บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 บุตรบุญธรรมและการเป็นครอบครัวของคนสองคน

ยามอู่ พระอาทิตย์ตรงศีรษะพอดี ภายใต้แสงแดดที่แสนร้อนแรงเหงื่อไหลย้อยลงใต้คาง ทั้งเฉินอวี้อัน อวี่หลง และชิงหมิงเยว่ที่จูงเยว่หวานกำลังยืนต่อแถวเข้าเมืองหลวงผ่านประตูทางทิศใต้ อารมณ์ของชิงหมิงเยว่ไม่ค่อยจะดีนักนางไม่ค่อยถนัดกับการที่ต้องรอคอยนี่นับเป็นความพยายามปรับตัวเข้ากับกลุ่มคนที่นางรู้สึกว่าต้องใช้ความพยายามมากกว่าการออกแรงฝึกวิชาหรือการต่อสู้ศัตรูเสียอีก สองเมืองที่ผ่านมาถูกลอบฆ่าตลอดเวลาการพักค้างคืนไม่ต้องพูดถึงแม้ยามกลางวันก็มิเว้น ฝ่ายศัตรูทุ่มกำลังนักฆ่าครั้งละนับร้อยและฝ่ายแม่ทัพก็สูญเสียกำลังทหารองค์รักษ์ลับมิใช่น้อยเช่นกันทุกครั้งผ่านมาได้เพราะรับการช่วยเหลือจากฝีมือที่ยอดเยี่ยมของเด็กสาวที่เดินทางอย่างเรื่อยๆ คล้ายมิใช่เรื่องร้ายแรง พวกเขาคงไม่มีโอกาสรอดชีวิตแน่นอน

“วันนี้อากาศร้อนมาก ท่านแม่ทัพเป็นอย่างไรบ้างขอรับ พวกเรายื่นตราแล้วเข้าเมืองก็ได้ทำไมต้องมายืนต่อแถวด้วยขอรับ”

“เฮ้อ ข้าให้ตราไปกับอู่สือเฉิน เพื่อยืนยันตัวตนแต่ลืมไปว่ายามผ่านประตูเมืองพวกเราก็ต้องใช้เช่นกัน”

“.....”

ชาวบ้านที่ยืนต่อแถวด้านหน้าและด้านหลังเมื่อเห็นสภาพเสื้อผ้าผมเผ้าของทั้งสามคนที่เปรอะเปื้อนฝุ่นดินและคราบโลหิตแห้งกรังตามเสื้อผ้าก็ถอยห่างเว้นระยะห่าง ต่างก็นึกว่าเป็นพวกเร่ร่อนไร้บ้านพวกเขาไม่ชื่นชอบขอทาน ไม่ชอบกลิ่นเหม็นจากทั้งสามคนยิ่งเว้นระยะยิ่งทำให้กลายเป็นจุดเด่น เมื่อถึงลำดับของพวกเขาทหารยามจ้องมองเขม็งทั้งยังกักกั้นตรวจค้นสัมภาระอย่างละเอียดอย่างไม่ไว้วางใจ ใครใช้ให้พวกเขาดูน่าอนาถได้ขนาดนี้เล่า

“พวกเจ้าสามคนเป็นคนเมืองไหน”

“เมืองหลวง”

ทหารยามส่งสายตาไปยังชายเบื้องหน้าที่ส่งเสียงตอบมา มองตั้งแต่หัวจรดเท้ายาจกชัดๆ คนต่างเมืองอพยพเข้ามาหางานหรือไม่ก็เป็นขอทานอีกแล้วจึงมองด้วยสายตาดูแคลน คนกลุ่มนี้มีมือมีเท้าสมบูรณ์ทั้งกลุ่มยังไม่รู้จักทำมาหากินเช่นชาวบ้านทั่วไป

“มีหนังสือเดินทางหรือไม่”

“ไม่มี”

“มีญาติในเมืองหลวงไหม”

“ไม่มี”

“เอ๊ะ พวกเจ้านี่ยังไง ถามหาอะไรก็ไม่มีสักอย่างแล้วจะผ่านเข้าเมืองได้อย่างไร มีคนรู้จักที่รับรองให้กับพวกเจ้าได้หรือไม่”

แถวหยุดเป็นเวลานานชาวบ้านด้านหลังเริ่มส่งเสียงดังเอะอะโวยวาย ทหารอีกคนหันไปตวาดให้คนในแถวด้านหลังเงียบก่อนหันกลับมา ทันใดนั้นมีเสียงม้าวิ่งมาจากด้านในเมือง ทหารรีบหันกลับไปทำความเคารพ ทหารบนหลังม้ารีบลงจากหลังมาวิ่งเข้ามาหาทั้งสามคน

“ท่านแม่ทัพ เชิญกลับเข้าเมืองขอรับ”

หยุดยืนค้อมศีรษะทำมือเชิญทั้งสามเข้าเมือง เฉินอวี้อันไม่ลืมหันกลับไปถามทหารที่ทำหน้าที่ตรวจคนทั้งสามเสียงเบา ก่อนที่ขบวนทั้งหมดจะขี่ม้ากลับเข้าเมือง

“เจ้าหนุ่ม เจ้าชื่ออะไร”

“ข้าน้อยแซ่หลี่ นามว่า ชง ขออภัยด้วยขอรับไม่ทราบว่าเป็นท่านแม่ทัพ”

หลี่ชงเป็นชาวบ้านธรรมดาที่สมัครมาเป็นพลทหารเพื่อให้มีเงินเลี้ยงดูมารดาที่อายุมาก ปกติทำหน้าที่ด้วยความเคร่งครัดวันนี้เพราะทำหน้าที่ตรวจสอบคนเข้าเมืองได้ล่วงเกินคนใหญ่คนโต ในใจนึกหวาดหวั่นไม่รู้ว่าตนจะต้องรับโทษอันใดห่วงเพียงจะทำให้มารดาลำบากไปด้วย (แต่เพราะการทำหน้าที่ขยันขันแข็งเป็นอย่างดีในวันนี้ในภายหลังหลี่ชงได้ถูกมอบหมายงานที่มีความรับผิดชอบจากกองทัพ ทำให้มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้นในภายหลัง)

เมื่อกลับถึงจวน ชิงหมิงเย่วถูกพ่อบ้านของจวนนำไปพักยังเรือนรับรอง ส่วนแม่ทัพเร่งรีบชำระล้างผลัดเปลี่ยนชุดเพื่อไปจัดการงานในกองทัพ ล่วงเข้ายามโหย่วจึงกลับมาถึงจวน เลยเวลาอาหารมื้อเย็นจึงทานเพียงลำพังแล้วเข้าห้องหนังสืออ่านเอกสารต่างๆ เกือบยามไฮ่ เพราะเป็นเรือนตนเองจึงผ่อนคลายมากขึ้นเมื่อก้าวออกจากห้องเดินผ่านลานฝึกยุทธ์ พบว่ายังมีคนอยู่ในลานเป็นเด็กสาวคนนั้น เมื่อเข้าไปใกล้นางก็หยุดทันทีหันมาสบตาจึงเอ่ยปากชวน

“มาเมืองหลวงเป็นครั้งแรก ดูท่าเจ้าจะนอนมิหลับโดยง่าย อยู่คุยกับข้าก่อนเป็นไร”

พูดแล้วก็เดินนำไปยังศาลาพักผ่อนริมสระน้ำ มีพ่อบ้านนำของว่างและชุดสุรามาวางก่อนถอยกลับออกไป

“แม่หนูชิง เจ้ายังอายุน้อย รับของว่างกับชาดีหรือไม่”

เฉินอวี้อันหันไปกำกับพ่อบ้านให้ไปเตรียมขนม สักครู่ก็กลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับของว่างและชาร้อนหนึ่งกา

“เจ้าตัวคนเดียวอยู่ในหุบเขาลำบากหรือไม่” / “ไม่"

“ข้าตัวคนเดียว เป็นลูกกำพร้าตั้งแต่เด็กก็ไร้ญาติขาดมิตรเติบโตมาจากเด็กยากจนอดมื้อกินมื้อ พอโตหน่อยก็รับจ้างไปทั่วแล้วก็จับพลัดจับพลูไปเป็นทหาร เพราะไร้การศึกษาต้องพยายามมากกว่าคนอื่นๆ ข้ามุ่งมั่นสร้างความก้าวหน้าผ่านไปย้อนดูอีกที ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าอายุสี่สิบสองปีแล้ว คนรุ่นเดียวกันกับข้าต่างก็แต่งงานมีครอบครัวมีลูกมีหลานมากมาย ตัวข้าจนใจต้องอยู่คนเดียวเช่นกัน ดังนั้นยามข้ากลับมาเมืองหลวงที่จวนนี้ก็มิได้ต่างกับการพักค้างโรงเตี๊ยม บางคราข้าชื่นชอบการอยู่ในค่ายทหารเสียยิ่งกว่า มีเสียงฝึกทหาร เสียงม้า ทำให้ข้ามีชีวิตชีวา”

ชิงหมิงเยว่แอบกรอกตามองบน นางช่วยตาแก่ขี้เหงาเอาไว้หรือไร ดึกป่านนี้กลับมานั่งดื่มสุราพร่ำบ่นให้นางฟังไม่ไปหลับไปนอน

“ข้าอิจฉาคนอื่นที่มีครอบครัวมีบุตรหลานมากมาย ยามร่วมดื่มสุรา เจ้าพวกนั้นเยาะเย้ยข้ามากมาย ข้าอัปลักษณ์ มิร่ำรวยมั่งคั่งแล้วอย่างไร ข้าหามาด้วยความซื่อตรงทำงานใช้แรงกายแลกเงินมาทุกอีแปะ”

ยิ่งดื่มหลายจอกยิ่งพูดมากมายหมดภาพลักษณ์แม่ทัพคุมกำลังทหารที่ห้าวหาญจนสิ้นแล้วท่านลุง

“เจ้าตัวคนเดียวเหมือนกันใช่ไหม หือ”

“ใช่ แล้วอย่างไร”

“แม่หนูชิงเจ้ายินดีย้ายมาอยู่จวนข้าดีหรือไม่ ข้ายกจวนนี้ให้เจ้าเลยเด็กน้อย เจ้ามาเป็นลูกสาวให้ข้าที หากมีลูกสาวที่น่ารักงดงามเช่นเจ้า ข้าต้องภูมิใจมากแน่นอน มาเป็นลูกสาวข้าเถอะนะ”

ชิงหมิงเยว่นั่งนิ่งอึ้งไปทันที ตาแก่นี่กำลังขอให้นางเป็นบุตรสาว นางคือเด็กที่ถูกทิ้ง เป็นเด็กที่ท่านพ่อท่านแม่บุญธรรมเก็บมาเลี้ยงตลอดเวลามีคนต้องการนางเพียงสองคน ยามนี้มีคนผู้นี้ที่เจอนางและร่วมเดินทางด้วยกันเพียงเดือนกว่าๆ เขาเอ่ยปากว่าต้องการรับนางเป็นบุตรสาวจะดูแลนางเฉกเช่นบุตรสาวอีกคน ในใจนางสั่นไหวเด็กสาวยังโหยหาชีวิตครอบครัว นางหาได้เย็นชาเช่นภาพภายนอกที่แสดงให้คนอื่นเห็น นางเป็นเด็กสาวที่ต้องการความอบอุ่นจากญาติพี่น้องหรือนี่จะเป็นสิ่งที่ท่านพ่อท่านแม่บุญธรรมต้องการให้เป็นก่อนที่ท่านจะจากไปยังบอกนางให้ออกจากหุบเขาหาที่ที่เหมาะสมกับตนเองใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในทุกๆวัน

“เป็นลูกสาวให้ข้าที มาเป็นคุณหนูจวนแม่ทัพดีไหม”

“ได้ ตกลง”

เฉินอวี้อันเมื่อได้ยินเสียงตอบรับจากเด็กสาวจอกสุราในมือร่วงหล่นลงบนโต๊ะกลิ้งตกไปที่พื้นแตกกระจาย เขาแทบจะสร่างเมาทันที ลุกขึ้นยืนถามเสียงดังปานฟ้าร้อง

“เจ้าว่าไงนะ เจ้ายินดีเป็นบุตรสาวข้า เป็นบุตรสาวข้าจริงๆนะ”

“ใช่"

“ดี ดียิ่งนัก เช่นนั้น เจ้าใช้สุรานี้คำนับข้าเป็นบิดา”

“เร่งรีบเช่นนั้นหรือเจ้าค่ะ”

“ใช่ๆ ข้ารีบ หากเวลาล่วงเลยไปเจ้าเกิดเปลี่ยนใจ ข้ามิต้องอดที่จะมีบุตรสาวที่เก่งกาจทั้งยังมีรูปร่างหน้าตางดงามเช่นเจ้าหรอกหรือ มีบุตรสาวที่งดงามเกินบ้านอื่นๆ นี่มันยิ่งกว่าความฝันเสียอีก ฮ่าฮ่าฮ่า”

นี่ข้าคิดผิดไปหรือไม่ นี่หาใช่นายท่านผู้เป็นแม่ทัพที่ดูดุดัน นิ่งขรึมที่นางได้เห็นระหว่างทางแต่เป็นตาแก่ขี้เหงาที่เอาแต่ใจอย่างยิ่ง

“มา มา เด็กดี คำนับข้าเป็นบิดาเจ้า เร็วๆ เข้า ฮ่าฮ่าฮ่า ในที่สุดข้าเฉินอวี้อันก็มีบุตรกับเขาแล้ว”

เสียงหัวเราะดังสนั่นครานี้เรียกให้ พ่อบ้านและคนรับใช้เดินเข้ามาหยุดยืนดูอยู่ไม่ไกล นางจึงต้องยอบกายลงเพื่อยกสุราที่เฉินอวี้อันยื่นให้ คำนับบิดาบุญธรรม

“ท่านพ่อ ลูกสาวคำนับท่านเจ้าค่ะ”

“ฮ่าฮ่าฮ่า เจ้าลุกขึ้น ข้ายินดียิ่งนัก นั่งลงๆ เจ้ารับสิ่งนี้ไป ฉุกละหุกเช่นนี้ข้ามิได้เตรียมสิ่งใดรับขวัญเจ้า นี่เป็นหยกที่ข้าห้อยติดกายผ่านร้อนผ่านหนาวมากับข้ายาวนานเนื้อยกจัดว่าดีมากแม้จะชิ้นเล็กไปสักหน่อย เจ้ารับไป”

หลังจากที่ไล่นางกลับไปพัก เฉินอวี้อันเพราะในใจยินดียิ่งนักจึงดื่มสุราไปมากมายกว่าจะรู้สึกตัวอีกครั้งก็ผ่านเข้าสู่ยามเหม่า เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาก็ทบทวนความจำ เมื่อคืนตนดื่มสุราหลังจากนั้นๆ "ฮ่าฮ่าฮ่า" ข้าจำได้แล้วเช้านี้ข้าตื่นขึ้นมามีบุตรสาว(บุญธรรม)แล้ว เขารีบลุกขึ้นล้างหน้า เปลี่ยนชุดเรียกพ่อบ้านฉินเข้ามาสั่งงานก่อนที่จะรีบไปร่วมประชุมเช้าในพระราชวังด้วยความสุขใจที่ฉายออกมาบนใบหน้า ขุนนางคนอื่นๆไม่มีใครรู้ว่าท่านแม่ทัพเฉินอวี้อันยินดีกับสิ่งใด

อีกฝากของเมืองหลวง เพล้ง! ถ้วยชาทำด้วยหยกเนื้อดีดูกเขวี้ยงด้วยแรงตามอารมณ์ของเจ้าของ ยามนี้แตกกระจายอยู่บนพื้นหลังกระทบหน้าผากคนชุดดำที่มิกล้าขยับหลบมีโลหิตค่อยๆ ไหลออกมา มู่หลงฉางชิงหรือชินอ๋องกำลังทรงเกี้ยวกราด ปลดปล่อยพลังในกายกดดันออกมาอย่างรุนแรงผู้เข้ามารายงานย่อมรู้ดีว่าเขาจะโกรธเป็นอย่างมากจึงมิได้ขยับตัวหลบ องค์รักษ์ลับถูกส่งออกไปมากมายแต่มิอาจกำจัดเป้าหมายและช่วงชิง"ของ"กลับมาได้

“พวกเจ้าสมควรตาย”

“ท่านอ๋อง ได้โปรดไว้ชีวิต "ของ"น่าจะยังมิได้ส่งเข้าวังพวกข้าขอโอกาสอีกครั้งพะยะค่ะ”

“หากไม่สำเร็จ พวกเจ้าและครอบครัวข้าจักมิละเว้นสักคน” / “พะยะค่ะ”

สิ้นเสียงชายชุดดำก็รีบขยับกายหลบหายไปจากห้องอย่างเงียบเชียบราวกลับหลีกหนีเอาชีวิตรอด

“ไยท่านจึงต้องโมโหให้กระทบต่อสุขภาพด้วยเล่า ท่านยังมีช่องทางอีกมากมายมิใช่หรือ”

ร่างในชุดคลุมสีม่วงเข้มปักลวดลายงูสีเงินรายรอบด้วยดอกพุดตานปิดคลุมร่างกายมิสามารถมองได้แม้กระทั่งใบหน้าที่ก้มต่ำเล็กน้อย มีเพียงรองเท้าสีดำปักลวดลายด้วยด้ายสีเงินเช่นเดียวกับผ้าคลุม ก้าวเข้ามาโดยมิมีผู้ใดกั้นขวางบ่งบอกความสำคัญของบุคคลผู้นี้เป็นอย่างดี

“หึ เจ้าไปที่ใดมา”

พ่อบ้านฉินยามได้รับรู้เรื่องราวที่คาใจตั้งแต่เมื่อคืนตนเห็นแม่นางชิงที่กลับมากับนายท่านยกสุราคำนับก็ทำให้กังวลต่างๆ นานา นายท่านไม่มีภรรยาและอนุหรือจับนางไว้ข้างกายแต่ว่านางยังเด็กยิ่งนักไม่เหมาะๆอย่างยิ่งจะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงนายท่าน เขาได้เตรียมคำพูดไว้มากมายเพื่อเตือนสตินายท่านแม้จะถูกตำหนิก็ตาม เวลานี้กลับรู้สีึกยินดีกับนายท่านยิ่งนัก ได้มีบุตรสาว เขารู้มานานแล้วว่านายท่านหดหู่ใจยามกลับมาพักที่จวนลำพังคนเดียว จากนี้ไปมีคุณหนูเพิ่มเข้ามานายท่านย่อมมีความสุข เป็นครอบครัว(ขนาดเล็ก)ของคนสองคนจริงๆ

เมื่อเขาจัดเตรียมห้องสำหรับคุณหนูเรียบร้อยก็ไปเรียนให้นางทราบเพื่อย้ายออกจากเรือนรับรองมาพักยังห้องที่จัดเตรียมตามคำสั่งนายท่าน

“คุณหนูขอรับ นายท่านสั่งให้จัดเตรียมเรือนให้ท่าน เชิญคุณหนูไปตรวจสอบหากมีสิ่งใดไม่ถูกใจหรือต้องการเพิ่มจะได้จัดหาให้ขอรับ”

เฉินหมิงเยว่เดินเข้าไปด้านในเรือนเดินนำหน้าพ่อบ้านฉิน ไปดูทีละห้อง เครื่องประดับในแต่ละห้องถูกจัดแต่งเข้ามาใหม่แม้จะมีจำนวนไม่มากนักก็ตามแต่นางเองก็เคยชินกับห้องโล่งๆ มากกว่าจึงไม่ได้สนใจ ผ้าม่านปลอกหมอนผ้าห่มล้วนเป็นของใหม่ลวดลายค่อนข้างธรรมดา ดูท่าที่พ่อบุญธรรมหลุดปากเมื่อคืนว่าเขายากจนจะเป็นเรื่องจริง แต่ไม่ต้องสนใจนางมีความรู้และทักษะมากมายลำพังแค่ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและการปรุงโอสถก็เพียงพอจะเลี้ยงคนทั้งจวนแล้ว แต่ไม่จำเป็นต้องรีบบอกใครนี่เป็นสิ่งที่นางกำลังครุ่นคิด

“ไม่มีสิ่งใดต้องเตรียมเพิ่ม”

“บ่ายวันนี้ บ่าวจะออกไปคัดเลือกและซื้อสาวใช้มาให้คุณหนูนะขอรับ ในจวนมีแต่บ่าวชาย ยามเซินจะพาพวกนางเข้ามาให้คุณหนูเลือกนะขอรับ”

“ท่านมิต้องแทนตัวเองว่าบ่าว ท่านอายุมากข้าเรียกท่านว่าท่านลุงฉินแล้วกัน”

อีกฝ่ายก้มหน้าค้อมต่ำมิยอมเงยขึ้น นางมิอยากให้อีกฝ่ายลำบากใจจึงเรียกขานตามที่เขาต้องการ "พ่อบ้านฉิน" ไปคำหนึ่งอีกฝ่ายจึงยืดตัวตรงยิ้มรับด้วยความยินดี เดินจากไปปล่อยนางไว้

จวนแม่ทัพเป็นจวนพระราชทานเป็นเรือนสี่ประสานขนาดไม่ใหญ่โตนัก เพราะแม่ทัพเฉินอวี้อันเป็นคนโสดยามได้รับรางวัลก็ขอเปลี่ยนทุกอย่างเป็นเงินมอบให้กับทหารที่ยากจน ส่วนจวนนี้รับจากการชนะศึกพร้อมการแต่งตั้งยศเมื่อหลายปีก่อนจึงไม่สามารถแลกเป็นเงินออกไปแจกจ่ายได้ เรือนหลักเป็นที่พักของท่านพ่อ(คนใหม่)ของนางพัก ส่วนเรือนหลังนี้อยู่ปีกขวาขนาดกว้างกำลังดีห้องของนางอยู่ด้านในสุด ด้านหน้าเป็นห้องโถงมีห้องว่างเล็กๆ อีกหลายห้อง จากที่นางสังเกตสภาพของเรือนที่นางเดินผ่านมา หลังคาดูเหมือนจะมีรั่ว กำแพงร้าวเป็นบางจุดสีที่ทาไว้ซีดจางบางที่ก็หลุดลอกไปแล้ว ช่างเป็นเรือนที่น่าสงสารจริงๆ เจ้าของน่าจะไม่ค่อยใส่ใจนางปลงกับสภาพเรือนเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจออกมาหลังจากนี้จะทำอะไรค่อยว่ากันวันหลังไม่มีสิ่งใดต้องรีบ เช่นที่ท่านแม่บุญธรรม(ธิดาพิษซิ่วอี๋สยา) เคยกล่าวไว้

"เมื่อถึงเวลาเจ้าจะรู้ได้เองว่าจะต้องทำสิ่งใด เช่นข้าใช้พิษ ทำร้ายคนสังหารคนด้วยความเหี้ยมโหดมาตลอดกับใช้ชีวิตร่วมกับหมอเทวดา จริงหรือไม่"

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel