ตอนที่ห้า คนแปลกหน้า
ตอนที่ห้า
คนแปลกหน้า
เรื่องราวของเซียงชุนอ้ายไม่ได้สลับซับซ้อน นางจึงเล่าออกมาด้วยน้ำเสียงสดใสตั้งแต่แรกที่พอจำความได้ว่ามาอยู่ในป่ากับบิดาสองคนด้วยมารดาเสียชีวิต
จากนั้นก็ตัดมาถึงตอนจบที่บิดาของนางเพิ่งจากไปเมื่อไม่กี่วันก่อนจนเหลือนางอยู่ลำพังเพียงคนเดียว
หลินฟู่มองดวงตาที่แดงระเรื่อเล็กน้อยเมื่อเอ่ยถึงบิดาก่อนจะรีบเปลี่ยนไปซักถามเรื่องราวในป่าอื่นๆ
“ท่านพ่อเคยบอกว่า ป่าไม่เคยใจร้ายกับคนที่รู้จักมัน แต่จะไม่ปรานีกับคนที่ประมาท ดังนั้น...”
มือเล็กชี้ไปยังรอยดินที่ยุบเล็กน้อยข้างทาง
“รอยเท้าสัตว์พวกนี้ หากเห็นรอยใหม่ ดินยังชื้นแสดงว่าสัตว์เพิ่งผ่านไป อย่าเดินตามหากไม่จำเป็น ด้วยบางอย่าง…เราไม่ใช่ผู้ล่า แต่อาจถูกล่าเสียเอง”
หลินฟู่พยักหน้าขณะเซียงชุนอ้ายเด็ดใบไม้ใบหนึ่งลงมาขยี้แล้วส่งให้
““จำใบไม้นี้ไว้ กินได้แม้ยามท้องว่างหลายวัน ใบไม้ที่ขยี้แล้วไม่มีกลิ่นฉุน หรือผลไม้ที่นกและสัตว์กินได้ เราย่อมสามารถกินได้อย่างปลอดภัย
ข้อสำคัญคือพืชมีพิษมักมีรูปร่างและสีที่งดงาม จึงไม่ควรแตะต้อง”
เซียงชุนอ้ายชี้ไปยังใบไม้สีสดที่ขึ้นอยู่ข้างทางไม่ไกล ขณะหลินฟู่ยังคงพยักหน้า ดวงตาสีเข้มสะท้อนแสงแดด ไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงความเข้าใจ
เซียงชุนอ้ายยิ้มบางแล้วเปลี่ยนเส้นทางเดินไปยังลำธารเล็ก เมื่อถึงริมฝั่งจึงคุกเข่าลง ใช้ใบไม้ตักน้ำขึ้นมา
“น้ำในป่า ไม่ใช่ทุกที่จะสามารถดื่มได้ ต้องดูกระแสน้ำ ดมกลิ่น ถ้ามีน้ำไหล อย่าดื่มตรงที่นิ่ง ถ้าจำเป็น ต้องต้มด้วยไฟก่อนเสมอ
ท่านพ่อมักย้ำเสมอว่าน้ำคือชีวิต แต่ก็ฆ่าคนได้ง่ายที่สุด หากน้ำขุ่น กลิ่นเปลี่ยน หรือมีซากสัตว์ใกล้ อย่าแตะต้องเด็ดขาด”
เสียงบอกเล่าบ่งบอกความเชี่ยวชาญในการดำรงชีวิต ทำให้หลินฟู่พยักหน้าก่อนจะรับน้ำในกระบอกไม้ไผ่ที่หญิงสาวยื่นมาพลางยกดื่มด้วยความวางใจเมื่อได้ยินประโยคต่อมา
“น้ำในกระบอกนี้ข้าต้มแล้ว รับรองว่าปลอดภัย”
เซียงชุนอ้ายมองริมฝีปากของชายหนุ่มซึ่งทาบทับรอยปากของตนเองที่ขอบกระบอกไม้ไผ่ด้วยความเก้อเขินเล็กน้อย
รอจนเขาดื่มน้ำเสร็จ สองหนุ่มสาวจึงออกเดินเท้ากันต่อ โดยมีเสียงเล่าเรื่องราวต่างๆ ของเซียงชุนอ้ายดังขึ้นเป็นระยะ และเสียงถามจากปากของหลินฟู่ซึ่งออกอาการเหนื่อยหอบออกมาให้ได้ยินอยู่บ้าง
ผ่านไปหลายชั่วยามจนเหงื่อไหลท่วมกาย หลินฟู่ยังคงก้มหน้าเดินตามโดยไม่อาจรู้ได้ว่า ทุกเส้นทางที่กำลังเดินย่ำเท้าไม่ใช่ทางลัดออกจากป่า
หากเป็นทางอ้อม…ที่ทำให้เขาต้องค้างคืนต่างหาก
เมื่อแสงสุดท้ายใกล้ลับหาย เซียงชุนอ้ายจึงพาหลินฟู่มาหยุดอยู่หน้าพุ่มไม้ใหญ่ก่อนจะแหวกออกกระทั่งเห็นกระท่อมไม้ขนาดกำลังดีอยู่ด้านหลัง
กระท่อมที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางป่าลึก ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ตัวเรือนทำจากไม้เก่าที่ผ่านลมฝนมานาน หลังคามุงด้วยใบไม้แห้งซ้อนทับกันหลายชั้นอย่างหยาบๆ แสดงถึงกาลเวลาที่ผ่านไปนานพอสมควร
จากจุดที่ยืนอยู่ยังพอเห็นแผ่นไม้บางแผ่นด้านข้าง มีรอยขีดข่วนจากสัตว์ป่าตัวเล็กๆ แต่ยังคงแข็งแรงพอจะกันแดดกันฝน
รอบกระท่อมไม่มีรั้วสูง ด้วยมีกิ่งก้านจากต้นไม้ใหญ่บดบังเป็นปราการธรรมชาติอยู่แล้ว จึงมีเพียงท่อนไม้และหินก้อนเล็กๆ วางกั้นเป็นอาณาเขตอย่างง่ายๆ
ลานดินโล่งหน้าบ้านข้างหนึ่งตั้งขอนไม้ผ่าซีกไว้เป็นที่นั่งเล่น ส่วนอีกข้างวางฟืนกองเล็กๆ ซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ
ขณะชายหนุ่มมองสำรวจไปทั่ว เซียงชุนอ้ายจึงหยุดเดินแล้วหันมายิ้มบางพลางเอ่ย
“พระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว คืนนี้พี่ฟู่คงต้องพักที่นี่ก่อน ไม่ต้องกังวล ที่นี่คือบ้านของข้าเอง พรุ่งนี้หลังจากตื่นแล้ว พวกเราค่อยไปต่อ ด้วยป่ากลางคืนไม่ต้อนรับคนแปลกหน้า”
คำว่า ‘คนแปลกหน้า’ ทำให้หลินฟู่หัวเราะเบาๆ ในใจ
นางใช้คำว่าคนแปลกหน้ากับป่า
แล้วเขาเล่า กับชายที่เพิ่งพบหน้ากันแค่ไม่กี่ชั่วยาม ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับนางหรอกหรือ
