บทที่ 2.2 เจียงไท่กงตกปลา ทำไมเธอกลายเป็นคนติดเบ็ด
ซ่งอวี้อิงแม้จะโมโหจิ้งจอกเฒ่าจนแทบคว่ำโต๊ะน้ำชา แต่เธอก็เข้าใจดีว่าสิ่งที่ได้มาทุกอย่างย่อมต้องมีการจ่ายที่ทัดเทียมกันออกไป รับของเขามาต้องยั้งมือ กินของคนอื่นย่อมเสียงอ่อน ฉันใด เธอที่อาศัยบารมีตระกูลหลี่ก็จำต้องยอมอ่อนข้อฉันนั้น
เรื่องของเซี่ยเหวินเจ๋อคุณน้าเล็กของเธอนี้มาได้อย่างไร คงต้องย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่กว่างโจวร้อนระอุไปด้วยไฟแห่งการปฏิวัติล้มล้างราชวงศ์ ท่ามกลางความโกลาหลนั้น หลี่เจียงถูกศัตรูทางการค้าฉวยโอกาสเล่นงาน ทำให้เขาตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต โชคดีที่ได้สองพ่อลูกตระกูลเซี่ยพาหลบหนีออกจากเหตุการณ์จลาจลได้อย่างหวุดหวิด
ต่อมาบิดาของเซี่ยเหวินเจ๋อเสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บสาหัสที่ได้รับในวันนั้น เซี่ยเหวินเจ๋อที่อายุแค่สิบสองกลายเป็นเรือลำน้อยกลางทะเลไร้ที่พึ่ง หลี่เจียงเห็นถึงความเฉียบแหลมของเด็กหนุ่มกำพร้า จึงรับเขาไว้ในความอุปการะ
ตอนแรกเซี่ยเหวินเจ๋อยังมีฐานะดีกว่าคนงานในบ้านอยู่เล็กน้อย ก่อนเข้าตระกูลหลี่เขาเคยเรียนหนังสือมา คุณแม่ของเธอมีความเมตตาและอยากสร้างบุญกุศลจึงขอให้คุณตาส่งเสียให้เขาได้เรียนต่อ ต่อมาเพราะเขามีความทะเยอทะยาน สามารถถีบตัวเองขึ้นสูงจนสอบเข้าโรงเรียนทหารอันดับหนึ่งได้ตอนอายุสิบหก นับเป็นนักเรียนที่อายุน้อยที่สุดในรุ่น ในสายตาของหลี่เจียง เด็กหนุ่มคนนี้ได้กลายเป็นม้าผอมหยางโจว คุ้มค่าที่จะลงทุน จึงได้รับเซี่ยเหวินเจ๋อเป็นบุตรบุญธรรมทันที
เธอจึงมีน้าเล็กที่อายุห่างกันแค่เจ็ดปีโผล่ขึ้นมา และเพราะเขาเคยเป็นคนงานในบ้านมาก่อน ซ่งอวี้อิงคนเก่าเลยไม่เคยให้ความนับถือ ทั้งไม่เคยเห็นคนผู้นี้อยู่ในสายตา ผู้คนที่รายล้อมรอบตัวคุณหนูใหญ่ย่อมไม่เคยมีชายผู้นี้
ทว่าเซี่ยเหวินเจ๋อกลับเป็นมังกรในฝูงชน เขายังสามารถสอบผ่านจนได้รับทุนการศึกษาจากกระทรวงการต่างประเทศของรัฐบาลกว่างตง เพื่อไปศึกษาต่อวิชาการทหาร ณ ประเทศฝรั่งเศส ตอนนั้นเขาเพิ่งอายุแค่สิบแปดปีเท่านั้น ภายหลังเมื่อสำเร็จการศึกษา เขากลับมารับราชการทหารในสังกัดของกองทัพกว่างโจวซึ่งชูธงเรื่องการปฏิวัติ
หลังจากได้อ่านบันทึกทางประวัติศาสตร์เหล่านั้น เธอก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมราษฎรจึงลุกขึ้นท้าทายอำนาจที่สืบทอดกันมานับพันปี ทั้งความยากแค้นที่ถูกทอดทิ้ง ความอยุติธรรมที่หยั่งรากลึก และความล้มเหลวของการปกครองโดยไทเฮาซึ่งออกว่าราชการหลังม่าน ผ่านจักรพรรดิที่ผลัดเปลี่ยนบัลลังก์ถึงสามรัชสมัย
พระนางทรงเป็นต้นเหตุของรอยร้าวทั้งหมด ทรงบงการโอรสแท้ของพระองค์เองจนสิ้นรัชกาลอย่างไร้ทายาท จากนั้นยกหลานชายขึ้นเป็นจักรพรรดิหุ่นเชิดเพื่อทวงคืนอำนาจกลับมาอยู่ในมือ และเมื่อจักรพรรดิองค์ถัดมาเติบใหญ่พอจะคิดปฏิรูปประเทศ พระนางกลับเลือกทำลายเขาด้วยการก่อกบฏ กักขังไว้ในตำหนักกลางน้ำนานนับสิบปีจนสิ้นทายาทสืบทอดบัลลังก์ ก่อนจะปิดฉากความอำมหิตด้วยการเลือกหุ่นเชิดคนสุดท้ายขึ้นมาท่ามกลางแผ่นดินที่กำลังลุกเป็นไฟ
แผ่นดินหลังจากราชวงศ์ล่มสลายนั้นมีแต่ความวุ่นวาย กองทัพประจำมณฑลเดิมต่างแยกตัวเป็นอิสระ บรรดาผู้บัญชาการทหารและผู้ว่าการมณฑลที่มีอิทธิพลก็ประกาศเอกราชโดยพฤตินัย พวกเขาควบคุมพื้นที่ เก็บภาษี และสร้างกฎของตนเอง ไม่ยอมรับอำนาจจากส่วนกลาง
เหมือนกับยุคจ้านกั๋ว
ขุนศึกใหญ่ๆ หลายกลุ่ม เช่น กลุ่มจื๋อลี่ กลุ่มอันฮุย กลุ่มเฟิ่งเทียน ทางเหนือยังคงแย่งชิงอำนาจกันอย่างดุเดือด ฝั่งใต้มีกลุ่มขุนศึกท้องถิ่นหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มกว่างซีที่มีอิทธิพลครอบคลุมพื้นที่มากที่สุด
ในขณะที่กว่างโจวเป็นศูนย์กลางที่คณะปฏิวัติใช้ในการวางรากฐานรัฐบาลใหม่ที่ต้องการผลักดันการปฏิรูปประเทศไปสู่ระบอบที่ทันสมัยกว่า ทว่าอิทธิพลของกลุ่มขุนศึกกว่างซีซึ่งครอบครองพื้นที่ข้างเคียงก็ยังคงเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อเสถียรภาพของเมืองกว่างโจว การช่วงชิงอำนาจระหว่างสองฝ่ายจึงเด่นชัดและตึงเครียด
“ตอนนี้น้าเล็กของหลานเป็นทหารฝ่ายปฏิรูปในกว่างโจวประจำการที่หูหนาน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการสู้รบระหว่างกลุ่มขุนศึกหลายฝ่าย มีการสู้รบที่ดุเดือดและต่อเนื่อง ทำให้สร้างผลงานได้ไม่น้อย เพียงแค่สองปีก็เลื่อนขึ้นมาเป็นพันตรีแล้ว” น้ำเสียงของหลี่เจียงแฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจ “เมื่อสองเดือนก่อนกองบัญชาการใหญ่ในกว่างโจวได้ออกคำสั่งเร่งด่วนให้เขามาช่วยเหลือแนวหน้าเพื่อรับมือกับกองกำลังขุนศึกฝ่ายกว่างซีที่พยายามรุกล้ำดินแดน เหวินเจ๋อจึงนับว่าได้สร้างผลงานใหญ่อีกครั้ง”
ซ่งอวี้อิงเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันมองชายชราที่เอ่ยว่าห่วงใยเธอออกมาโดยหน้าไม่เปลี่ยนสี
หากคุณตาห่วงใยเธอจริงคงไม่เลือกหลานเขยในคณะปฏิวัติที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับพ่อของเธอหรอก แต่เพราะมีความขัดแย้งคั่นกลางแบบนี้ หลี่เจียงย่อมรู้ดีว่าหลานสาวต้องตะครุบเหยื่อ เพราะรู้ว่าเธออยากยั่วโทสะบิดาสินะ
เจียงไท่กงตกปลา ทำไมเธอกลายเป็นคนติดเบ็ด
คุณตาของเธอนับว่าเลือกวางหมากได้เฉียบขาด สามารถสร้างตัวมาจากความปั่นป่วนของบ้านเมือง รู้ดีว่าธุรกิจจะเติบโตได้ต้องมีอำนาจทางทหารหนุนหลัง เขาจึงไม่เคยฝากอนาคตไว้บนทางเส้นเดียว แต่เลือกวางหมากอย่างชาญฉลาดผ่านการผูกสัมพันธ์
ลูกเขยคือนายพลแห่งกองทัพกว่างซี ส่วนลูกบุญธรรมคือพันตรีแห่งกองทัพกว่างโจว
กลยุทธ์แทงม้าสองตัวนี้ทำให้หลี่เจียงมีเครือข่ายคุ้มกันผลประโยชน์ในภาคใต้ทั้งหมด
ฝีมือระดับจักรพรรดิจริงๆ ที่จริงคุณตาควรให้กำเนิดลูกสาวมากๆ หากอยากใช้การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์เพื่อวางหมาก
“เอาละ คุยกับคนแก่มานานหลานคงเบื่อแล้ว วันนี้เหวินเจ๋อกำลังจะกลับหูหนานพอดี หลานก็ถือโอกาสนี้ล่ำลาเขาสักหน่อย” ผู้เฒ่าหลี่ริทำตัวเป็นเฒ่าจันทรา
ซ่งอวี้อิงเดินออกจากห้องรับรองพร้อมอาการปวดเศียรเวียนเกล้าเหลือจะกล่าว
คู่หมั้นเก่าว่าแย่แล้ว คนใหม่แย่ยิ่งกว่า
ปัญหามันเริ่มมาจากที่เจ้าของร่างนี้เคยสร้างวีรกรรมเอาไว้
อันที่จริงซ่งอวี้อิงคนเก่าแทบไม่เคยพบหน้าคุณน้าเล็กที่เข้าวงศ์ตระกูลมาอย่างปุบปับ แต่มีครั้งหนึ่งที่เธออาละวาดใส่ญาติผู้พี่ แล้วเซี่ยเหวินเจ๋อที่อยู่ในเหตุการณ์กลับเข้าข้างฝ่ายนั้น ทำให้เธอผูกใจเจ็บ ที่สำคัญคือซ่งอวี้อิงเปรียบดั่งองค์หญิงน้อยที่มีแต่คนประคบประหงมตามใจ ในสายตาของเธอ เซี่ยเหวินเจ๋อที่เป็นเพียงคนรับใช้จึงขวางหูขวางตายิ่งนัก ประกอบกับเหตุการณ์สุดท้าย คนที่คุณตาส่งไปเจรจากับซ่งอี้เฉิงก็คือเขา คนที่ตัดสินใจแทนตระกูลหลี่ยอมให้พ่อของเธอรับซ่งเจี้ยนเข้าผังตระกูลก็คือเขา
ซ่งอวี้อิงคนเก่าจึงอาละวาดใส่อีกฝ่ายจนถึงขั้นแตกหัก ในความทรงจำของเธอแทบจะหาถ้อยคำดีๆ ใดไม่ได้ตอนด่าอีกฝ่าย
“หมาป่าแห่งเขาจงซาน เสียดายที่คุณแม่เคยเมตตาแก ไอ้ลูกกำพร้า...” และอีกสารพัดคำด่า
เรียกว่าขุดบรรพบุรุษยี่สิบแปดรุ่นในหลุมขึ้นมาด่าก็ไม่เกินจริง
แล้วเช่นนี้คุณตายังจะเอ่ยว่า ‘วางใจฝากฝังหลานสาวเอาไว้ได้’
เขาจะฝังศพเธอละสิไม่ว่า
ตอนนี้ดีนัก ในขณะที่ฐานะคุณหนูของเธอตกต่ำ แต่เขากลับพุ่งทะยานขึ้นเป็นพันตรี
หมากกระดานนี้เห็นได้ชัดว่าเธอตกเป็นรอง และคุณตากำลังหาผู้ปกครองมาควบคุมความประพฤติของเธออยู่!
ซ่งอวี้อิงเดินตามพ่อบ้านผ่านโถงและทางเดินที่ปกคลุมด้วยเงาไม้ไปยังสวนด้านหลัง ทว่าภายในใจยังคงสับสนและนึกบทสนทนาที่จะใช้พูดคุยกับคู่หมั้นคนใหม่ไม่ออก เธอจึงให้พ่อบ้านกลับไป โดยตั้งใจว่าจะค่อยๆ คิดแผนการเพื่อจัดการกับสถานการณ์ยุ่งยากที่ถาโถมเข้ามา
สวนด้านหลังเงียบสงบ ทางเดินโรยกรวดทอดยาวสู่ศาลาไม้ สายลมหนาวพัดผ่านใบไผ่ที่ลู่ไหวเบาๆ ซ่งอวี้อิงหยุดเท้าอยู่หน้าประตูสวน สูดหายใจเข้าลึก ตั้งใจจะวางแผนการรับมือคู่หมั้นคนใหม่ ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้น ภาพตรงหน้ากลับทำให้เธอหยุดนิ่งไปชั่วครู่
เซี่ยเหวินเจ๋อในชุดเครื่องแบบทหารที่ถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก นั่งอยู่ที่โต๊ะหินกลางสวน เผยให้เห็นแผ่นหลังที่เหยียดตรง สง่างามผิดวิสัยของคนที่เคยเป็นบ่าวไพร่ ใบหน้าด้านข้างคมคายราวกับถูกสลักเสลาอย่างประณีต ท่าทางของเขาไม่ได้ดูเหมือนคนงานในบ้านตระกูลหลี่แม้แต่น้อย แต่กลับเหมือนคุณชายในตระกูลใหญ่ผู้สูงศักดิ์ที่กำลังพักผ่อนอิริยาบถอย่างเป็นส่วนตัวที่เธอคุ้นเคยดี
สายตาของหญิงสาวที่อยู่ในวังมาเกือบยี่สิบไม่มีทางมองพลาด
ซ่งอวี้อิงเหม่อมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม คนผู้นี้เป็นเพียงเงาเลือนราง ไม่เคยมีความสำคัญพอให้จดจำ เธอจึงไม่เคยมองเขาอย่างเต็มตา
ทว่าซ่งอวี้อิงคนนี้กลับเห็นชัด เธอเองก็คิดไม่ถึงว่าว่าที่คู่หมั้นคนใหม่จะค่อนข้าง... ก็ได้ เขาเป็นบุรุษที่หล่อเหลาที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา ทั้งหัวคิ้วหางตาล้วนเปี่ยมเสน่ห์ ไหนจะร่างกายสูงใหญ่ผึ่งผาย และอากัปกิริยาต่างๆ ที่ไม่ด้อยไปกว่าองค์ชายในวังที่เธอคุ้นเคย
หากเธอยังเป็นซูหนิงเซี่ยนจู่แล้วได้พบชายหนุ่มที่เพียบพร้อมเช่นนี้ ก็คงไม่ต้องรอจนถึงอายุยี่สิบปีเพียงเพราะหาคนถูกใจไม่ได้... เธอคงเป็นฝ่ายชี้นิ้วเลือกเขาให้มาเป็นคู่ครองตั้งแต่แรกเห็นด้วยซ้ำไป
แต่น่าเสียดาย... ที่ตอนนี้เขากับเธอยืนอยู่คนละฝั่ง
สวรรค์มักจะส่งของรางวัลมาให้ในรูปแบบของการลงทัณฑ์เสมอ
ทว่าในจังหวะที่เธอตัดสินใจจะเดินเข้าไปหาเขา ก็เห็นร่างบางในชุดกี่เพ้าสีอ่อนที่คลุมเสื้อกันหนาวอย่างดี ก้าวเข้าไปหาเซี่ยเหวินเจ๋ออย่างสนิทสนม ซ่งอวี้อิงจำได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายคือหลี่เยว่ซิน บุตรสาวจากภรรยาคนที่สามของลุงใหญ่
เธอจึงเลือกที่จะยืนพิงกรอบประตูอยู่เงียบๆ ไม่ได้เข้าไปขัดจังหวะเพื่อดูสถานการณ์ต่อ ไม่รู้ว่าทั้งสองพูดอะไรกัน เพียงชั่วครู่เดียว หลี่เยว่ซินก็ทำท่าจะเดินหนีออกมาด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย เซี่ยเหวินเจ๋อเพียงลุกขึ้นมองแผ่นหลังบอบบาง ไม่ได้ก้าวตามไป แต่สุดท้ายหลี่เยว่ซินก็เปลี่ยนใจหันหลังกลับ โผเข้ากอดร่างสูงเอาไว้
ชั่วขณะนั้น จู่ๆ ชายหนุ่มก็เอียงหน้ามา เขาไม่ได้ก้มมองหลี่เยว่ซินที่ซุกหน้าอยู่บนแผงอก แต่กลับยกเปลือกตามองมายังประตูทางเข้า
สายตาของเขากับเธอประสาน
