บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 รังเกียจ - 1

ซ่งอวี้อิงไม่ได้เข้าไปขัดจังหวะคู่รัก แต่เธอตัดสินใจรับข้อเสนอของคุณตา

เดิมคิดว่าเซี่ยเหวินเจ๋อจะปฏิเสธเรื่องการหมั้นหมายที่ไร้สาระนี้อย่างไร้เยื่อใย คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายเขาจะตอบตกลงผ่านคุณตามาอย่างง่ายดาย ทำให้หญิงสาวอดแปลกใจไม่ได้

เพราะถึงแม้เขาจะพึ่งพาบารมีตระกูลหลี่มาหลายปี แต่ผู้ชายคนนี้ในความทรงจำของซ่งอวี้อิงคนเก่านั้นก็นับว่าเป็นบุรุษที่หยิ่งทะนงคนหนึ่ง อาจเพราะเขาไม่เคยยอมก้มหัวให้ในอดีตกระมัง จึงทำให้ซ่งอวี้อิงคนเก่าเกลียดชังเขามากเป็นพิเศษ

เขาปฏิบัติต่อหลี่เยว่ซินซึ่งมีฐานะเป็นแค่ลูกอนุดีกว่าเธอที่เป็นบุตรภรรยาเอกด้วยซ้ำ เพียงเพราะเด็กหญิงคนนั้นพูดจาอ่อนหวาน ท่าทางอ่อนแอน่าทะนุถนอม และเห็นเขาเป็นดั่งผืนฟ้า

ที่แท้เขาก็เป็นพวกที่มีสายตาตื้นเขิน

อย่างไรนี่ก็เป็นเรื่องที่รับปากไว้หลอกๆ เท่านั้น ยังไม่มีการจัดการหมั้นหมายขึ้นมาอย่างเป็นทางการ เพราะเธออ้างว่าอยากสนใจการเรียนก่อนเป็นอันดับแรก รอเรียนจบแล้วค่อยจัดพิธีหมั้นและแต่งพร้อมกันไปเลย

และเพราะยกเหตุผลนี้ขึ้นมาสินะ ผู้พันเซี่ยคนนั้นจึงยอมรับข้อตกลง

เอาเถอะ... ยิงธนูดอกเดียวได้นกหลายตัว เขาได้แสดงความภักดีให้หลี่เจียงเห็น เธอได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย แล้วยังสามารถกำจัดเหอจ้าวหลิงออกไปจากชีวิตได้อย่างหมดจดงดงาม ทุกฝ่ายต่างได้ประโยชน์ถ้วนหน้า

“ทำไมลูกถึงตัดสินใจยกเลิกการหมั้นหมายกับจ้าวหลิงโดยไม่บอกพ่อก่อน” ซ่งอี้เฉิงเอ่ยตำหนิบุตรสาวทันทีที่ผู้นำตระกูลหลี่ส่งคนมาเจรจาถึงเรื่องการยกเลิกพันธสัญญาที่เคยมีต่อกัน

“แต่คุณพ่อก็ตกลงรับข้อเสนอของตระกูลหลี่แล้วนี่คะ” ซ่งอวี้อิงเลิกคิ้วมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่สงบนิ่ง “แสดงว่าคุณพ่อก็ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน จริงไหมคะ”

“อวี้อิง! นับวันลูกจะก้าวร้าวขึ้นทุกทีแล้วนะ” น้ำเสียงของผู้เป็นบิดาเริ่มดังขึ้นด้วยความไม่พอใจที่ถูกลูกสาวจับได้

ข้อเสนอของตระกูลหลี่ไม่ใช่เงินสด แต่เป็นข้อตกลงจัดหาเสบียงร่วมให้กองทัพกว่างซีและกว่างโจว ผ่านเครือข่ายการค้าที่ไม่ขึ้นตรงกับฝ่ายใด พร้อมตั้งคลังเสบียงในเมืองพรมแดนภายใต้ชื่อกิจการพาณิชย์ ข้อตกลงระยะสั้นสามถึงหกเดือนนี้เปิดช่องให้ทั้งสองฝ่ายได้ใช้ประโยชน์โดยยังคุมกำลังของตนเอง กว่างซีจึงมีเสบียงมั่นคงขึ้น ส่วนกว่างโจวได้เส้นทางลำเลียงใหม่โดยไม่ต้องเปิดไพ่หมด ตระกูลหลี่กลายเป็นตัวกลางที่ทั้งสองฝั่งจำต้องยอมรับ

การที่มีคลังเสบียงเพิ่มขึ้นนี้ ทำให้เขาได้รับความไว้วางใจจากผู้บัญชาการสูงสุดจริงๆ

“หนูแค่ต้องเอาชีวิตรอดในรังหมาป่าก็เท่านั้นค่ะ”

ซ่งอี้เฉิงในฐานะนายพลชะงักไปชั่วขณะ สองมือกำแน่นข้างลำตัวเพื่อข่มอารมณ์ที่กำลังปะทุ สีหน้าแข็งกร้าวดุดัน

“คุณคะ” เฉินเหม่ยจูที่เดินเข้ามาเห็นท่าทางของสามีก็รีบโผเข้าประคองอีกฝ่ายไว้ทันที ก่อนจะหันไปเอ่ยกับซ่งอวี้อิงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและเจียมตัว

“พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน มีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากันเถอะนะคะคุณหนูใหญ่ ช่วงนี้ที่กองทัพมีเรื่องให้จัดการมากมาย อย่าเพิ่งหาเรื่องยุ่งยากมาให้คุณพ่อเลยนะคะ”

น้ำเสียงอ่อนหวานและการกระทำที่แสนจะรู้ใจนั้น ทำให้ซ่งอี้เฉิงรู้สึกว่าการตัดสินใจของตนที่พาเธอเข้ามาในบ้านเป็นเรื่องที่ถูกต้อง สักวันภรรยาต้องเอาชนะใจลูกเลี้ยงได้

“นั่นสิ” ซ่งอวี้อิงพยักหน้า แววตาที่มองอีกฝ่ายแฝงความท้าทาย “คุณพ่อยุ่งมากเลยทำให้เธอกล้ายื่นมือเข้ามายุ่งกับเงินสินเดิมของคุณแม่”

“ไม่ใช่นะคะ...” น้ำเสียงหวานของเฉินเหม่ยจูสั่นเล็กน้อยเมื่อถูกจับได้ว่าเธอมีเจตนาอยากดึงบัญชีร้านค้าซึ่งเป็นสินเดิมของหลี่ซูเหยา มารดาผู้ล่วงลับของซ่งอวี้อิงมาดูแลแทน “คุณอย่าเข้าใจผิดนะคะ ฉันไม่ได้มีเจตนาจะยุ่งเกี่ยวกับเงินส่วนตัวของพี่ซูเหยาเลยจริงๆ ค่ะ”

เรือนร่างบอบบางอิงแอบบนไหล่กว้างของสามีคล้ายต้องการหาที่พึ่งพิง

“ช่วงหลังมานี้กิจการในกว่างโจวรุ่งเรืองขึ้นมาก ฉันเห็นว่าคุณหนูใหญ่ยังเด็ก ทั้งเรื่องภาษีและการจัดการคนงานก็ยังไม่ชำนาญ ฉันเลยแค่เป็นห่วง กลัวว่าจะถูกพวกพ่อค้าในตลาดโกงเอา”

คำแก้ตัวที่ฟังดูสมเหตุสมผลและดูเป็นการเสียสละของเฉินเหม่ยจู ทำให้ซ่งอี้เฉิงเชื่อสนิทใจ เขากระชับอ้อมกอดที่ประคองเฉินเหม่ยจูไว้แน่นขึ้น ขณะหันไปไกล่เกลี่ย

“ลูกเองก็ไม่เคยใส่ใจเรื่องเหล่านี้มาก่อน แม่รองก็แค่หวังดีเท่านั้น”

“ก็เพราะแต่เดิมคุณลุงฉางที่ดูแลบัญชีก็ทำงานได้ดีอยู่แล้ว” ซ่งอวี้อิงตอบกลับบิดาอย่างตรงไปตรงมา “ถ้าหนูจำไม่ผิด เธอไม่ได้เรียนหนังสือนี่คะ อีกอย่างตอนนี้หนูอายุสิบแปดแล้ว ในขณะที่เธอมีลูกตั้งแต่อายุสิบหก”

สำหรับยุคสมัยปัจจุบันสตรีอายุสิบแปดนั้นถือว่าเป็นผู้ใหญ่โดยสมบูรณ์แล้ว ผู้หญิงส่วนใหญ่แต่งงานตั้งแต่อายุสิบหกปี มีเพียงนักศึกษาหญิงซึ่งเป็นแค่คนกลุ่มน้อยเท่านั้นที่เริ่มมีความคิดตามแบบตะวันตก ครอบครัวจึงรอให้พวกเธอเรียนจบเพื่อให้มีความรู้ไว้ประดับบารมีตระกูล

ยิ่งหากเอ่ยถึงในยุคของเว่ยซูหนิง หญิงสาวชาวบ้านแต่งงานตั้งแต่อายุสิบสี่ปี ส่วนเหล่าชนชั้นสูงก็แค่รอพ้นพิธีปักปิ่นหลังอายุครบสิบห้า มีแค่เธอคนเดียวที่ทุกคนตามใจจนอายุย่างยี่สิบปีค่อยตกลงเรื่องแต่งงาน

“ตอนนี้หนูสิบแปดก็คงไม่เด็กแล้วกระมัง เทียบกันแล้วหนูคิดว่าน่าจะดูแลตัวเองได้ดีกว่าปล่อยให้คนไม่รู้เข้ามาวุ่นวาย”

หลักการครองเรือนที่สำคัญคือต้องรู้จักคุมคนและคุมบัญชี หลังตั้งหลักได้เธอก็ถามหารายการสินเดิมของมารดาทันที ประกอบกับต้องหาซื้อของบำรุงและชาชั้นดีเพื่อนำไปเยี่ยมคุณตา เสี่ยวถงจึงพาตัวผู้ดูแลบัญชีมาพบ

ซ่งอวี้อิงเลิกคิ้วมองแม่เลี้ยงอย่างท้าทาย

“เธอมั่นใจว่ารู้เรื่องการเงินมากกว่าผู้ดูแลบัญชีที่ซื่อสัตย์อย่างนั้นสิ”

เฉินเหม่ยจูหน้าซีดลงทันที คำพูดนั้นจู่โจมจุดอ่อนของเธออย่างจัง

“คุณพ่อยุ่งกับงานในกองทัพ ส่วนคนที่ปากบอกว่าหวังดี...” ซ่งอวี้อิงเหลือบตามองสตรีหน้าด้าน “ก็ไม่ได้เก่งกาจไปกว่าคนดูแลบัญชีเท่าไร คุณพ่อไม่ชอบให้หนูอาละวาด เพราะอย่างนั้นพวกเรามาเจอกันตรงกลางค่ะ หนูไม่อยากเห็นหน้าคนพวกนี้ อย่าให้เธอยื่นมือมาแตะข้าวของที่เป็นของหนูกับคุณแม่ก็พอ ต่างคนต่างอยู่ เรื่องร้านค้าต่างๆ ตระกูลหลี่มีคนที่เชี่ยวชาญคอยดูแลอยู่แล้ว เงินที่เป็นของหนู หนูจะใช้ยังไงก็ได้ไม่ใช่เหรอคะ”

ซ่งอี้เฉิงได้ยินดังนั้นถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ข้อเสนอของลูกสาวฟังดูมีเหตุผล เขาไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ร้านค้าเหล่านั้นเป็นสินเดิมของภรรยาคนแรก และตระกูลหลี่ก็เป็นผู้ดูแลมาตลอด อีกทั้งคนดูแลบัญชีอย่างคุณลุงฉางก็เป็นคนที่เขาไว้ใจมาเนิ่นนาน

“เรื่องเงินก็เรื่องเงิน ลูกมีสิทธิ์จัดการเอง แต่ต้องอยู่ในกรอบ อย่าให้เกิดเรื่องบานปลาย” นายพลซ่งเองก็คร้านจะฟังเสียงทะเลาะวิวาทในบ้าน ที่สำคัญเขาเองก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งกับเงินของภรรยาที่เสียไปให้ผิดใจกับตระกูลหลี่ แต่ก็ใช่ว่าบุตรสาวคนนี้อยากทำอะไรตามอำเภอใจก็ได้โดยไม่มีคนคอยปราม

“แต่ต่อไปลูกอย่ามาพูดจาไร้มารยาทหรือก้าวร้าวกับผู้ใหญ่” จากนั้นจึงหันไปมองเฉินเหม่ยจู เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “เรื่องบัญชีร้านค้า ต่อไปไม่ต้องเข้าไปยุ่งอีก ให้เป็นไปตามเดิม”

“ฉันแค่... เห็นว่าคุณหนูใหญ่กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยอย่างฉุกละหุก คงยังไม่ได้เตรียมการอะไร ไม่เหมือนจิ้งหรูที่มีเวลาได้เตรียมตัวล่วงหน้า” เฉินเหม่ยจูรีบเบี่ยงประเด็นด้วยท่าทียอมถอยอย่างประนีประนอม แต่แฝงการจิกกัดเรื่องที่ซ่งอวี้อิงใช้เส้นสายเข้าเรียน

“ฉันอยากจะช่วยจริงๆ ค่ะ ไม่มีเจตนาอื่น คิดไม่ถึงว่าจะทำให้คุณหนูใหญ่มองไปในแง่ร้าย”

“ฉันก็ไม่เคยมองเธอในแง่ดี เรื่องแค่นี้ยังคิดเองไม่ได้” ซ่งอวี้อิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเนิบช้า จนเฉินเหม่ยจูถึงกับสะอึก ก่อนจะรีบบีบน้ำตาหันไปทางสามีแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า

“ฉันมัวแต่คิดเรื่องเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยจนสะเพร่า วันหลังฉันจะระวังค่ะ”

ท่าทีที่น่าสงสารเจียมเนื้อเจียมตัวนั้นนอกจากจะทำให้ซ่งอี้เฉิงใจอ่อน ยังสามารถเบี่ยงประเด็นจากเรื่องบัญชีไปได้จริงๆ

“อวี้อิง ลูกคิดว่าคุณตาสามารถฝากเข้าเรียนให้ได้แล้วเรื่องจะจบง่ายๆ หรือ” น้ำเสียงของเขาอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงอนาคตของลูกสาว

“นั่นเป็นเรื่องที่หนูต้องรับผิดชอบตัวเองค่ะ” หญิงสาวเอ่ยเพียงแค่นั้นก็สาวเท้าจากไป

ทิ้งไว้เพียงความเงียบและถ้อยคำซ่งอี้เฉิงที่ไล่หลังมา

“รู้ไหมว่าการใช้เส้นสายสุดท้ายตัวลูกเองนั่นแหละที่จะลำบาก”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel