บทที่ 3 รังเกียจ - 2
ท้ายที่สุดแล้ว นายพลซ่งก็ยังคงมีความผูกพันและความห่วงใยกับบุตรสาวคนนี้อยู่ เพียงแต่เขาเลือกที่จะแสดงออกในมุมที่แข็งกร้าวและมีทิฐิตามประสาบุรุษผู้ถืออำนาจในยุคนั้น แต่อย่างน้อยเขาก็ยังคงกังวลถึงอนาคตของเธอ
เฉินจิ้งหรูที่แอบยืนดูเหตุการณ์อยู่ด้านนอกรีบเดินเข้าไปหามารดาอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ซ่งอี้เฉิงเดินออกจากบ้านไป
“เรื่องที่มันยกเลิกการหมั้นหมายกับตระกูลเหอเป็นเรื่องจริงใช่ไหมคะคุณแม่” แววตาของหญิงสาวลิงโลดด้วยความยินดีระคนคาดหวัง
เมื่อก่อนพวกเธอต้องอยู่กันอย่างหลบซ่อนในบ้านหลังเล็กที่เขตกว่างซีซึ่งไม่เจริญเท่าที่คฤหาสน์ตระกูลซ่งแห่งนี้ แถมยังไม่ได้เรียนในโรงเรียนมิชชันนารีดีๆ เหมือนซ่งอวี้อิง แต่ต้องเรียนกับคนธรรมดาทั่วไป ทำให้ครั้งแรกที่ได้เห็นเหอจ้าวหลิง เธอก็ตกหลุมรักชายหนุ่มทันที
หากไม่ใช่เพราะหลี่ซูเหยาแย่งคุณพ่อไป ตำแหน่งคุณหนูใหญ่ย่อมต้องเป็นของเธอ สัญญาหมั้นหมายระหว่างตระกูลเหอกับตระกูลซ่งก็สมควรเป็นของเธอเช่นกัน
“ใช่จ้ะ ดูเหมือนตาเฒ่าหลี่เจียงจะหาคู่หมั้นคนใหม่ให้หลานสาวอย่างรวดเร็ว”
“ใครเหรอคะ” จิ้งหรูถามอย่างกระตือรือร้น
“เห็นว่าเป็นบุตรชายบุญธรรมของเขา”
“ก็แค่เด็กกำพร้าที่โตในบ้านน่ะสิคะ” เฉินจิ้งหรูทำสีหน้าเหยียดหยาม ไม่สนใจที่มาที่ไป
“ก็ไม่เชิง...” เฉินเหม่ยจูมีท่าทางอึกอักเล็กน้อยเมื่อนึกถึงชายหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลาและท่วงท่าสง่างามแบบขุนนางเก่า ผสานกับความเย็นชาแข็งกร้าวของทหาร รัศมีอำนาจที่แผ่ออกมานั้นกดดันและน่าเกรงขามยิ่ง นับว่าเป็นบุรุษที่โดดเด่นที่สุดเท่าที่เธอเคยพบ แต่เธอไม่กล้าเอ่ยให้ลูกได้ยิน
“แล้วเรื่องที่มันจะเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกับหนูล่ะคะ” เฉินจิ้งหรูไม่ทันได้สังเกตสีหน้ามารดา ในใจของเธอเต็มไปด้วยความยินดี
“เรื่องใช้เส้นสายเข้าเรียนแบบนั้น ไม่มีทางที่คนอื่นในมหาวิทยาลัยจะไม่รู้หรอกจ้ะ” เฉินเหม่ยจูยิ้มด้วยสีหน้าสาแก่ใจ
เฉินจิ้งหรูคิดตามแล้วยิ่งหัวเราะคิกคักด้วยความพึงพอใจ
“ถ้าคนอื่นยังไม่รู้... เราก็แค่ทำให้เขารู้สิคะคุณแม่” สองแม่ลูกสบตากันอย่างสื่อความหมาย
ซ่งอวี้อิงไม่ใช่คนโง่ เธอเข้าใจคำเตือนของบิดาเป็นอย่างดี เพราะในเมื่อไม่มีชื่อของเธอในกระดานรายชื่อผู้ที่ผ่านการสอบเข้ามหาวิทยาลัยตามปกติ คนอื่นย่อมต้องรู้ว่าเธอใช้เส้นสาย
และเพียงวันแรกที่ก้าวเท้าเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ก็มีข่าวลือมากมายแพร่กระจายออกมา ทั้งเรื่องตอนอยู่โรงเรียนเก่า คุณหนูใหญ่ซ่งมีนิสัยก้าวร้าวและถูกลงโทษบ่อยครั้ง รวมถึงเรื่องผลการเรียนที่แย่จนไม่มีสิทธิ์สอบเข้ามหาวิทยาลัย นั่นเพราะหลังจากมารดาจากไปเมื่อสองปีก่อน ซ่งอวี้อิงก็กลายเป็นคนเก็บตัว ไม่สุงสิงกับใคร ทำให้ไม่มีเพื่อนสนิทคนไหนออกหน้าช่วยแก้ข่าวให้ อีกทั้งยังมีหลายคนที่ไม่ชอบนิสัยหยิ่งยโสของเธอเป็นทุนเดิม จึงทำให้เกิดข่าวลือเสียหายต่างๆ นานาขึ้นมา
ดังนั้นเหล่านักศึกษาหัวสมัยใหม่ที่รักความเท่าเทียมและยึดมั่นในคุณธรรมจึงพากันกีดกันเธอออกจากวงสังคมทันที ยิ่งเธอเลือกเรียนคณะนิติศาสตร์ ซึ่งต้องมีความเที่ยงธรรม ทุกคนต่างประณามและจับจ้องว่าเธอเป็นต้นเหตุทำให้ชื่อเสียงของคณะต้องด่างพร้อย
ภายในมหาวิทยาลัยที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก ชีวิตของซ่งอวี้อิงแตกต่างจากคุณหนูใหญ่ที่เคยมีแต่คนพะเน้าพะนอเอาใจ และยิ่งไปกว่านั้น คือแตกต่างจากชีวิตในอดีตชาติของเธออย่างสิ้นเชิง
ยามที่เธอยังเป็นเว่ยซูหนิง ทุกย่างก้าวในวังหลวงล้วนมีแต่คนเข้าหาประจบเอาใจและเยินยอเธอไม่ขาดปาก แต่ในภพชาตินี้ ห้องเรียนที่เคยมีแต่เสียงเจื้อยแจ้ว กลับเงียบกริบทันทีเมื่อเธอก้าวเข้ามา
เสียงกระซิบกระซาบดังไล่หลังมาเสมอเมื่อเธอนั่งลงที่มุมห้อง
“เด็กเส้น...”
“ทำให้คณะเราเสื่อมเสียจริงๆ”
หญิงสาวหาได้ใส่ใจสายตาที่มองมาอย่างดูแคลน สำหรับเธอแล้ว เพียงแค่ปรับตัวให้เข้ากับโลกใบใหม่นี้ก็ยากเกินพอ เพราะถึงจะมาจากอดีต แต่สังคมในยุคสมัยของเว่ยซูหนิงกลับเปิดกว้างกว่า สตรีในสมัยนั้นสามารถครอบครองทรัพย์สินของตนเอง เมื่อหย่าหรือสามีเสียชีวิตก็สามารถนำทรัพย์สินเดิมกลับไปได้ การหย่าร้างหรือกระทั่งแต่งงานใหม่ไม่ถือว่าเป็นมลทินร้ายแรง ยิ่งในกลุ่มชนชั้นสูงแล้วนั้น สามารถพบเห็นความสัมพันธ์ระหว่างบุรุษสตรีที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว โดยเฉพาะองค์หญิงหรือสตรีสูงศักดิ์ก็ยังสามารถรับชายคนสนิทเข้าเรือนได้ พวกนางมีสิทธิ์เป็นฝ่ายกำหนดความสัมพันธ์
แม้จะเป็นยุคที่ถูกมองว่าฟุ้งเฟ้อ เต็มไปด้วยตัณหาและกิเลส เมืองใหญ่อย่างฉางอันหรือลั่วหยางก็มีหอบุปผาเฟื่องฟูอยู่ทั่วไป ทว่าภายใต้ฉากหน้าเหล่านั้น สตรีจำนวนไม่น้อยกลับมีอิทธิพลทางการเมืองอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้เอง เธอจึงได้ร่ำเรียนวิชาการปกครองร่วมกับบุรุษตั้งแต่ยังเยาว์
ด้วยความแตกต่างเหล่านี้ การถูกรังเกียจจึงกลับกลายเป็นเกราะคุ้มกันให้เธอสามารถรักษาระยะห่างและค่อยๆ ปรับตัวโดยไม่มีใครล่วงรู้ตัวตนของซูหนิงเซี่ยนจู่ผู้สูงศักดิ์ที่แฝงอยู่ในร่างของซ่งอวี้อิง เธอรู้ดีว่าการอยู่ในโลกที่ตัดสินกันด้วยความสามารถนั้นท้าทายเพียงใด ทว่าเมื่อเทียบกับชีวิตในวังหลวงแล้ว คำครหาของกลุ่มนักศึกษาเหล่านี้เป็นเพียงบททดสอบเล็กน้อยเท่านั้น
หรือแม้กระทั่งการกลั่นแกล้งแบบเด็กๆ
ในห้องเรียนวิชาปรัชญาการปกครองซึ่งรวมนักศึกษาหลายคณะเข้าด้วยกัน แสงแดดยามบ่ายแก่ๆ ที่ลอดผ่านหน้าต่างไม้บานสูงทอดลงมากระทบพื้นห้องเป็นแนวยาว สะท้อนใบหน้าเหนื่อยล้าของเหล่านักศึกษาในคาบเรียนสุดท้ายของวัน หลังจากบรรยายถึงแนวคิดเรื่องคุณธรรมของผู้ปกครอง อาจารย์ผู้เคร่งขรึมกวาดสายตามองไปรอบห้อง กำลังประเมินว่าพวกเขายังตั้งใจฟังกันอยู่หรือไม่
“มีนักศึกษาคนใดอยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักคุณธรรมของผู้ปกครองบ้างไหม”
ไม่ทันไรก็มีเสียงเหน็บแนมดังขึ้นจากกลุ่มนักศึกษาด้านหลัง
“ฉันคิดว่าคุณหนูใหญ่ซ่งอวี้อิงน่าจะตอบคำถามข้อนี้ได้ดีนะคะ” เสียงนั้นเอ่ยขึ้นอย่างมีนัย “เพราะฉันเห็นเธอนั่งอ่านตำราเกี่ยวกับหลักวิญญูชนอยู่เมื่อวันก่อนพอดี”
อาจารย์อู่ย่อมพอได้ยินข่าวลือเรื่องนักศึกษาคนนี้มาบ้าง เท่าที่สังเกตมาหลายคาบเรียนก็พบว่านักศึกษาคนนี้ตั้งใจเรียนมากกว่าคนอื่นๆ อีกทั้งยังมักเข้ามาขอคำปรึกษาในบทเรียนที่ไม่เข้าใจอยู่เสมอ ทว่าเมื่อเห็นสายตานับสิบคู่ของนักศึกษาคนอื่นต่างจดจ้องอย่างรอคอย เขาจึงต้องเอ่ยถาม และคิดว่าเธอคงตอบได้ค่อนข้างดี
“นักศึกษาซ่งมีความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักคุณธรรมของผู้ปกครองอย่างไร”
ซ่งอวี้อิงลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางสง่างามที่ยากจะหาได้ในหมู่นักศึกษาวัยเดียวกัน ดวงตาของเธอแวววาวดุจผิวน้ำในวสันตฤดู
“หากผู้ที่ยืนอยู่บนยอดเขาสูงมัวแต่ก้มมองก้อนหินเล็กๆ ด้านล่าง ย่อมไม่อาจเห็นทิวทัศน์เบื้องหน้าได้ชัดเจน หากผู้ปกครองมัวใส่ใจกับคำครหาไร้สาระ ก็ย่อมเสียสมาธิจากภารกิจสำคัญของการปกครองบ้านเมือง”
ทั้งห้องที่รอหัวเราะเยาะเย้ยเธอต่างเงียบกริบ หลายคนแสดงสีหน้าหงุดหงิดปนดูแคลน
“ขงจื๊อและเมิ่งจื๊อสอนตรงกันว่า วิญญูชนไม่โต้เถียงกับคำครหา เพราะการตอบโต้ด้วยถ้อยคำ คือการลดตนลงไปยืนในระดับเดียวกับสิ่งที่ไม่คู่ควรแก่การให้ค่า สิ่งที่ควรทำคือพิสูจน์ตนเองด้วยการกระทำ และปล่อยให้กาลเวลาเป็นผู้ตัดสิน”
อาจารย์อู่พยักหน้าอย่างชื่นชม “เป็นคำตอบที่สุขุมและลึกซึ้งมาก เอาละ พวกคุณอย่าลืมกลับไปทบทวนเนื้อหาวันนี้ ส่วนนักศึกษาซ่งตามผมมาเอาหนังสือปรัชญาสมัยราชวงศ์หมิง”
ซ่งอวี้อิงเดินตามอาจารย์อู่ออกไปจากห้องเรียน ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจที่ดังไล่หลังมาอย่างต่อเนื่อง
“เธอเห็นไหม... เชิดเสียจนคอตั้ง”
“ใช่ ทีแรกนึกว่าจะร้องไห้ออกมาเสียอีก ที่ไหนได้ ปากเก่งใช่ย่อย”
“เดี๋ยวก็โดนหนักกว่านี้อีกคอยดูสิ”
คำนินทาเหล่านั้นไม่อาจทำให้ฝีเท้าที่มั่นคงของซ่งอวี้อิงหยุดชะงัก ใบหน้าที่งดงามยังคงเรียบเฉย ทว่าแววตาที่จับจ้องไปเบื้องหน้ากลับเย็นชาและแข็งกร้าว
อาจารย์อู่ที่เดินนำหน้าไปถอนหายใจไปพลางอย่างเหนื่อยใจ ขณะเหลือบมามองลูกศิษย์คนใหม่ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ปัญญาที่เฉียบแหลมเช่นนี้ ไม่น่าจะต้องมาเผชิญกับพายุลูกเล็ก ๆ ในรั้วมหาวิทยาลัยเลย แต่บางทีนั่นอาจเป็นวิถีของโลก อุปสรรคสร้างคนฉันใด กาลเวลาก็พิสูจน์คนฉันนั้น
“ได้ยินว่าคุณสนใจประวัติศาสตร์ยุคก่อน ผมมีหนังสือหายากหลายเล่มที่บ้าน สามารถแวะมาหยิบยืมได้นะ” อาจารย์อู่เอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความเอ็นดู เขาเคยสนทนากับนักศึกษาคนนี้อยู่สองสามครั้งแล้วรู้สึกสนใจในแนวคิดของเธอที่ไม่ได้ถูกครอบด้วยกรอบของประเพณี อีกทั้งยังมีความรู้ลึกซึ้งในหลักปรัชญา
