ตอนที่สาม นางควรทำอย่างไร2
ตอนที่สาม
นางควรทำอย่างไร
ถ้อยคำของบิดาผุดขึ้นมาในห้วงความคิดราวกับเขารู้ตัวเองว่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน
“ถ้าวันใดพ่อไม่ตื่นขึ้นมาอีก…อย่ากลัว อ้ายเอ๋อร์ พ่อเลี้ยงเจ้ามาอย่างเข้มแข็ง ไม่ได้เลี้ยงให้เจ้าเป็นคนอ่อนแอ”
มือหยาบกร้านของบิดาวางลงบนศีรษะนาง แรงกดนั้นมั่นคง ราวกับย้ำเตือนสิ่งที่นางต้องคำนึง
“ต่อให้พ่อไม่อยู่ เจ้าก็จะอยู่ได้ด้วยตัวเอง หากเจ้าชอบใจจะอยู่ที่นี่ ก็จงอยู่ต่อไปอย่างไม่ต้องกลัวผู้ใด หรือไม่ก็หาคนมาอยู่เป็นเพื่อนสักคนสองคน
แต่หากเบื่อแล้ว อยากออกไปเห็นโลกภายนอก ก็ต้องระวังตัวให้มาก เข้าใจหรือไม่”
บิดาของนางหยุดพักเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่ออย่างชัดถ้อยชัดคำ
“จงใช้สมองให้มากกว่ากำลัง ใช้สองมือให้มีประโยชน์ ชีวิตยังมีก้าวย่างที่ต้องเดินอีกมาก
ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นสตรี แม้จะยืนได้ด้วยขาของตนเอง แต่หากพบบุรุษที่สามารถพึ่งพิงก็ควรเลือกเขามาเป็นสามี
แต่...อย่าเชื่อคำคนโดยง่าย เข้าใจหรือไม่” คำพูดในวันนั้นจบลงด้วยประโยคที่หนักแน่นจนเซียงชุนอ้ายไม่สังเกตเห็นความอ่อนแรง สีหน้าซีดเซียวและลมหายใจติดขัดของบิดาที่พยายามเก็บซ่อนเอาไว้
หญิงสาวย่อมคิดไม่ถึงว่า ประโยคเหล่านั้นจะกลายเป็นประโยคสั่งเสีย
เซียงชุนอ้ายตัดสินใจทำพิธีศพเรียบง่ายตามที่บิดาเขียนบอกเอาไว้ นางฝังศพญาติเพียงคนเดียวไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ด้วยสองมือของตนเองและยังคงเศร้าเสียใจจนไม่เป็นอันทำอื่นใดทั้งสิ้น
กระทั่งเจ็ดวันผ่านไปแล้ว ใบหน้าของหญิงสาวยังแสดงให้เห็นถึงการร้องไห้จนตาบวมเป่งขณะร่ำสุราครุ่นคิดถึงบิดา
บิดาของนาง ‘เซียงกัง’ เคยเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ผู้อาจหาญมากฝีมือ แต่ด้วยโดนหักหลังจากลูกน้องที่ไว้วางใจ ทั้งยังโดนไล่ล่าตามสังหารจนมารดาของนางต้องสละชีวิตเพื่อปกป้องบุตรสาวตัวน้อย
นับจากนั้นเขาจึงพาบุตรสาวคนเดียวหนีระหกระเหินมาปักหลักสร้างบ้านอยู่กลางป่าเขาโดยไม่อยากพบเจอผู้คนอีก
ด้วยความเศร้าเสียใจ บิดาของนางจึงใช้วันเวลาเอาแต่หมักสุราดื่มจนเมาหัวทิ่มทุกวัน
เด็กหญิงตัวน้อยจำต้องเรียนรู้การดูแลตัวเองไม่ว่าจะเรื่องอาหารการกิน การจัดการเรื่องส่วนตัวมาตั้งแต่พอรู้ความ
โชคดีที่ยามบิดาตื่นขึ้นมาและพอมีสติ เขามักพาบุตรสาวไปสั่งสอนเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะวิชาการต่อสู้เพื่อให้นางรักษาตัวรอด ทั้งยังพานางออกล่าสัตว์ในป่าเพื่อมาทำอาหารและกักตุนใช้ในการดำรงชีวิต
สองพ่อลูกอาศัยในป่าอย่างเงียบสงบโดยแทบไม่เคยออกมาสู่โลกภายนอก และไม่ชอบติดต่อกับผู้ใด มีแค่บิดาที่ออกไปซื้อหาข้าวของในบางครั้งเท่านั้น
กระทั่งถึงวันที่บิดาไม่ตื่นมาอีกเลย เซียงชุนอ้ายจึงต้องทำใจรับรู้ว่าบัดนี้นางต้องอยู่ตามลำพังเพียงตัวคนเดียวแล้ว
ยามหันไปมองโรงสุราซึ่งยังมีไหหมักที่บิดาทิ้งไว้ตั้งเรียงรายอยู่มากมาย หญิงสาวได้แต่ทอดถอนใจด้วยช่างอ้างว้างเสียเหลือเกิน
มือเล็กยกชามน้ำสีน้ำตาลซึ่งบิดาบอกว่าเป็นสุราผสมสมุนไพรขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด แล้วได้แต่กล้ำกลืนน้ำตาที่พานจะไหลออกมาอีก
แม้จะคุ้นชินกับการใช้ชีวิตที่ไม่มีคนพูดจาด้วยเช่นนี้มานานหลายปีตั้งแต่จำความได้ แต่การมองไปแล้วไม่เห็นร่างสูงของบิดานั่งดื่มสุราอยู่หน้าบ้านนั่นย่อมเป็นความเวิ้งว้างที่เปลี่ยวเหงา
เสียงของตัวเองกลายเป็นสิ่งเดียวที่ได้ยิน เวลาพึมพำหรือพูดกับตนเอง
ยามนี้แม้แต่การทักทายสัตว์ตัวเล็กซึ่งอุปโลกน์ว่าเป็นเพื่อนกันยังเป็นสิ่งที่เซียงชุนอ้ายอยากทำ ราวกับว่าหากนางไม่เปิดปากเสียบ้าง ป่าที่เงียบเหงาจะกลืนความเป็นคนของนางไปทีละน้อย
สตรีขี้เมาเซียงชุนอ้ายดื่มสุราจนเมามายก่อนจะหลับตาลงพลางคิดถึงบิดาแล้วกล่าวคำมั่นสัญญา
ในเมื่อท่านพ่ออยากเห็นข้าอยู่ให้ได้
