที่เริ่มเย็นจัดเข้าปอด แววตาที่เคยนิ่งเรียบยามอยู่ต่อหน้าอาจารย์สวี บัดนี้กลับไม่อาจปิดบังความเหนื่อยล้าขณะหันไปปิดบานประตูลง ทว่าเมื่อหันกลับมา หางตาก็เหลือบไปเห็นร่างสูงที่ยืนพิงระเบียงอยู่ เขายืนนิ่งอยู่อย่างนั้นราวกับเป็นส่วนหนึ่งของเงาทะมึนจากเสาด้านหลัง บนระเบียงกว้างชั้นสองหน้าห้องพักอาจารย์ที่เธอเพิ่งก้าวออกมา
