ตอนที่ 3 ถูกลอบฆ่า
เขตรุ่งเรืองฝั่งตะวันออกของเมืองหลวงในแคว้นอู๋ จวนอ๋องสามที่ตั้งอยู่ติดถนนสายหลักของเมืองประตูหลักใหญ่มีสิงโตหินขนาดสูงกว่าห้าฉื่อยืนนิ่งสงบพิทักษ์ประตูทหารประจำจวนยืนแต่งกายครบถ้วนถือทวนเฝ้าประตูอย่างแข็งขัน ในห้องโถงที่แสนโออ่ามือสังหารที่ถูกส่งออกไปทำงานกลับเข้ามารายงานข่าวก้มหน้ามองพื้น เขากำลังรับมือกับอารมณ์ที่เดือดพล่านของผู้เป็นนาย
“พวกเจ้าช่างไร้ประโยชน์คนเป็นร้อยจับคนเพียงสองคนยังปล่อยให้หลุดมือไปได้ครั้งแล้วครั้งเล่า”
“พวกมันไม่รอดกลับมาแน่นอนพะยะค่ะ เจ้าอวี่หลงพาเฉินอวี้อันที่ถูกพิษหนีเข้าไปในเขตหุบเขาสยาอวิ๋น ที่นั่นมีหมอกพิษ กับดักและค่ายกลมากมาย คนที่เข้าไปไม่เคยมีผู้ใดรอดกลับออกมาได้”
“ไม่ต้องพูดมากสั่งการลงไป ข้าต้องการกำจัดพวกมันตายก็ต้องได้เห็นศพ” / “พะยะค่ะ”
การเดินทางออกจากหุบเขาสยาอวิ๋นของทั้งสามคนใช้เวลาเดินทางหลายวันเพราะเด็กสาวไม่รีบเร่ง ม้าของนางก็ไม่รีบเร่งเช่นกัน เฉินอวี้อันและอวี่หลงคนป่วยทั้งสองแม้อยากรีบกลับเมืองหลวงแต่ก็จนใจด้วยสภาพร่างกายอ่อนแอเกินกว่ารีบเร่งได้ กว่าจะเดินออกมาสู่เขตป่าด้านนอกก็เป็นเรื่องที่ลำบากมากแล้วหนทางเต็มไปด้วยอุปสรรคทั้งหนามและเถาวัลย์มากมาย เมื่อออกจากรอยต่อเขตหุบเขาด้านนอกชิงหมิงเยว่เดินออกมาราวกับเดินท่องเที่ยวชมป่าเขาโดยไม่สนใจการถูกจับตามองของศัตรูที่ติดตามมา เฉินอวี้อันและอวี่หลงเองก็ทำเช่นเดียวกับนางคือไม่มีท่าทีสนใจพวกมัน (พวกเขาสัมผัสได้ถึงพวกมันตั้งแต่เริ่มออกจากเขตหุบเขาสยาอวิ๋น) ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดพวกคนเหล่านั้นยังไม่ลงมืออาจจะเป็นเพราะไม่แน่ใจในฝีมือของเด็กสาวที่เพิ่มเข้ามาในกลุ่มของพวกเขา
“สะกดรอยตามไป ส่งคนไปแจ้งนายท่านเตรียมคนของเราไว้ให้พร้อม”
“พวกเจ้าตามข้าไปอย่าให้พวกมันสามคนคลาดสายตาไปได้”
“เหมือนเจ้าเฉินอวี้อันจะแก้พิษของพวกเราได้นะขอรับ”
“ใช่ เด็กสาวนั่นต้องมีฝีมือที่ไม่ธรรมดาแน่ พวกเราตามไปก่อนค่อยหาโอกาสลงมือ”
เดินในป่าด้านนอกหนึ่งวันหนึ่งคืนก็เข้าสู่เขตหมู่บ้านขนาดเล็กที่มีบ้านเรือนตั้งกระจัดกระจายปลูกสร้างแบบง่ายๆ ด้วยไม้และหิน มีชาวบ้านอาศัยอยู่จำนวนไม่มาก คืนนี้กลุ่มของเฉินอวี้อันขอพักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้ อวี่หลงเป็นคนไปติดต่อกับหัวหน้าหมู่บ้าน ทำให้พวกเขาได้พักเรือนร้างที่ไม่มีผู้คนอยู่อาศัยมาสักระยะหนึ่งเป็นเรือนขนาดเล็กมีเพียงสองห้อง สตรีเพียงหนึ่งเดียวได้พักเพียงลำพัง เมื่อเข้าไปที่บ้านทั้งหมดแยกย้ายกันทำความสะอาดห้องที่ตนจะพักหลังทานอาหารมื้อเย็นพวกเขามิได้พูดจาสื่อความใดๆ แต่คาดเดาได้ว่าคืนนี้อาจมิได้นอนดีนัก เฉินอวี้อันสื่อสารทางสายตากับอวี่หลงก่อนจะพักผ่อนเพื่อลดความเหนื่อยล้าในการเดินทางที่ผ่านมาหลายวัน
ยามโฉ่ว ด้านนอกรั้วเรือนจุดที่เงียบสงัดในเงามืดมีกลุ่มคนซุ่มอยู่กำลังรอสัญญาณกว่ายี่สิบคน ทั้งหมดได้รับป้ายคำสั่งสีดำจากหัวหน้าหน่วยของสำนัก ให้สังหารเป้าหมายเป็นชายฉกรรจ์สองคนเด็กสาวหนึ่งคน พวกเขาติดตามกลุ่มคนทั้งสามตั้งแต่ชายป่านอกหุบเขาสยาอวิ๋น กลุ่มแรกเมื่อได้รับสัญญาณเริ่มเคลื่อนเข้าไปประชิดตัวผนังบ้านกลุ่มที่สองและสามเคลื่อนไหวตามเข้าไป กลุ่มแรกเพียงพุ่งเข้าไปในตัวบ้านทั้งหมดทยอยล้มลงไม่มีใครส่งเสียงออกมา
“ลงมือ”
“เกิดอะไรขึ้น เข้าไป”
ในความมืดกลุ่มที่สองเข้ามาก็สะดุดบางสิ่งที่พื้นอาศัยเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาพวกมันเห็นกลุ่มแรกนอนแน่นิ่งจึงเกร็งตัวจ้องมองไปมาในเงามืดมองหาเป้าหมายเห็นเพียงประกายแสงแวบวาบ รู้ตัวอีกทีบนลำคอก็มีของเหลวอุ่นร้อนเหม็นคาวทั้งฝ่ามือที่ลูบไปมีของเหลวไหลเมื่อรู้ตัวก็เอามือพยายามปิดไว้มิให้โลหิตไหลทะลักออกมาก่อนที่จะล้มลงมิได้มีโอกาสส่งเสียงหรือตอบโต้ใดๆ กลุ่มสุดท้ายหยุดอยู่ด้านนอกชั่วขณะพลันมีเงาร่างจากด้านในรั้วพุ่งตรงออกมา จึงต้องรับมือด้วยความระมัดระวัง เสียงอาวุธในมือกระทบกับอาวุธของอีกฝ่าย ลำแขนสั่นสะท้านตามแรงกระแทกที่ได้รับบางคนถูกฟันล้มลง บ้างถูกแทงในจุดตาย สุดท้ายเหลือเพียงสองคนยืนหันหลังชนกัน มันจึงได้เห็นเงาร่างนั้นอย่างชัดเจนเป็นเด็กสาวชุดสีขาวเงินยวงคลุมด้วยเสื้อตัวยาวสีเทาอ่อน ดวงตาฉายแววสะท้อนให้เห็นความมั่นใจในฝีมือ ทั้งสองถอยตามก้าวของอีกฝ่ายที่ก้าวย่างเข้ามา
“เจ้า หรือว่าเจ้า ใครตายก่อนดี”
เสียงเด็กสาวกระชับสั้นยิ่ง พวกมันสองคนต่างมองที่ปลายกระบี่ที่ผ่านการสังหารคนมาหลายคนหากแต่ไม่มีโลหิตติดอยู่เพียงนิดหากแต่ยังคงแวววาวคมกระบี่ส่องประกายยามต้องแสงจันทร์ช่างหน้าหวาดผวายิ่งนัก พวกมันทั้งสองคนเคยแต่ไล่สังหารผู้อื่น วันนี้กลับกลายเป็นยืนนิ่งให้ผู้อื่นสังหาร มันบีบคั้นหัวใจจนไม่สามารถบังคับขาทั้งสองข้างที่ไร้เรี่ยวแรงจะยืน มือที่จัดดาบจับกระบี่ยกขึ้นยังสั่นจนมองเห็นได้ชัด
“ผู้กล้าได้โปรดละเว้น เป้าหมายของพวกเราเป็นเพียงสองคนที่อยู่ด้านในเท่านั้น”
“หึ นักฆ่าจากสำนักใดช่างน่าละอายยิ่งนัก รักตัวกลัวตายยิ่งแค่จะสู้กับเด็กเช่นข้ายังไม่กล้าลงมือจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไร”
“ได้โปรดหยุดก่อนแม่นางชิง อย่าฆ่าพวกเขา”
เป็นเฉินอวี้อันส่งเสียงหยุดยั้งการฆ่าฟันที่กำลังจะสิ้นสุดลง เขาทั้งสองคนยังไม่ทันรู้สึกถึงศัตรูที่เข้ามาประชิดตัวบ้านสักนิด (หากถูกฆ่าตายคงไม่แปลก) ยามเสียงต่อสู้ด้านนอกดังขึ้นจึงรู้สึกตัวรีบร้อนลุกขึ้นออกมาดู น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจึงแฝงความละอายใจอยู่หลายส่วน แต่คนสองคนนี้จำเป็นต้องเก็บเอาไว้ไต่สวนเสียเชิงเป็นทหารในสนามรบมาหลายปีสู้เด็กสาวคนเดียวมิได้
ชิงหมิงเยว่ลดกระบี่เล่มบางในมือลง เป็นการแสดงความยินยอมหากแต่ยังคงยืนนิ่ง เป็นอวี่หลงที่รีบก้าวเข้าไปฟันด้วยสันมือเข้าที่หลังคอคนทั้งสองจนทรุดลงไปนอนนิ่งบนพื้น แล้วรีบหาเชือกในบ้านมามัดคนร้ายทั้งสองที่รอดชีวิตอย่างแน่นหนา นางจึงเดินกลับเข้าห้องไปเงียบๆ
“อวี่หลงเจ้าส่งสัญญาณบอกคนของเราไปแล้วหรือยัง”
“ข้าจัดการทำสัญลักษณ์ให้พวกเขาตั้งแต่ตอนเช้าแล้วขอรับ แต่คาดว่ากว่าคนของเราจะติดตามหาพวกเราเจออาจจะเป็นวันพรุ่งนี้ มือสังหารสองคนนี้จะทำอย่างไรดีขอรับ พวกที่ถูกกำจัดไปลำพังข้าคงไม่สามารถจัดการได้นะขอรับ”
หลังจากลงมือสังหารอย่างเด็ดขาดชิงหมิงเยว่ก็มิได้สนใจที่จะอยู่ต่อนางกลับเข้าห้องนอนหลับ ในเมื่ออีกฝ่ายต้องการเก็บคนไว้เช่นนั้นก็ต้องจัดการเอง ทั้งสองมองไปทางประตูห้องข้างในเด็กสาวผู้นี้มีความลับซ่อนอยู่มากมายเห็นได้ชัดจากการรับมือฝ่ายตรงข้ามรุนแรงรวดเร็วฉับไวสังหารทันทีเมื่อมีโอกาสราวกับการฆ่าฟันไม่ใช่เรื่องร้ายแรงสำหรับนาง นี่มันผิดวิสัยเด็กสาวทั่วไป พวกเขายังไม่รู้ว่านางยังมีความสามารถใดที่อีก ฝีมือนางช่างน่ากลัวเกินไปแล้วโชคดีที่มิได้ยืนอยู่คนละฝ่ายกับนาง ภายในบ้านมีศพอยู่หลายร่างพวกเขาคงมิอาจนอนลงโดยมีซากศพเหล่านี้เป็นเช่นของตกแต่งประดับเรือนได้ จึงต้องลากทั้งหมดออกไปกองไว้ด้านนอกมุมหนึ่งของเรือน ลากสองคนที่มัดไว้ไปพิงกับเสากลางเรือน มัดให้ติดแน่นอีกรอบ
“ท่านแม่ทัพ ข้าจะอยู่เฝ้าเจ้าสองคนนี่เอง ร่างกายท่านจำเป็นต้องพักผ่อนนะขอรับ”
“เช่นนั้นก็ว่าตามเจ้าแล้วกัน”
ยามเฉินแสงแดดส่องเข้าบานหน้าต่างเข้ามาเสียงผู้คนตะโกนอยู่ด้านนอกเรือน ทำให้อวี่หลงสะดุ้งตื่นกระชับกระบี่ที่กอดไว้กับอกทันทีเมื่อคืนเขาเผลอหลับไป นายท่านเปิดประตูก้าวออกมา ประตูอีกห้องก็เปิดออกมาเช่นกันทั้งสามสบตากันแล้วเดินตามกันออกไปหน้าเรือน พวกเขาเองจึงมองเห็นสภาพพื้นดินด้านนอกเวลานี้ไร้ร่างของนักฆ่า ไม่มีร่องรอยใดๆ ความเสียหายใดๆ ทั้งสิ้น อวี่หลงรีบหันหลังวิ่งกลับเข้าไปในเรือนสองคนที่มัดไว้ยังคงอยู่ที่เดิมจึงลอบถอนหายใจเดินย้อนกลับออกมา ด้านนอกรั้วเป็นผู้ใหญ่บ้านยืนอยู่พร้อมกับชาวบ้านสามสี่คน
“พวกท่านเป็นอย่างไรบ้างขอรับ ยังมีสิ่งใดต้องการอีกหรือไม่”
“รบกวนท่านผู้ใหญ่บ้านช่วยจัดเตรียมอาหารเช้าให้พวกข้าสักมื้อ สายๆ พวกข้าจะเดินทางต่อ”
“เมื่ออาหารเสร็จแล้วข้าจะให้คนมาตามพวกท่าน”
หลังมื้อเช้าผ่านไป พวกเขาไม่มีเงินติดตัวชิงหมิงเยว่จึงนำโอสถบางส่วนออกมาให้กับผู้ใหญ่บ้านเป็นของตอบแทน คนสองคนถูกมัดแล้วนำตัวออกมาหลังพ้นหมู่บ้านออกมาทั้งหมดก็พบกับกลุ่มคนที่ดักรออยู่ทุกคนมีกลิ่นอายที่คล้ายคลึงกันยืนนิ่งเป็นระเบียบคนที่คล้ายจะเป็นหัวหน้ากลุ่มก้าวออกมาก่อนที่ทั้งหมดจะโค้งคำนับ
“ท่านแม่ทัพ ในที่สุดพวกข้าก็สามารถตามหาท่านจนพบ พวกเรามาล่าช้านได้โปรดลงโทษด้วย”
“ช่างเถอะๆ พวกเจ้าลุกขึ้นสองคนนี้มอบให้พวกเจ้าจัดการ”
“ท่านแม่ทัพ เด็กน้อยนางนี้คือผู้ใดขอรับ”
อู่สือเฉินถามขึ้นด้วยความสงสัยเหตุใดข้างกายท่านแม่ทัพมีเด็กน้อยแปลกหน้าอยู่ได้ แต่ก่อนที่จะมีเสียงตอบกลับมา เขาเห็นประกายแสงแวบเข้ามาจึงกระโดดหลบทันที
“เฮ้ย! เจ้าๆๆ จะฆ่าข้าหรือไร เป็นเด็กเป็นเล็กเล่นกระบี่กระบองได้อย่างไร”
“หุบปาก คุณหนูชิงได้โปรดละเว้น”
อู่สือเฉินกลืนน้ำลายลงคอ เป็นท่าที่ว่องไวยิ่งหากหลบไม่ทันคอเขาคงมีรอยเลือดปรากฏแน่นอน พลางก้มหน้าลงรับคำตำหนิจากเฉินอวี้อัน หางตาเห็นเพียงชายผ้าของเด็กสาวที่เดินห่างออกไป
“เจ้าระวังไว้ให้ดี นางมิชอบให้ผู้ใดเรียกนางว่าเด็กน้อย และที่สำคัญนางมีฝีมือสูงยิ่งกว่าพวกเราหากพูดมากนางรำคาญเจ้าอาจโดนกระบี่ของนางได้”
“นางน่าจะอายุยังน้อย อย่างน้อยก็น้อยกว่าน้องสาวข้านะ”
“ช่างเถอะๆ ข้าเตือนเจ้าแล้วนะ รีบไปทำงานตามคำสั่งของท่านแม่ทัพเถอะ”
“เจ้าดูแลท่านแม่ทัพให้ดี พวกมันต้องย้อนกลับมาอีกแน่ ข้าไปก่อนละ”
ยามที่ชิงหมิงเยว่เดินกลับมาพวกคนน่าเบื่อเหล่านั้นทั้งหมดกระจายตัวกันหายไปพร้อมคนร้ายเมื่อคืนทั้งสองคนที่ถูกมัด ยามนี้ทั้งสามคนขี่ม้าคนละตัวไม่จำเป็นต้องเดินเท้าแล้วนางไม่เป็นไรแต่สองคนที่นางช่วยมาทำท่าทำทางเหมือนยากลำบาก ช่างเป็นบุรุษที่อ่อนแอเสียจริง
การเดินทางจำต้องหลบเลี่ยงอันตรายจึงไม่ไปในเส้นทางปกติหากแต่ลัดเลาะไปตามป่าเขา ระหว่างทางหากพบสัตว์ป่าก็มีเนื้อกินหากไม่พบก็กินผลไม้ป่า อาหารแห้งประทังหิว สุดท้ายก็จำเป็นต้องเข้าสู่เส้นทางผ่านเมืองอีกเพียงสองวันสองคืนพวกเขาก็จะถึงเมืองหลวงแล้ว
“คืนนี้พักโรงเตี้ยมในเมืองปี้อัน อวี่หลง เจ้าไปจองห้องหาที่ดูสะอาดสะอ้าน ปลอดภัยหน่อย”
สั่งจบก็หันไปหาชิงหมิงเยว่ เตือนเด็กสาวให้ระมัดระวังด้วยความเป็นห่วงแม้ว่าอีกฝ่ายจะมีฝีมือสูงแต่ยังเป็นเด็กสาวอาจเกิดความผิดพลาดขึ้นได้
“สองคืนนี้เป็นโอกาสสุดท้ายที่ศัตรูจะลงมือได้ ลำบากเจ้าแล้ว แต่รอบๆ ข้าให้องครักษ์กระจายกันเฝ้าไว้เช่นกัน”
นางพยักหน้ารับรู้ แล้วจูงม้าเดินไปหาอวี่หลงที่โบกมือเรียกอยู่หน้าโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ มีเซียวเอ้อร์เข้ามารับเชือกผูกม้าจูงไปคอกพักม้า ทั้งสามก้าวเข้าไปภายในมีโต๊ะหลายโต๊ะ มีคนนั่งทานอาหารอยู่หลายโต๊ะ
“ข้าพาพวกท่านทั้งสามขึ้นไปห้องพักนะขอรับ ห้องของพวกท่านอยู่มุดทางเดินเรียงติดกัน เงียบสงบไม่มีแขกกลุ่มอื่นรบกวนแน่นอน”
“อวี่หลงเจ้าพักห้องนี้ ให้ห้องกลางกับนาง ข้าจะพักห้องถัดไป”
ชิงหมิงเยว่ได้ห้องกลางก็ไม่ได้สนใจอะไรผลักประตูเข้าไป นอนห้องไหนก็เหมือนกัน เมื่อห้องสะอาดสะอ้านดีก็ก้าวเข้าไปด้านใดไม่ได้สนใจคนที่เหลือโยนห่อผ้าของตนบนเตียงแล้วเดินไปเกาะบานหน้าต่างชะโงกออกไปดูถนนเบื้องล่างที่มีร้านค้าแผงลอยเล็กๆ ชาวบ้านเดินไปมา เฉินอวี้อันมองเข้าไปก่อนจะหันกลับมาหาเสี่ยวเอ้อร์ที่ยืนรออยู่
“ไม่ทราบต้องการสิ่งใดเพิ่มหรือไม่ขอรับ”
“น้องชายช่วยเตรียมน้ำร้อน และอาหารขึ้นชื่อสักสองสามอย่างส่งให้ทั้งสามห้อง อ้อ ของนายท่านขออาหารที่ไม่เผ็ดมากนักนะ นี่ให้เจ้า”
สั่งเสร็จอวี่หลงส่งเงินอีแปะให้เสี่ยวเอ้อร์ นี่เป็นเงินที่ได้มาจากบนร่างกายของบรรดานักฆ่าในคืนนั้น เด็กสาวเอามายื่นให้ตอนออกจากหมู่บ้านมาแล้วตอนที่ได้รับอวี่หลงก็ถามเด็กสาวไปว่าทำไมไม่มอบให้ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านเป็นค่าที่พักและค่าอาหาร แต่เด็กสาวตอบกับมาง่ายๆ ว่า “ไม่อยากให้” ตอบแบบนี้ก็ได้หรือเขาไม่เคยเจอเด็กสาวที่ตัดสินใจด้วยความรู้สึกง่ายๆ นั่นทำให้อวี่หลงยืนงงไปชั่วขณะ ผ่านไปราวสองเค่อเสี่ยวเอ้อร์ก็เคาะประตูนำอาหารมาส่ง ทั้งสามก็ทานอาหารและพักผ่อนในห้องของตนเอง
กลางดึกหน้าห้องเฉินอวี้อัน มีเสียงรายงานเข้ามาดังเพียงให้คนด้านในได้ยิน หากแต่นางฝึกยุทธ์จึงได้ยินอย่างชัดเจนมีกลุ่มนักฆ่าเข้ามาสองกลุ่ม ถูกองครักษ์และทหารที่ลอบซุ่มอยู่กำจัดเรียบร้อยมีบางส่วนหลบหนีไปได้ ดูท่าคืนนี้คงจบแล้วมิต้องออกแรงสามารถนอนได้อย่างสบายใจ
