บทที่ 2.1 เจียงไท่กงตกปลา ทำไมเธอกลายเป็นคนติดเบ็ด
รถยนต์หรูของตระกูลซ่งชะลอจอดหน้าประตูคฤหาสน์ตระกูลหลี่อันโอ่อ่าในกว่างโจว ซ่งอวี้อิงในชุดกี่เพ้าผ้าไหมสีเขียวเข้มก้าวลงจากรถอย่างสง่างาม ภายในใจยังคงประหม่าและตื่นตาตื่นใจกับภาพบ้านเมืองที่เปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิม แต่ท่วงท่าภายนอกของเธอยังคงนิ่งสงบและเต็มไปด้วยความมั่นใจ ทำให้บรรยากาศรอบตัวเหมือนหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
แม้คฤหาสน์แห่งนี้จะเคยเป็นภาพคุ้นเคยในวัยเยาว์ แต่การกลับมาในวันนี้กลับให้ความรู้สึกห่างเหินเกินจะอธิบาย ภาพความทรงจำของซ่งอวี้อิงคนเก่าหยุดอยู่แค่ตอนที่มารดาจากไป เหมือนแผลสดใหม่ที่ยังไม่สมาน วันนั้นเธอซมซานมาขอให้คุณตาช่วยจัดการซ่งอี้เฉิงอย่างเด็ดขาด หลังจากเขายอมรับหญิงชู้และลูกนอกสมรสเข้าบ้านอย่างเปิดเผย ทว่าคนที่เธอไว้ใจที่สุดกลับยืนอยู่อีกข้าง ความเจ็บปวดในวันนั้นทำให้เธอตัดสินใจตัดขาดจากสกุลหลี่ แม้ภายหลังคุณตาจะส่งคนไปเจรจาบางอย่าง ทำให้ซ่งอี้เฉิงไม่อาจจดทะเบียนกับเฉินเหม่ยจู ทว่าท้ายที่สุดแล้ว หลี่เจียงยังยอมให้บิดาของเธอรับซ่งเจี้ยนเป็นผู้สืบสกุล
สิ่งเหล่านั้นทำให้ซ่งอวี้อิงในอดีตยิ่งรู้สึกโดดเดี่ยวและไม่เป็นที่ต้องการ
ทว่าซ่งอวี้อิงที่อ่อนแอคนนั้นได้ตายไปแล้ว ในวันนี้เธอไม่ได้กลับมาเพื่อร้องขอความเห็นใจ แต่เพื่อคว้าอำนาจและอิทธิพลของตระกูลหลี่มาใช้ในเส้นทางที่ยิ่งใหญ่กว่า มีแต่อำนาจเท่านั้นที่จะมอบความยุติธรรมให้ได้
พ่อบ้านในชุดฉางซาน ผ้าฝ้ายเนื้อดี สีน้ำเงินเข้มก้าวออกมาต้อนรับ ก่อนพาเธอเดินลึกเข้าไปยังตัวอาคารหลักของคฤหาสน์ ซึ่งถูกบูรณะขึ้นใหม่ให้ผสานความหรูหราสมัยใหม่เข้ากับเสน่ห์แบบจีนดั้งเดิม
ภายนอกเป็นอาคารปูนสีอ่อนทรงยุโรป เสาดอริกตั้งเรียงราย ดูสง่างามราวคฤหาสน์ของชนชั้นสูงในประเทศตะวันตก แต่เมื่อก้าวผ่านประตูบานใหญ่เข้าไป กลับพบความประณีตแบบจีนแทรกอยู่ในทุกอณู ผนังไม้แกะลายเมฆมงคล ประตูกรอบไม้ งานกระเบื้องเคลือบสีเขียวหยกที่เปล่งประกายแวววาว สะท้อนความมั่งคั่งที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน
บรรยากาศภายในคฤหาสน์แห่งนี้บ่งบอกถึงตัวตนของตระกูลหลี่ได้เป็นอย่างดี... นั่นคือความร่ำรวยที่เปิดรับความทันสมัยจากตะวันตก แต่ก็ไม่เคยลืมรากเหง้าดั้งเดิม
เมื่อเดินเข้าสู่ห้องรับรองด้านใน เธอยังรู้สึกประหลาดใจกับความผสมผสานที่เห็นอยู่ตรงหน้า ห้องถูกตกแต่งด้วยของสะสมโบราณล้ำค่ามากมาย แต่กลับจัดวางร่วมกับเครื่องเรือนแบบยุโรปได้อย่างกลมกลืน โคมไฟแก้วที่ตั้งข้างแจกันเคลือบสีขาว กลิ่นชาหอมกรุ่นอันเป็นเอกลักษณ์ยังไม่จางหาย
ประมุขตระกูลหลี่นั่งรออยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างวิจิตร ใบหน้าของเขามีร่องรอยแห่งวัย ทว่าแววตายังคมกริบและอ่านยากไม่ต่างจากเมื่อหลายปีก่อน
ซ่งอวี้อิงก้าวเข้าไปทำความเคารพอย่างนอบน้อม
“สวัสดีค่ะคุณตา” น้ำเสียงเธอสุภาพอ่อนหวาน นอบน้อมแต่ไม่ออดอ้อนเหมือนเก่า
“เสี่ยวอิง หลายปีมานี้ ตาคิดถึงหนูอยู่ไม่น้อย” หลี่เจียงมองหลานสาวเนิ่นนานกว่าปกติ แววตาที่เฉียบคมสะท้อนความรู้สึกซับซ้อน
“เป็นเพราะหลานอกตัญญู” ซ่งอวี้อิงมีสีหน้ารู้สึกผิดจางๆ “แต่พอได้ยินพ่อบ้านบอกว่าช่วงนี้สุขภาพคุณตาไม่ค่อยดี ก็เลยเป็นห่วงค่ะ” น้ำเสียงของเธอเป็นจังหวะเนิบช้า มั่นคง ขณะวางกล่องไม้จันทน์หอมบนโต๊ะ “นี่เป็นยาบำรุงที่หลานเตรียมมาให้ค่ะ”
คิ้วของหลี่เจียงขยับขึ้นเล็กน้อย ของที่นำมามิได้มีราคาสูง แต่แสดงออกถึงความใส่ใจได้ชัดเจนซึ่งยังไม่เคยมีหลานคนใดที่เข้าใจตรงจุดนี้ หากไม่มีพ่อแม่คอยชี้แนะให้มาประจบเอาใจเขา แต่ตอนนี้ซ่งอวี้อิงตัวคนเดียว แน่นอนว่านี่คือความรู้สึกจากใจที่กลั่นออกมา
“ตัวยามีส่วนผสมหลักคือตังกุยและโสมชั้นดีจากทางเหนือค่ะ” ซ่งอวี้อิงอธิบายต่อ “หนูกำชับให้เขาเลือกเฉพาะตัวยาที่เหมาะกับสุขภาพของคุณตา สัดส่วนสมุนไพรต้องช่วยปรับสมดุล ไม่ทำให้ร่างกายร้อนเกินไป เหมาะกับสภาพความดันของคุณตาค่ะ”
คราวนี้หลี่เจียงถึงกับต้องมองเธอใหม่ ตั้งแต่ก้าวเข้ามา ท่าทีของหลานสาวคนนี้เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่เด็กน้อยขี้แย หรือเด็กสาวเกรี้ยวกราดเอาแต่ใจ มองโลกด้วยสายตาคับแค้นอีกต่อไป แต่เป็นหญิงสาวที่พูดจามีเหตุผล ชั่งน้ำหนัก และรู้จักแสดงความใส่ใจอย่างถูกจังหวะ
“หลานเหลือแค่คุณตาคนเดียว” น้ำเสียงของเธอแหบพร่าแผ่วเบาลง ก่อนจะใช้ดวงตาแวววาวฉ่ำน้ำที่แดงระเรื่อมองชายชราตรงหน้า “ก็ได้แต่ขอพรให้คุณตาอยู่กับพวกเราไปนานๆ เมื่อก่อนเป็นเพราะหลานไม่รู้ความ”
“ตาแก่แล้ว โชคดีที่มีหลานๆ คอยเป็นห่วง” หลี่เจียงเอ่ยเสียงอ่อนลง แววตาที่มองหลานสาวคนนี้ยิ่งเปลี่ยนไป ดูเหมือนการที่ต้องต่อสู้อยู่ในบ้านตระกูลซ่งจะทำให้หลานสาวที่เอาแต่ใจเติบโตขึ้น ดูเหมือนเด็กหญิงตัวน้อยในวันวานจะถูกกาลเวลาพรากไปเช่นเดียวกัน บัดนี้เหลือเพียงหญิงสาวที่สง่างามเหมาะสมกับตำแหน่งคุณหนูใหญ่
ชั่วขณะนั้น หลี่เจียงก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเขาควรดีใจหรือเสียดาย
“คุณตายังไม่แก่เสียหน่อย ยังดูเหมือนคนอายุสี่ห้าสิบปีอยู่เลยค่ะ”
“ปากหวานแบบนี้ ต้องเพราะอยากได้อะไรแน่ๆ” หลี่เจียงส่ายศีรษะแผ่วเบา ดวงหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ไม่มีคนแก่คนไหนที่ไม่หวังให้ลูกหลานมาเอาใจคอยพูดคำหวาน “ว่ายังไงฮึเรา มาวันนี้เพราะอยากจะมาอ้อนขออะไรตา”
ซ่งอวี้อิงยิ้มหวาน
“เมื่อหลายวันก่อนหนูได้ชาผูเอ่อร์ ที่บ่มไว้กว่าสิบปีมา” เอ่ยถึงตรงนี้ พ่อบ้านก็ยกชุดชงชาเข้ามาพอดี แต่จังหวะที่จัดวางถาดนั้นยังแอบเหลือบไปมองเจ้าบ้านเพื่อประเมิน เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ห้ามปรามจึงตั้งน้ำบนเตาให้คุณหนูซ่งอย่างคล่องแคล่ว
หลี่เจียงเอนกายพิงพนัก มองหลานสาวที่หายหน้าไปนานด้วยความสนใจอย่างยิ่ง ทักษะการชงชาต้องผ่านการฝึกฝน มิใช่แค่เอ่ยปากว่าจะชงแล้วสามารถทำลวกๆ ได้ โดยเฉพาะชาผูเอ่อร์ที่มีรสชาติเฉพาะนั้นต้องใช้ความชำนาญในการปลุกชาและควบคุมเวลาในการแช่ที่แม่นยำมาก หากแช่นานจะเข้มและขมเกินไป แต่ถ้าแช่น้อยไปก็ไม่ออกรส
ซ่งอวี้อิงไม่ได้เร่งรีบ ท่าทีของเธอสุขุมและเป็นธรรมชาติขณะล้างมือในอ่างน้ำอุ่นเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มขั้นตอนการชงชา มือเรียวขาวของเธอตักใบชาผูเอ่อร์ใส่ลงในป้านชาดินเผาขนาดเล็ก พ่อบ้านที่ตั้งน้ำไว้แล้วมองดูน้ำเดือดอย่างเงียบเชียบ
เมื่อน้ำได้อุณหภูมิที่เหมาะสม ซ่งอวี้อิงก็รินน้ำแรกลงในป้านชาอย่างช้าๆ น้ำสีอำพันเข้มไหลวนในป้านเพียงไม่กี่อึดใจ เธอก็รินทิ้งลงในถาดรองน้ำอย่างรวดเร็ว
‘น้ำแรกช่วยชะล้างฝุ่นละอองและปลุกใบชาให้ตื่นตัว’
หลังจากนั้นจึงจัดเตรียมถ้วยชาขนาดเล็ก แล้วรินน้ำร้อนที่สองลงไปแช่ทิ้งไว้ครู่หนึ่ง จังหวะที่รินน้ำนั้นมั่นคงและแม่นยำ ไม่ทำให้น้ำล้นหรือกระฉอกออกมาแม้แต่น้อย สุดท้ายจึงยกถ้วยชาส่งให้หลี่เจียงด้วยสองมืออย่างนอบน้อม
“เชิญค่ะคุณตา”
หลี่เจียงรับถ้วยชามาจิบช้าๆ กลิ่นหอมของใบชาอบอวลในปาก รสชาติกลมกล่อมและนุ่มนวลอย่างยิ่ง
“ยอดเยี่ยมๆ” ชายชราเอ่ยชมด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่ง นี่ไม่ใช่แค่ชาดี แต่เป็นฝีมือการชงชาที่ไม่ธรรมดา ทำให้เขามองเห็นแง่มุมใหม่ๆ ในตัวหลานสาวมากขึ้นไปอีก “ไม่คิดว่าเสี่ยวอิงของเราจะสนใจศึกษาเรื่องเหล่านี้จนแตกฉาน”
“การชงชาทำให้จิตใจของหนูสงบลง ได้มีเวลาย้อนคิดทบทวนหลายๆ อย่าง เสียดายที่เมื่อคิดได้ก็ช้าไป” สีหน้าของเธอมีแววเศร้าปนผิดหวัง “เดิมหนูอยากเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ตั้งใจอ่านหนังสือมาหลายเดือน แต่น่าเสียดายเมื่อหลายวันก่อนถูกลูกนอกสมรสคนนั้นยั่วโทสะจนเกิดอุบัติเหตุตกบันได ทำให้พลาดการสอบไป ตอนนี้กลายเป็นว่าลูกสาวจากบ้านใหญ่ไม่มีการศึกษา ส่วนลูกชู้กลับได้เชิดหน้าชูตา”
ดวงตาของหลี่เจียงเข้มขึ้น เขาละเลยหลานสาวคนนี้นานเกินไปจริงๆ คนเหล่านั้นไม่ดูหน้าพระพุทธเจ้า ก็ต้องดูหน้าพระสงฆ์ ดูท่าคนตระกูลซ่งจะขวัญกล้าขึ้นไม่น้อย
ซ่งอวี้อิงย่อมสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยของชายชรา เมื่อก่อนเธอเคยเข้าเฝ้าจักรพรรดิอยู่หลายครั้งทำให้ต้องรู้จักสังเกตสีหน้า อยู่กับฮ่องเต้ก็เหมือนอยู่กับเสือ ชายชราตรงหน้าก็ไม่ต่างอันใดกับพยัคฆ์เฒ่า
“อีกอย่างเรื่องการหมั้นหมายกับตระกูลเหอ พอพวกเขาเห็นหลานห่างจากคุณตา อีกทั้งยังไม่มีคุณแม่...” ปลายเสียงของเธอสั่นเครือขึ้น แต่แววตายังคงโชนแสง “นึกอยากรังแกตระบัดสัตย์ยังไงก็ได้”
“นี่จะเกินไปแล้ว” หลี่เจียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงมีโทสะ “เรื่องเรียนต่อมหาวิทยาลัยตาจะจัดการให้เอง ส่วนเรื่องของตระกูลเหอ ในเมื่อพวกเขาไม่รู้จักรักษาไข่มุก นึกอยากไปคว้าก้อนกรวดก็แล้วไป ถึงอย่างไรตาก็มีคนที่เหมาะสมคู่ควรกับหลาน”
หลี่เจียงตัดสินใจได้ในที่สุดว่าจะมอบหมากสำคัญไว้ในมือใคร
ซ่งอวี้อิงได้ยินดังนั้นพลันรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างขึ้นมา
เดี๋ยวก่อนนะ...
“หลานยังจำน้าเล็กเหวินเจ๋อได้ไหม”
นั่นปะไร...
เซี่ยนจู่น้อยที่เคยชินกับเล่ห์เหลี่ยมมากมายแยกเขี้ยวในใจขณะรื้อความทรงจำในร่าง ดูเหมือนเซี่ยเหวินเจ๋อที่ว่าจะมีฐานะเป็นลูกชายบุญธรรมของคุณตา
คงไม่ใช่...
“หากจะมองหาใครสักคนที่จะสามารถดูแลอิงเอ๋อร์แทนตาได้ ก็จะคงมีเพียงเหวินเจ๋อเท่านั้นที่จะทำให้ตาไว้วางใจฝากฝังหลานสาว”
บิดามันเถอะ!
วันก่อนเธอยังประกาศกร้าวว่าจะเป็นคนที่มีสิทธิ์เลือก แต่ไม่ทันไรก็ถูกยัดคู่หมั้นคนใหม่ให้อีกแล้ว!?
