ตอนที่ 5 ข่าวลือของแม่ทัพเฉิน
“เยว่เอ๋อร์ ลูกสาวคนดีของแม่ เจ้าต้องจดจำเอาไว้ให้ดีนะ อดีตเป็นสิ่งที่ล่วงผ่านไปแล้วไม่มีสิ่งใดๆ สำคัญให้เจ้าต้องจดจำสิ่งที่ไม่ดีให้ทิ้งไปกับกาลเวลา เยว่เอ๋อร์ ปัจจุบันจึงจะสำคัญที่สุดลูกสาวแม่ เจ้าต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับกาลเวลาและผู้คนให้ดี
หากคนที่คิดร้ายกับเจ้าจงจำเอาไว้ให้ดีอย่าได้ใจอ่อนละเว้นคนผู้นั้น เวลาลงมือเจ้าต้องเด็ดขาด สำหรับคนที่ดีกับเจ้าควรต้องดีกับเขาและรักถนอมวันเวลาที่ดีเอาไว้ เจ้าดูพ่อกับแม่เป็นแบบอย่างหากเจ้าจะรักใครก็ให้ได้บุคคลที่รักเจ้าเช่นท่านพ่อที่รักแม่ของเจ้าจำไว้นะ เมื่อแม่และพ่อจากไปแล้วแม่หวังเพียงให้เจ้ามีความสุข รับปากแม่ว่าเจ้าจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขนะลูก”
“ท่านแม่”
ในม่านหมอกที่เบาบางกระจายไปทั่วเสียงท่านแม่บุญธรรมดังแว่วหวานมาเบาๆ เฉินหมิงเยว่ยืนหมุนไปรอบๆ สายตาพยายามเพ่งมองแต่ไม่เห็นเงาร่างที่คุ้นเคย ดวงตาหวานมีน้ำตาคลอหน่วยแสงสว่างจะค่อยๆจ้ามากขึ้นก่อนที่นางจะตื่นยังได้ยินเสียงทุ้มของท่านพ่อผู้แสนใจดีของนาง นางลืมตารู้สึกตัวตื่นขึ้นมาบนเตียงทบทวนความทรงจำเมื่อคืนที่ผ่านมาอีกครั้ง
“เยว่เอ๋อร์ จำไว้นะลูกพ่อ พ่อรักเจ้าที่สุด ทุกสิ่งที่พ่อสอนเจ้าต้องจดจำเอาไว้เกิดเป็นคนต้องมีใจเมตตา”
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านอยู่ที่ใด ข้าคิดถึงพวกท่านเหลือเกิน”
มือเรียวลูบไปที่หางตามีน้ำตาเปียกอยู่ นางฝันไปหรือนี้ เฉินหมิงเยว่พยุงตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงดูเหมือนว่าตนเองจะคิดถึงบิดามารดาบุญธรรมมากเกินไป นิ้วมือเรียวยาวทั้งสิบสางผมยาวที่รุ่ยร่ายลงมาปกหน้าให้กลับไปด้านหลัง แล้วก้มหน้าวางคางเรียวลงบนเข่า
พวกท่านทั้งสองวางใจได้ลูกสาวของท่านดูแลตัวเองได้และจะต้องมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข นางมองออกไปนอกม่านกั้นเตียงนอนในห้องยังคงไม่มีแสงสว่างจากภายนอกเข้ามารอบนอกยังคงมีเพียงเสียงแมลงและใบไม้ไหวเบาๆ จากลมพัดอ่อน
เฉินหมิงเยว่เข้ามาอยู่ในเรือนของจวนแม่ทัพได้สองวันแล้ว ร่างกายผอมบางอยู่แต่เดิมที่มีความอ่อนเพลียจากการเดินทางและการต่อสู้เพื่อช่วยชีวิตคนทั้งสอง หลังจากพักผ่อนเต็มที่และอาหารที่ครบถ้วนทุกมื้อร่างกายก็ดีขึ้นมาก นางควรงเริ่มคิดดูว่าจะทำอย่างไรต่อไป เมื่อก่อนอยู่ลำพังตัวคนเดียวในป่าเขาทำสิ่งใดก็ไม่ต้องคิดมาก ยามนี้ตนเองย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายเปลี่ยนสถานะกลายเป็นคุณหนูจวนแม่ทัพ การวางตัวและหน้าที่ก็ย่อมต้องเปลี่ยนไปให้เหมาะสมคงต้องเริ่มศึกษาดูว่าควรทำสิ่งใดก็ก่อนสินะ
ด้านนอกนั้นมิได้สงบเงียบเช่นในจวน ท่านแม่ทัพเฉินอวี้อันกลับถึงเมืองหลวงเพียงวันเดียวก็มีคำเล่าลือถึงแม่ทัพวัยกลางคนที่ครองตัวเป็นโสดเลยวัยที่จะมีครอบครัวไปเนิ่นนานนำสตรีเยาว์วัยใบหน้างดงามอายุคราวลูกเข้าจวน ชาวบ้านได้เห็นการเดินทางกลับเข้าจวนอย่างรีบเร่ง
“ตาเฒ่าเจียง ข้าเห็นท่านแม่ทัพเฉินขี่ม้าพาสตรีตามกันมานางหนึ่ง ใบหน้างดงามเชียวนะ”
“เจ้าอย่าพูดมั่วสั่ว จวนท่านแม่ทัพแทบจะไม่มีคนอยู่นั่นนะหรือจะมีสตรีสวยๆ ย่างกายเข้าไป”
“ท่านไม่ต้องเถียงข้าเห็นด้วยตาตนเองเมื่อวานนะพวกเขาพากันมาแล้วก็เข้าจวนไปจริงๆ”
“ข้าเปิดร้านขายน้ำชาอยู่ตลอดไม่เห็นจะมีสตรีเดินเข้าออกให้ข้าได้เจอสักคน จวนท่านแม่ทัพมีแต่บ่าวรับใช้อายุมากแล้วทั้งนั้นแต่ละคนข้าก็รู้จัก”
“ไอ้หยา แต่ข้าเห็นจริงๆ นะ ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นอนุที่ท่านแม่ทัพไปเจอในเมืองอื่นก็ได้นี่ ถ้าไม่ได้ออกมางั้นก็ต้องใช่แน่ๆ “
แน่นอนในร้านน้ำชาไม่ได้มีแค่คนสองคนที่คุยกัน คนอื่นๆ ที่เป็นลูกค้าก็ชื่นชอบข่าวลือเช่นกันพากันร่ำลือกันสนุกสนานปากต่อปากข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรก็ไม่ได้สนใจ คนแรกก็ว่าอนุจากนั้นปากต่อปากก็ว่าภรรยาวัยเยาว์ กลายเป็นข่าวที่ผู้คนให้ความสนใจดังทั่วทุกตรอกซอกซอย ว่าแม่ทัพผู้แข็งแกร่งปกป้องบ้านเมืองลุ่มหลงสตรี สตรีนางนี้เป็นใครและยิ่งไม่มีใครรู้จักก็ยิ่งได้รับความสนใจสืบเสาะว่าเป็นลูกสาวบ้านใดยิ่งกลายเป็นข่าวดังในข้ามคืน
ในวังหลวงห้องทรงพระอักษร บริเวณรอบนอกมีองครักษ์คุ้มกันแน่นหนากระจายตัวอยู่ทั่วไป หน้าประตูมีขันทีน้อยยื่นคอยรับใช้ด้านใน หลี่ซื่อหลงผู้อยู่ในวัยฉกรรจ์ก้มหน้าอ่านฎีกาเบื้องหน้ามีกองฎีกาอีกหลายม้วนที่กองรออยู่ข้างโต๊ะขันทีร่างผอมบางอายุราวสี่สิบกว่าปียืนฝนหมึกอยู่ด้านข้าง
“ฉีกงกง ยามนี้แล้วแม่ทัพเฉินอยู่ที่ใด”
“ทูลฝ่าบาท หลังประชุมเช้าท่านแม่ทัพมิได้เข้ามาเข้าเฝ้าพะยะค่ะ”
“..........”
ปกติในยามที่เฉินอวี้อันอยู่ในเมืองหลวง ส่วนใหญ่หลังประชุมเช้าจบลงมักมิได้กลับจวนเช่นขุนนางอื่นๆ เขามักจะมารอเพื่อถวายคำปรึกษาให้กับฮองเต้ในห้องทรงอักษร วันนี้เป็นวันที่สองหลังจากกลับมาควรจะมาได้แล้ว เขาได้ยินจากขันทีเล่าข่าวลือว่าแม่ทัพผู้กล้าแกร่งตัดสินใจนำสาวงามเยาว์วัยติดตามกลับมาในครานี้ด้วย ไม่มีใครได้พบเห็นตัวนางไม่มีใครทราบรายละเอียดว่าจริงๆ แล้วเป็นเช่นใคร เขาเองก็รอเจ้าตัวเข้ามาหาเช่นกัน
“ฝ่าบาท ท่านแม่ทัพเฉินขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ”
“ฉีกงกง”
“เชิญท่านแม่ทัพเข้าเฝ้า”
เสียงแหลมสูงของขันทีดังขึ้น เฉินอวี้อันก็ย่างเท้าเข้ามาภายในห้องทันที
“ข้าคิดว่าวันนี้เจ้าจะไม่มาให้ข้าเห็นหน้าเสียแล้ว”
“ฝ่าบาท ข้าพระองค์เดินทางกลับมาถึงเมืองหลวงเพียงวันเดียวนะพะยะค่ะ ยังมิได้หยุดพักเมื่อวานไปรายงานตัวที่กองทัพหลังจัดการกิจธุระในกองทัพ วันนี้เข้าร่วมประชุมในท้องพระโรงเสร็จก็รีบมาเข้าเฝ้าที่นี่เลยนะพะยะค่ะ"
เฉินอวี้อันใช้สองมือประคองกล่องขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือก้าวเข้ามาวางไว้บนโต๊ะเบื้องหน้าฮองเต้หนุ่มทันทีที่วางเรียบร้อยแล้วเขาก็ก้าวถอยกลับไปยืนที่เดิมระหว่างนั้น เฉินอวี้อันรู้สึกได้ถึงสายตาที่จับจ้องราวกับกำลังเจาะทะลุผ่านลำตัวได้ทีเดียว
“เรารู้แล้ว เจ้าไม่ต้องโอดครวญ ช่วงที่ผ่านมาลำบากเจ้าแล้วนะ ได้ข่าวว่าถูกลอบสังหารตลอดเส้นทางเจ้าเก่งมากนะที่เอาชีวิตรอดกลับมาได้และยังสามารถนำลัญจกรราชวงศ์เก่ากลับมาจนได้ เจ้ารับสิ่งนี้ไปจากนี้เจ้าสามารถสั่งการองครักษ์มังกรดำได้”
“ฝ่าบาททรงทำเช่นนี้ิมิได้พะยะค่ะ องครักษ์มังกรดำเป็นสิ่งที่ใช้พิทักษ์รักษาความปลอดภัยของฮองเต้ทุกรัชสมัยสมควรขึ้นตรงกับฝ่าบาท ข้าพระองค์รับมามิได้ โปรดพระราชทานสิ่งอื่นเป็นรางวัลเถิดพะยะค่ะ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า เจ้ามิทำให้เราผิดหวังเลย หากเป็นขุนนางคนอื่นคงรีบรับไปทันที เอาเป็นว่าเรามอบกิเลนหยกหนึ่งคู่ ทองหนึ่งหีบ เงินหนึ่งหีบ ผ้าไหมสิบพับแล้วกัน”
“ขอบพระทัยพะยะค่ะ”
“ฝ่าบาท ไม่ทราบว่าวันนี้มีกิจใดเร่งด่วนที่จะให้หม่อนฉันไปทำหรือไม่พะยะค่ะ”
“อืม งานของเราก็มีมากมายก่ายกองดังที่อยู่เบื้องหน้าเจ้า เจ้าว่าอย่างไรหล่ะ”
“คือว่า กระหม่อมได้รับบาดเจ็บไม่น้อยอยากกลับจวนไปพักพะยะค่ะ”
“เฉินอวี้อัน เจ้ามีอันใดปกปิดเราอยู่หรือไม่”
บุรุษชุดทองเบื้องหน้าส่งเสียงถามทำให้เฉินอวี้อันรีบเงยหน้าขึ้นสบตากับคนเบื้องบนที่ใช้ตาเรียวคมมองจ้องมาอย่างจับพิรุธ เฉินอวี้อันอดที่จะไตร่ตรองดูว่าเหตุใดสายตาของฮองเต้จึงมองตนเช่นนี้ ตนเองก็มิได้มีสิ่งใดๆ ที่กระทำผิดหรือปกปิดเบื้องบนเหตุใดจึงถูกเพ่งมองไม่ละสายตาเช่นนี้ เหงื่อเย็นๆค่อยๆไหลจนรู้สึกเปียกแผ่นหลัง
“ฝ่าบาท กระหม่อมมิได้ปกปิดสิ่งใด ไม่ทราบว่าพระองค์มีพระประสงค์อยากรู้สิ่งใดได้โปรดรับสั่งเถิดพะยะค่ะ”
“เราแค่สงสัยและสนใจใคร่รู้ วันนี้บังเอิญเหลือเกินที่ด้านนอกมีข่าวพูดกันว่า เจ้าพาสตรีนางหนึ่งกลับจวนมาด้วยว่ากันว่าเป็นผู้ที่มีใบหน้างดงามราวกับนางฟ้านางสวรรค์ เป็นลูกสาวบ้านใด เจ้าคิดจะตบแต่งภรรยาเยาว์วัยอย่างที่ข่าวลือเขาพูดกันอยู่หรือไม่ บอกมาหากเป็นเรื่องจริง เราจะได้จัดเตรียมของขวัญ”
“ความจริงมิได้เป็นเช่นนั้นเลยพะยะค่ะฝ่าบาท กระหม่อมนำสตรีกลับมาด้วยเป็นความจริงแต่นางคือเด็กสาวผู้หนึ่งเท่านั้น นางคือผู้ช่วยชีวิตหม่อมฉันไว้ยามที่ถูกคนร้ายลอบสังหาร ฝ่าบาทบัดนี้หม่อมฉันก็ได้รับนางเป็นบุตรบุญธรรมเรียบร้อยแล้ว ด้วยกระหม่อมเป็นคนหยาบกระด้างตามนิสัยของทหารการจัดพิธีการที่วุ่นวายนั้นไม่เคยอยู่ในความคิดของกระหม่อน จึงมิได้ป่าวประกาศเรื่องนี้ให้กับผู้ใดทราบพะยะค่ะ”
เฉินอวี้อันเหงื่อตกแล้วจริงๆ ยามนี้ต้องอธิบายเพื่อไขข้อสงสัยของฮองเต้ นี่พระองค์ทรงสนพระทัยในเรื่องส่วนตัวของขุนนางด้วยหรือ ปกติมิเห็นเคยสนใจติดจะเย็นชากับทุกๆเรื่องเกี่ยวกับเรือนหลังของขุนนางปล่อยให้เป็นเพียงลมผ่านหูตลอดมา ยามนี้ออกจะมิปกติจริงๆ
“เช่นนั้นยามนี้เด็กสาวคนที่ผู้คนเล่าลือ คือคุณหนูจวนแม่ทัพเจ้าสินะ”
น่าสนใจยิ่งนักเด็กสาวคนนี้แตกต่างจากคนอื่นเช่นไรจึงสามารถทำให้บุรุษหยาบกระด้างทั้งทึมทือในเรื่องครอบครัวสนใจนางจนยอมรับออกปากเป็นบุตรบุญธรรมได้ ถ้ามีโอกาสพระองค์อยากพบสักครา
“ดังนั้น วันนี้กระหม่อมจึงอยากรีบกลับไป บุตรสาวบุญธรรมของข้าพระองค์เป็นเด็กสาวที่เติบโตในป่าเขานางพึ่งเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงยังไม่คุ้นกับที่ทางและผู้คน”
“เจ้ากลับไปได้ เราอนุญาต วันหลังหาเวลาที่เหมาะสมพานางมาให้เราเห็นสักหน่อย”
“รับด้วยเกล้า กระหม่อมทูลลา”
เหงื่อที่หลังของเฉินอวี้อันไหลเป็นทางอีกครั้งเมื่อได้ยินรับสั่ง การรับบุตรบุญธรรมของตนไปกระทบกับสิ่งใดหรือไม่กันนะ เหตุใดเป็นที่สนใจของฝ่าบาท เดินคิดไปคิดมาแต่เมื่อคิดถึงบุตรสาว(คนใหม่) ก็ลืมเลือนเรื่องนี้ไปใจคิดเพียงว่าตนต้องทำอะไรบ้างเพื่อจะได้เป็นพ่อที่ดี ให้นางยอมรับตนเป็นบิดาด้วยใจจริง
ยามออกจากวัง เฉินอวี้อันย่างเท้าออกไปอย่างมีความสุข เขาเป็นลูกกำพร้าที่ไม่รู้แม้แต่พ่อแม่ว่าเป็นใคร มีชีวิตรอดมาได้เพราะความเมตตาของเจ้าอาวาสจนเข้าสู่วัยรุ่นก็สมัครเข้ามาเป็นทหาร จากนั้นก็ใช้ชีวิตอยู่ในค่ายทหารตลอดเวลาที่ผ่านมาจะมีอุปสรรคและอันตรายมากมายเขาก็ต่อสู้ฝ่าฟันจนมีหน้าที่มั่นคงมีตำแหน่งที่สูงตามความตั้งใจเป็นที่ยอมรับของชาวบ้านทั่วไป ตั้งแต่เด็กเวลาล้วนหมดไปกับการสร้างโอกาสจึงมิได้มีครอบครัวเช่นชายหนุ่มคนอื่นๆ
ในที่สุดเขาก็มีบ้านมีครอบครัวแม้จะมีแค่ลูกสาว(บุญธรรม) ที่ต้องกลับไปเพื่อพบหน้าคนที่รอกลับจวนเช่นเดียวกับขุนนางคนอื่นๆ ถึงแม้ไม่มีสตรีเคียงหมอนหากแต่มีบุตรีที่มากความสามารถรูปร่างหน้าตางดงามรออยู่ในใจรู้สึกภาคภูมิใจไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้โอกาสอันดีเช่นนี้เข้ามา หน้าตาตนเองไม่หล่อเหลา บุคลิกหยาบกระด้างไม่เหมือนพวกบัณฑิต อายุก็มาก ฐานะไม่มั่งคั่งลำพังอนุหรือสาวใช้อุ่นเตียงคงพอหาได้แต่ตนเองก็ไม่รู้สึกว่าต้องหาเรื่องวุ่นวายในเรือนหลังมาไว้ให้ปวดหัว ยามสนุกสนานก็ไปเยี่ยมเยียนสาวงามตามหอนางโลมเป็นครั้งเป็นคราวในยามว่างให้สบายตัวสบายใจก็เพียงพอ ไม่นานเขาก็กลับมาถึงหน้าจวน ป้ายไม้"จวนแม่ทัพเฉิน" มองดูธรรมดายิ่งนัก สิงโตหินด้านข้างประตูหลักก็ขนาดมิได้ใหญ่โต บานประตูก็มีสีแดงจางๆ ไม่สดใสเขาเองก็พึ่งจะมองดูจวนของตนเองอย่างพิจารณาเป็นครั้งแรก คนมีครอบครัวนี่ช่างทำให้ความรู้แตกต่างเสียจริง ทหารยามหน้าประตูเห็นท่านแม่ทัพขี่ม้ากลับมาถึงหน้าประตูรีบเดินเข้าไปทำความเคารพ
“ท่านแม่ทัพกลับมาแล้ว คุณหนูเดินมารอท่านแม่ทัพด้านในประตูใหญ่สักครู่แล้วขอรับ”
เฉินอวี้อันเดินเข้ามาในจวนก็พอดีกับที่เฉินหมิงเยว่เดินออกมาพอดี นางกำลังเดินสำรวจสภาพต่างๆ ในจวนเพื่อจดจำรายละเอียด
“ท่านพ่อกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ ข้ารอท่านกลับมาทานอาหารด้วยกัน”
“หากเจ้าหิว ไม่ต้องรอพ่อก็ได้”
“ข้าทานของว่างไปเล็กน้อยแล้วเจ้าค่ะ”
“เจ้าไม่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ตัวเองอึดอัดนะ ไม่ต้องสนใจคนอื่นข้าอยากให้เจ้ามีความสุขเข้าใจไหม”
“ข้าทราบแล้ว เพียงแต่บางเรื่องก็จำเป็นต้องปรับปรุงตัวเพื่อให้ไม่แปลกแยกจากผู้อื่น ข้าว่าข้าสามารถกระทำได้เจ้าค่ะ แต่ก็มีบางเรื่องที่ข้าไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้จริงๆ ข้าคาดหวังว่าท่านจะยอมรับข้าได้ เอ่อ นะเจ้าคะ”
เฉินหมิงเยว่ก้มหน้าลงเล็กน้อยนางไม่ค่อยมั่นใจนักทำให้ท้ายประโยคเสียงดูจะเบาลง ด้วยความที่ไม่เคยชินกับการพูดประโยคยาวขนาดนี้
“ไม่เป็นไร นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่โตสักหน่อย”
“ว่าแต่ท่านได้รางวัลเป็นทองกับเงินหรือเจ้าคะ”
“มีผ้าด้วยเหรอเจ้าคะ ข้าจะตัดชุดใหม่ให้ท่านดีไหมเจ้าคะ”
มีเพียงเสียงดังถามกับเสียงตอบกลับเบาๆ ทั้งสองคุยกันเป็นการปรับตัวเข้าหากันที่ดียิ่ง ในสายตาของบ่าวรับใช้จำนวนน้อยนิดในจวนตลอดทางเดินจากประตูหน้าจวนเข้าไปยังห้องโถง บนโต๊ะมีอาหารจัดวางไว้ยังมีควันลอยขึ้นจางๆ โดยมีพ่อบ้านฉินยืนดูแล ปกตินานๆครั้งที่เฉินอวี้อันจะกลับมาทานอาหารที่จวน จึงไม่มีสาวใช้ที่ดูแลการตั้งโต๊ะอาหารเป็นประจำ ทั้งสองนั่งลงค่อยๆ ทานอาหารมีความอบอุ่นปรองดองมีความสนิทสนมขึ้นบ้างเล็กน้อย
