บทที่ 3 รังเกียจ - 3
“เล่มนี้ผมทำเชิงอรรถไว้เองหลายหน้า คนทั่วไปอ่านไม่สนุกหรอก แต่ผมคิดว่าคุณจะเข้าใจ”
“ขอบคุณมากค่ะ” ซ่งอวี้อิงยิ้มรับ
เธอชอบความรู้สึกของการได้เป็นลูกศิษย์คนโปรดของอาจารย์
แต่เมื่อซ่งอวี้อิงเดินกลับมาที่โต๊ะเรียนแถวกลางก็พบกับตำราเรียนที่วางระเกะระกะอยู่บนโต๊ะ สายตาหยุดอยู่ที่สมุดบันทึกเล่มโปรดของเธอที่กางออก มีข้อความดูถูกเหยียดหยามอยู่หลายบรรทัด
เสียงหัวเราะคิกคักดังแว่วมาจากกลุ่มนักศึกษาหญิงที่กำลังเดินออกไปจากห้องเรียน ซ่งอวี้อิงไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเกรี้ยว หรือตวาดกลับไปให้เสียเกียรติ แต่ดวงตากลับนิ่งสงบจนน่าขนลุก เธอมองตามแผ่นหลังของกลุ่มนักศึกษาเหล่านั้นที่หัวเราะเยาะเย้ยเธออย่างสนุกปาก
ร่างระหงทรุดตัวลงนั่งช้าๆ สัมผัสข้อความบนสมุดบันทึกด้วยท่าทีที่แสนสงบนิ่ง ไม่สนใจสายตาที่มองมาอย่างสมเพชหรือสะใจแม้แต่น้อย
“ไร้สาระ”
“นักศึกษาครุศาสตร์น่ะ” เสียงเฉื่อยชาดังขึ้นด้านข้าง เมื่อซ่งอวี้อิงหันกลับไปจึงพบหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งที่ยืนมองอยู่ เธอจำได้ทันทีว่าสหายคนนี้เรียนอยู่คณะนิติศาสตร์เหมือนกัน และดูเหมือนจะเป็นนักเรียนทุนที่มีผลการเรียนยอดเยี่ยม
“ขอบใจ” ซ่งอวี้อิงเอ่ยพลางก้มลงเก็บตำราเรียนใส่กระเป๋า
ไป๋หลิงเซวียนมองดูท่วงท่าของคุณหนูใหญ่เอาแต่ใจในข่าวลือกำลังเก็บของใส่กระเป๋าอย่างไม่เร่งรีบ แม้กระเป๋าจะเลอะเทอะไปด้วยข้อความดูถูก แต่ทุกการเคลื่อนไหวยังคงเปี่ยมไปด้วยความสง่างามที่ยากจะเลียนแบบ เพียงแค่เห็นก็รู้ว่าได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างเข้มงวด ไม่เหมือนเด็กสาวที่ถูกตามใจเลยสักนิด
ตลอดหลายสัปดาห์ที่ถูกนักศึกษาคนอื่นกีดกัน คนตรงหน้าไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอหรือโทสะแม้แต่ครั้งเดียว แต่กลับสงบนิ่งได้อย่างน่าชื่นชม
คนที่ถูกต้อนจนมุมแต่ยังคงความเยือกเย็นได้ถึงเพียงนี้ ช่างน่ากลัวยิ่งกว่าพวกที่โวยวายเสียอีก
“ไม่โกรธคนพวกนั้นเหรอ” ไป๋หลิงเซวียนเอนหลังพิงพนักแล้วโยกเก้าอี้เล่น ดวงตากวาดมองสหายร่วมชั้นอย่างค้นหา
“เธอว่าระหว่างฉันกับพวกเขา...” ซ่งอวี้อิงเอียงหน้ากลับไปมองอีกฝ่าย “ใครทุกข์ร้อนใจมากกว่ากัน”
ไป๋หลิงเซวียนชะงักค้าง ดวงตาเบิกกว้าง
ทำไมคนพวกนั้นถึงได้รังเกียจคุณหนูใหญ่ซ่ง เป็นเพราะเรื่องเส้นสายจริงๆ หรือ การที่เธอเข้าเรียนไม่ได้เบียดเบียนหรือแย่งที่นั่งใคร คนอื่นๆ แค่อิจฉาเธอจนจิตใจร้อนรุ่มก็เท่านั้น
“ฉันไม่ใช่เทพเซียนที่หลุดพ้นจนไร้โทสะสามารถปล่อยวางได้” ซ่งอวี้อิงเอ่ยจบก็รวบกระเป๋าผ้าขึ้นในอ้อมแขน
ดูเหมือนเธอต้องซื้อกระเป๋าใบใหม่อีกแล้ว แต่น่าเสียดายที่ยังหาช่างปักผ้าฝีมือดีไม่ได้
ข้าวของสมัยนี้ช่างขาดความประณีตละเมียดละไมจริงๆ
หากคนอื่นๆ ได้ยินความคิดนี้คงอยากผ่าสมองของคุณหนูใหญ่ซ่งออกมาดู เรื่องที่ควรกังวลเธอไม่ใส่ใจ แต่กลับพะวงในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องเอาเสียได้
“อย่างไรก็ขอบใจนะ” หญิงสาวหันไปเอ่ยกับสหายร่วมชั้นที่เพิ่งเคยคุยกัน แต่ดวงตาของเธอกลับสังเกตเห็นบางอย่างบนชุดกี่เพ้าของอีกฝ่ายเข้า
“ดอกอวี้หลัน14นี้ เธอปักเองหรือ”
“ใช่” ไป๋หลิงเซวียนยืดตัวขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ “ตระกูลไป๋เป็นตระกูลช่างปักเก่าแก่แห่งซูโจว”
“เยี่ยม เธอสนใจรับงานปักผ้าด้วยไหม ถ้าสนใจพรุ่งนี้ฉันจะเอาแบบมาคุยรายละเอียดด้วย” ซ่งอวี้อิงเอ่ยสรุปอย่างรวดเร็วจากนั้นก็หมุนตัวเตรียมจากไป
“เดี๋ยวสิ แล้วนั่นเธอจะไปไหน” ไป๋หลิงเซวียนยิ่งนานยิ่งรู้สึกไม่เข้าใจในเพื่อนร่วมชั้นคนนี้
“เอาของพวกนี้ไปให้อาจารย์ดู”
“ดูไปก็เท่านั้น อาจารย์ไม่มีทางจับคนทำได้หรอก ถึงได้ก็ไม่มีหลักฐานที่แน่นหนาพอจะให้คนร้ายรับสารภาพ”
ซ่งอวี้อิงเอี้ยวตัวกลับมา ดวงตาทอประกายเจิดจ้า
“คนพวกนั้นทิ้งหลักฐานไว้บนสมุด ถึงวิชาฝรั่งเศสของฉันจะไม่ดีเท่าไร แต่วิชาคัดอักษรไม่เป็นรองใคร พอๆ กับวิชาเลียนแบบลายมือ มาพนันกันไหมว่าฉันจะหาคนร้ายได้หรือเปล่า”
14 ดอกอวี้หลัน คือ ดอกแมกโนเลียชนิดหนึ่ง เป็นสัญลักษณ์หมายถึงความสง่างาม ความแข็งแกร่ง อดทน และความบริสุทธิ์ คนจีนนิยมนำดอกนี้มาปลูกเพื่อความสวยงามและเป็นมงคล
