บท
ตั้งค่า

บทที่ 5 หยั่งเชิง

ซ่งอวี้อิงเหลือบตามองรถที่ดูดุดันเหมือนเจ้าของ ก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งเคียงคนขับเมื่อเขาเปิดประตูให้ ภายในรถสะอาดสะอ้านเรียบร้อย หนังแท้สีน้ำตาลเข้มขัดจนขึ้นเงา กลิ่นอุ่นแบบหนังใหม่อ่อนๆ ผสมกับความหอมบางเบาของน้ำหอมฝรั่งเศสที่โชยออกมาจากตัวชายหนุ่ม เป็นกลิ่นที่นุ่มลึกแฝงความเป็นเอกลักษณ์ของฟานหงฮวา หรือดอกหงส์แดงจากต่างแดนซึ่งเคยเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูงในวังหลวง แต่ส่วนผสมของเขากลับลุ่มลึกกว่าด้วยกลิ่นของไม้จันทน์ผสมผสานกับอำพันทะเล

ความหอมแบบชนชั้นสูงในอดีตที่แทรกกลิ่นอายแบบยุโรปทำให้เธอรู้สึกประหลาด ทั้งคุ้นเคยทั้งแปลกหน้า แต่บอกไม่ได้ว่าทำไมมันถึงเป็นเขาอย่างสมบูรณ์แบบนัก

“คุณอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม เมื่อกี้ผมขับรถผ่านเห็นร้านอาหารฝรั่งเศสอยู่ร้านหนึ่งน่าสนใจทีเดียว”

ซ่งอวี้อิงที่กำลังเหม่อมองร้านค้าที่เริ่มเปิดไฟสว่างริมทางพลางพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ เขาไปร่ำเรียนอยู่ที่นั่นมาหลายปียังไม่เบื่ออาหารฝรั่งเศสอีกหรือไง

“ในบรรดาแปดตระกูลอาหารหลักของจีน คุณลองมาครบแล้วหรือยังคะ” ปลายเสียงติดจะประชดนั้นทำให้ริมฝีปากที่มักเป็นเส้นตรงเสมอของเขาโค้งขึ้นโดยไม่รู้ตัว

“ถ้ายัง ฉันแนะนำเป็นอาหารซูโจวค่ะ”

เซี่ยเหวินเจ๋อหมุนพวงมาลัยเลี้ยวเข้าสู่ย่านไห่จู่อวี สองข้างทางเต็มไปด้วยโคมไฟที่เริ่มส่องสว่างเรียงเป็นแนว

“การเรียนเป็นยังไงบ้าง มีปัญหาอะไรไหม” น้ำเสียงเรียบนิ่งของเขาทำให้หญิงสาวหันกลับมามอง

ไม่เจอกันครึ่งปีแทนที่จะถามสารทุกข์สุกดิบกลับถามเรื่องเรียน นี่สินะผู้ปกครองตัวจริง หากคุณตามาได้ยินคงดีใจจนน้ำตาไหลพราก

“ดีค่ะ”

“แล้วมีใครสร้างความลำบากใจให้หรือเปล่า”

เขายังกล้าถาม?

ซ่งอวี้อิงหัวเราะแผ่วเบา เธอเชื่ออย่างยิ่งว่าเขายืนอยู่ตรงนั้นนานพอจะได้ยินทุกอย่าง

“ปัญหาของฉัน ฉันจัดการเองได้ค่ะ”

เซี่ยเหวินเจ๋อเคาะปลายนิ้วลงบนพวงมาลัย ฟังน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจนั้น ภาพเด็กน้อยที่ชอบวิ่งไปฟ้องผู้ใหญ่ในวันวานผุดขึ้นมา ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยหญิงสาวผู้มีหนามแหลมคมในวันนี้ เธอมีความคิดของตัวเอง กล้าแสดงจุดยืนรวมถึงทัศนคติหัวเก่าชาตินิยม แค่เลือกร้านยังต้องเป็นอาหารจีน ใช้กระเป๋าผ้าปักแทนกระเป๋าหนัง แต่คำพูดและการกระทำกลับเปิดเผยตรงไปตรงมา

“เรื่องการเรียน ถ้ามีตรงไหนไม่เข้าใจก็เอามาถามผมได้”

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันถามอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยสะดวกกว่า”

เซี่ยเหวินเจ๋ออดไม่ได้ที่จะหันกลับมามองคนตัวเล็ก แต่กลับเห็นเพียงซีกแก้มขาวกระจ่างและปลายคางมน อาจเป็นเพราะเขาไม่เคยสังเกตเธอเลยกระมัง จึงเพิ่งเห็นว่าผิวของเธอเนียนนุ่มเหมือนก้อนซาลาเปา หญิงสาวทอดสายตามองไปนอกหน้าต่าง ไม่แม้แต่จะเก็บซ่อนท่าทางประชดประชัน

จู่ๆ เขาก็รู้สึกขบขันขึ้นมา

“คุณหนูกลัวว่าความรู้ของผมไม่มากพอที่จะสอนหรือ”

“แน่สิคะ คุณเรียนโรงเรียนทหารไม่ใช่เรียนวรรณกรรมมานี่คะ”

เมื่อก่อนเธอร่ำเรียนในวังกับปราชญ์ผู้ทรงภูมิอันดับหนึ่งของแผ่นดิน ดังนั้นอาจารย์ที่สั่งสอนเธอได้ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ไม่มีทางลดมาตรฐานลงเด็ดขาด!

ดวงตาคมจดจ้องปลายจมูกรั้นที่เชิดขึ้นของหญิงสาว จู่ๆ ก็ค้นพบความสนุกเวลาได้ต่อล้อต่อเถียงกับว่าที่คู่หมั้นตัวน้อย

รถยนต์แล่นไปตามถนนที่ยังพอมีแสงสว่าง ก่อนจะเลี้ยวเข้าสู่ตรอกเล็กๆ ที่เงียบสงบกว่า สองข้างทางมืดสนิท และหยุดลงที่หน้าประตูไม้สีดำขลับบานใหญ่ที่ปิดสนิท

เหนือประตูขึ้นไปคือแผ่นป้ายไม้โบราณเนื้อดีสีแดงเลือดหมู มีป้าย ‘เหมยเซียงหยวน’ แขวนอยู่ด้านบน รอยแกะสลักตามกรอบไม้ถูกขัดจนขึ้นเงา บ่งบอกถึงความเก่าแก่และรสนิยม โคมสีส้มนวลตาส่องสว่างยิ่งส่งให้บรรยากาศด้านหน้าเหมือนจวนของขุนนางหรือคหบดีในสมัยโบราณมากกว่าร้านอาหาร

เซี่ยเหวินเจ๋อเดินลงมาเปิดประตูให้

เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ยื่นมือขวาออกไปตรงหน้าเธอ ฝ่ามือใหญ่ของเขาเต็มไปด้วยร่องรอยของการต่อสู้และประสบการณ์ชีวิตที่โชกโชน ไม่เหมือนมือคุณชายทั่วไป แต่ก็สะอาดสะอ้านและดูแข็งแรง นิ้วมือเรียวยาวเห็นข้อนิ้วชัดเจน

ซ่งอวี้อิงชะงักไปเล็กน้อย แต่เมื่อเหลือบมองสองข้างทางที่มืดสนิท มีเพียงแสงโคมหน้าร้านส่องสว่างประปราย เธอก็ยอมรับได้ว่าการกระทำของเขานั้นสมเหตุสมผล หญิงสาวเคยชินกับการถูกปรนนิบัติเสียจนคิดว่านี่ต่างหากเป็นเรื่องที่เขาสมควรกระทำ มือเล็กวางลงบนอุ้งมือใหญ่ของเขา ปลายคางยกขึ้นเล็กน้อยขณะใช้หางตาเหลือบมองอีกฝ่าย ท่วงท่าทั้งหมดราวกับองค์หญิงที่กำลังรอให้ข้าราชบริพารประคองลงจากราชรถ

เซี่ยเหวินเจ๋อก้มตัวลงมา สายตาจดจ้องอยู่บนดวงตาหงส์เรียวยาวแฝงความเย่อหยิ่งของคู่หมั้นตัวน้อย มือหนาอีกข้างเอื้อมไปจับขอบประตูรถด้านบนเอาไว้ ป้องกันไม่ให้ศีรษะเล็กกระแทกตอนก้าวลงมา ซ่งอวี้อิงเห็นการกระทำอันละเอียดอ่อนรอบคอบก็ลอบเบ้ปาก ในใจยิ่งค่อนขอดอีกฝ่าย

เขาทำงานได้ดีขนาดนี้ถึงได้รับความโปรดปรานจากหลี่เจียง ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้วคนคนนี้เย็นชาลึกเข้าไปถึงกระดูกด้วยซ้ำ เขาแค่ทำทุกอย่างเพื่อใช้เป็นบันไดก้าวขึ้นไปสู่เป้าหมาย

มีเพียงคนประเภทเดียวกันเท่านั้นที่จะมองออก อย่างโบราณว่า ผีย่อมเห็นผีเหมือนกัน

เมื่อมือเล็กวางลงบนฝ่ามือใหญ่ ชายหนุ่มก็กระชับฝ่ามือนุ่มนิ่มไว้ ปลายนิ้วเรียวยาวมีรอยหยาบบางๆ แตะโดนหลังมือเธอแผ่วเบา ก่อนจะสอดรับไว้แน่นพอให้ทรงตัว ช่วยพยุงให้ร่างบางก้าวลงจากรถได้อย่างมั่นคง

นิ้วมือของเธอเล็กมากเมื่อเทียบกับฝ่ามือใหญ่ของเขา ผิวของเธอเนียนนุ่มเหมือนก้อนเต้าหู้ ในจังหวะที่ร่างเล็กก้าวลงมา เขาพลันได้กลิ่นหอมที่ชัดเจนยิ่งกว่าตอนอยู่บนรถ กลิ่นหอมหวานบางเบาจากเส้นผมและผิวกายของเธอให้ความรู้สึกถึงสายลมในฤดูใบไม้ผลิ เขาไม่อาจบอกได้ว่าเป็นกลิ่นดอกไม้ชนิดใด คล้ายดอกเหมยในปลายฤดูหนาว แต่ก็มีความอบอุ่นของแสงแดดยามเช้าแทรกอยู่ในนั้น

ชายหนุ่มวางมือเล็กลงบนต้นแขน แล้วพาเธอเดินผ่านประตูเข้าไป บรรยากาศภายในร้านเงียบสงบ มีเพียงเสียงน้ำไหลรินและเสียงดนตรีกู่ฉินที่บรรเลงแผ่วเบา เสมือนหลุดเข้าไปในอีกยุคสมัยหนึ่ง กลิ่นหอมจางๆ ของไม้เก่าผสมกับกลิ่นหอมสดชื่นของใบชาลอยอบอวลอยู่ในร้าน ทุกรายละเอียดบ่งบอกถึงรสนิยมและความเป็นผู้ดีเก่าของเจ้าของร้านและลูกค้าที่มาเยือน

เซี่ยเหวินเจ๋อเลือกห้องรับรองส่วนตัวที่อยู่ใกล้ลำธารเล็กๆ เมื่อมองเห็นแววตาพึงใจของว่าที่คู่หมั้นตัวน้อยวาบผ่านก็รู้สึกว่าตนเองตัดสินใจได้ถูกต้อง

“ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องวัตถุดิบสดใหม่ มีปลาจากทะเลสาบซีหูส่งมาทุกอาทิตย์” เขาเริ่มจับจุดได้แล้วว่าคุณหนูใหญ่ซ่งเป็นคนพิถีพิถัน “อยากลองปลาเปรี้ยวหวานไหม”

ตอนนี้เธอไม่มีนางกำนัลข้างกายแล้ว ถึงเสี่ยวถงจะดูแลเธอได้ดีขนาดไหน แต่ก็ไม่มีทางละเอียดรอบคอบเท่านางกำนัลและสาวใช้ที่ถูกฝึกฝนมาอย่างเข้มงวด ซ่งอวี้อิงคิดอย่างเสียดาย

“ก็ดีค่ะ เสียแต่ฉันขี้เกียจเลาะก้าง”

“งั้นรับปลาเปรี้ยวหวานจานหนึ่งครับ” ชายหนุ่มหันไปเอ่ยกับพนักงาน

ซ่งอวี้อิงยิ้มหวาน “แล้วคุณชอบกินอะไรคะ ระหว่างปูขนไก่เจี่ยเซี่ย16 กับลูกชิ้นหัวสิงโต17”

“ผมชอบทั้งสองจาน” ชายหนุ่มเลิกคิ้วมองอีกฝ่ายกึ่งท้าทาย

“ถ้าอย่างนั้นเอาเป็นกุ้งผัดใบชาหลงจิ่ง18 ไก่ขอทาน19 แล้วก็เส้นหมี่ซูโจว20” หญิงสาวหันไปร่ายรายการอาหารอย่างคล่องแคล่วโดยไม่ต้องอ่าน “แค่นี้ค่ะ”

ไม่มีทั้งปูขนไก่เจี่ยเซี่ยและลูกชิ้นหัวสิงโต

เซี่ยเหวินเจ๋อเลิกคิ้วมองหญิงสาวตรงหน้า รู้ดีว่าเธอจงใจเอาคืนเรื่องปลาเปรี้ยวหวาน

“ทำไมคะ” ซ่งอวี้อิงเอียงหน้ามองอีกฝ่าย “คุณให้ฉันเลือกของที่ชอบไม่ใช่เหรอ”

ดูเหมือนเด็กสาวที่โตเป็นผู้ใหญ่จะมีวิธีจัดการศัตรูได้แยบยลขึ้น เสียแต่ว่าคู่ต่อสู้ของเธอคือเขา

“ดีครับ เพราะผมชอบทุกจานที่คุณหนูสั่งมาพอดี” รอยยิ้มบนริมฝีปากหยักขยายกว้าง ดวงตาคร้ามคมเจือกระแสหยอกเย้า “ไม่คิดว่าคุณหนูจะรู้ใจผมขนาดนี้”

ซ่งอวี้อิงพลันหุบยิ้มฉับเมื่อเห็นดวงตาคมทอประกายล้อเลียน เธอลืมไปได้อย่างไรว่าเขาเป็นคนเจียงหนาน อาหารทุกจานที่เธอเลือกมาล้วนมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ เข้าทางคนผู้นี้ทุกอย่าง

หญิงสาวไม่อยากนับแต้มที่แพ้ให้เขาอีกจึงเบือนหน้าไปมองบรรยากาศรอบๆ ร้านที่เดิมน่าจะเคยเป็นจวนของเศรษฐีหรือขุนนางเก่า ตัวอาคารเป็นเรือนสี่ประสานที่จัดวางห้องต่างๆ ล้อมรอบลานตรงกลางซึ่งถูกทำเป็นสวนขนาดพอเหมาะ ใจกลางสวนมีบ่อน้ำที่มีปลาหลี่สีแดงทองว่ายวนไปมาอย่างเชื่องช้า รายล้อมด้วยต้นหลิวที่กำลังพลิ้วไหวรับลมโชยเอื่อยเข้ามา

เซี่ยเหวินเจ๋อทอดสายตามองใบหน้าสงบของหญิงสาว เธอเพียงนั่งเงียบๆ มองใบไม้ไหวด้านนอก แต่กลับให้บรรยากาศแปลกตาอย่างยิ่ง ความนิ่งสงบนั้นช่างแตกต่างกับเด็กสาวที่มีหนามแหลมคมทั่วทั้งตัว

ตอนแรกที่เขารับปากพ่อบุญธรรมส่วนหนึ่งก็แค่จะช่วยให้เธอผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบาก ประคองเรือลำน้อยให้สามารถแล่นบนผิวน้ำฝ่าคลื่นลม สำหรับเขาเอง ข้อตกลงนี้ก็ไม่ได้เสียเปรียบ เขายังไม่พร้อมแต่งงาน และยิ่งไม่ต้องการให้คนอื่นใช้เรื่องนี้มาหาผลประโยชน์ ไม่ว่าทั้งจากตระกูลหลี่หรือคนในกองทัพก็ตาม รอจนเมื่อส่งเธอจนถึงฝั่งแล้วค่อยแยกย้ายจากกัน

จนกระทั่งการพบกันในสวนวันนั้น

เพียงชั่วเวลาสั้นๆ ที่สบตา กลับทำให้เขาไม่อยากปล่อยมือ

แม้ในเวลานี้เธอจะแข็งแกร่งพอที่จะฝ่าลมพายุที่โหมกระหน่ำได้โดยลำพัง และยังพร้อมจะห้ำหั่นฝ่ายตรงข้ามก็ตาม

“เห็นคุณต้องกลับมาจากหูหนานอย่างเร่งด่วนเพื่อภารกิจของโรงเรียนทหาร ดูแล้วช่วงนี้กว่างโจวคงกำลัง... จัดระเบียบต้อนรับฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึงสินะคะ”

เธอเว้นจังหวะสั้นๆ เพื่อสังเกตสีหน้าของเขาว่าจะหลุดข้อมูลอะไรออกมา หรือจะเลือกปกปิดมันไว้

“ช่วงนี้ได้ยินว่าการสัญจรทางน้ำและรถไฟถูกควบคุมเข้มงวดขึ้น ไหนจะเรื่องที่ทางมหาวิทยาลัยต้องรีบจัดการหลักสูตรภาษาต่างชาติให้ทันความต้องการของโรงเรียนทหาร... ดูเหมือนกำลังรีบเร่งทำอะไรบางอย่างเพื่อให้บ้านเมืองมั่นคงขึ้นกว่าเดิม คงไม่ได้กำลังเตรียมทัพรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในพื้นที่อยู่ใช่ไหมคะ”

เซี่ยเหวินเจ๋อไม่ได้ตอบทันที มือหนาเอื้อมไปรินน้ำชาให้เธออย่างใจเย็น ขณะที่ซ่งอวี้อิงกุมถ้วยชาขึ้นเป่าเบาๆ อย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับเคยชินมาตั้งแต่เกิด คล้ายเป็นเรื่องสมควรเสียจนผู้คนรอบข้างเผลอปรนนิบัติให้โดยไม่รู้ตัว

เขาวางกาน้ำชาเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ประโยคจัดระเบียบต้อนรับฤดูกาลใหม่ของเธอนั้นกว้างพอที่จะหมายถึงการทำความสะอาดบ้านเรือน แต่ก็แหลมคมพอที่จะหมายถึงการเตรียมรับศึกใหญ่ในสายตาของนักยุทธศาสตร์อย่างเขา

“แล้วคุณหนูคิดว่าฤดูกาลที่ว่านั่น... จะนำพาความหนาวเหน็บหรือความอบอุ่นมาให้กันล่ะ” เขาถามกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ เป็นการโยนหินกลับไปหยั่งเชิงเธอเช่นกัน

“นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่า คนที่กุมอำนาจในตอนนี้เตรียมตัวรับมือกับมันได้ดีแค่ไหนค่ะ” ซ่งอวี้อิงยกยิ้มจางๆ ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นจิบต่ออย่างไม่ทุกข์ร้อน

การโยนหินถามทางครั้งนี้ทำให้เธอรู้ว่า เซี่ยเหวินเจ๋อไม่ใช่ทหารที่เก่งแต่ใช้กำลัง แต่เขาคือสุนัขจิ้งจอกในคราบพยัคฆ์ที่ระแวดระวังตัวทุกฝีก้าว และนั่นยิ่งทำให้เขาน่าสนใจขึ้นมาในสายตาของอดีตเซี่ยนจู่ผู้นี้

“ทางกว่างโจวน่าจะวางแผนมานาน ทุกอย่างดูเป็นขั้นเป็นตอน” โรงเรียนทหารไม่ใช่ว่าจะใช้เวลาแค่สองสามเดือนสร้างขึ้นมาเสียเมื่อไร “ดูท่าคนที่น่ากังวลคงเป็นฝั่งกองทัพกว่างซีสินะคะ”

“คุณหนูห่วงท่านนายพลหรือ”

“แน่สิคะ” ดวงตาของเธอวับวาว “หากคุณพ่อเป็นอะไรไป ฉันก็แย่น่ะสิ”

ชายหนุ่มยกเปลือกตามองผู้หญิงตรงหน้า เธอฉลาดมากจริงๆ ถึงจะเกลียดชังบิดา แต่ก็ยังรู้จักแยกแยะแถมยังเตรียมประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า

ซ่งอวี้อิงกุมถ้วยชาไว้ ไออุ่นกำลังพอดีทำให้เธอรู้สึกสบาย

“กองทัพกว่างซีตอนนี้ดูเหมือนจะถูกบีบจากหลายทางสินะคะ ทั้งขุนศึกจากทางเหนือ...” เธอจงใจเว้นวรรคเพื่อคอยสังเกตท่าทางของบุรุษตรงหน้า ทว่าสีหน้าของเขายังคงนิ่งเฉยสมกับเป็นผู้บัญชาการคนสำคัญ “และจากกว่างโจวที่เสริมกำลังพลอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์แบบนี้…ใครกันแน่ที่กำลังได้เปรียบเสียเปรียบคะ หรือทุกคนกำลังรอช่วงชิงจังหวะสำคัญกันอยู่?”

คำถามนั้นฟังผิวเผินเหมือนการวิเคราะห์ทั่วไปของนักศึกษาที่ชอบอ่านข่าวการเมือง แต่แววตาของเธอกลับนิ่งเฉียบคม ใครที่ขาดชั้นเชิงอาจถูกล้วงความคิดโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

ทว่าสำหรับเซี่ยเหวินเจ๋อ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม เขาพิงหลังกับพนักเก้าอี้

“คุณหนูลองทายดูสิว่า ฝ่ายไหนกำลังได้เปรียบ” ดวงตาสีดำสนิทดุจบ่อน้ำลึกยามรัตติกาลที่ไร้คลื่นลม นิ่งสงบจนชวนให้คนมองประหม่า คาดคั้นเหมือนกำลังไต่สวนผู้ต้องหา

16 ปูขนไก่เจี่ยเซี่ย คือ ลูกชิ้นหมูขนาดใหญ่ที่ตุ๋นกับมันปู เป็นอาหารที่มีชื่อเสียงและอุดมไปด้วยรสชาติ

17 ลูกชิ้นหัวสิงโต คือ ลูกชิ้นหมูสับขนาดใหญ่ผสมกับเกาลัดหรือผักกาดขาว นำไปตุ๋นในน้ำซุปใส

18 กุ้งผัดใบชาหลงจิ่ง คือ อาหารที่ใช้เนื้อกุ้งแม่น้ำขนาดเล็ก ผัดอย่างรวดเร็วด้วยไฟแรงกับยอดอ่อนของใบชาหลงจิ่งคุณภาพดี

19 ไก่ขอทาน คือ ไก่ทั้งตัวที่ยัดไส้ด้วยเครื่องเทศและสมุนไพร ห่อด้วยใบไม้และดินเหนียว นำไปอบในไฟอ่อนเป็นเวลานาน

20 เส้นหมี่ซูโจว คือ เส้นหมี่ที่รับประทานคู่กับน้ำซุปใสรสกลมกล่อมและเครื่องเคียงหลากหลาย
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel