บทที่ 8 ขึ้นเตียง
ซูเหยาทอดตามองสามี นางไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะลงเอยกับคนเช่นเขา ที่ผ่านมาแค่คิดว่าจะมาสืบเรื่องการตายของมารดา แต่มิคิดว่าตัวนางจะหลงชอบเขาเอาได้
ใบหน้าคมก้มลงจูบ จากนั้นก็มอบจูบอันแสนหวานล้ำให้แก่นาง สองมือพันเกี่ยวยึดเหนี่ยวร่างสองร่าง มือหนาจับขานางแยกออกแล้วใส่มังกรตัวใหญ่เข้าไปด้านใน
นางถึงกับร้องเสียงหลงกับสิ่งที่เขามอบให้ แต่ก็ไม่คิดจะลดเสียงลงเมื่อมองเห็นเงาคนอยากรู้อยากเห็นด้านนอก ยิ่งอยากได้ยินนางก็จะร้อง ให้ได้ยิน
จนกระทั่งเสียงเนื้อกระทบกันดังขึ้นประสานกับเสียงของนาง คนด้านนอกคงทนไม่ไหวจึงยอมขยับตัวหนี ซูเหยามองคนกระทำที่ยักคิ้ว แสดงว่าเขาก็รู้ว่ามีคนด้านนอก และเขาก็ร้ายกว่านางเสียอีกที่ทำให้นางอยู่ในสภาพเช่นนี้
จือหยวนยกขานางขึ้น จากนั้นก็ขยับเคลื่อนมาทางด้านหลัง เอนตัวลงนอนแล้วจับหน้าอกนางเคล้นคลึงพลางก็ขยับเอว ซูเหยาได้แต่ร้องขับประสานเสียงคำรามด้านหลัง
ด้วยจังหวะที่เร็วแรง และขยับซอยไม่หยุด สุดท้ายแล้วนางก็ต้องหลับตาอย่างหมดแรง ลมหายใจเหนื่อยหอบหันไปรับจูบอันร้อนแรงจากคนด้านหลัง
“เจ้าเหนื่อยแล้ว?”
โดนไปสองสามรอบไม่เหนื่อยก็บ้าไปแล้ว คนถามยิ้มย่องก่อนบอกต่อ “แต่ข้ายังไม่เสร็จ”
หา!! เขาจะเอานางถึงตายใช่ไหม ไม่พูดพร่ำทำเพลงเขาก็เริ่มเปลี่ยนท่าใหม่อีกรอบ คราวนี้เขาก็ได้ใช้กระบวนร้อยท่ากับนาง และนำพาความสุขครั้งนี้ไปจนถึงรุ่งเช้าของอีกวัน
ให้ตายเถอะ ถ้าโดนแบบนี้ทุกคืนนางคงลงจากเตียงไม่ได้แน่ ซูเหยาได้แต่บ่นในใจพลางมองคนข้างกาย ในความคิดของนางเขาเป็นบุรุษ ไม่เอาไหนจริง ๆ และแต่งงานมาเพราะมีจุดประสงค์อย่างอื่น สรุปแล้วสุดท้ายนางก็ลงเอยกับเขา และรู้สึกชอบอีกฝ่ายขึ้นมาจริง ๆ
“พี่หยวน ท่านคิดว่าคนร้ายจะอยู่ในจวนไหม”
เขาพยักหน้าแล้วเสริม “ทุกความเคลื่อนไหวของเราอยู่ในสายตาพวกเขาอยู่ ไม่ว่าจะขยับไปไหนหรือทำอะไร ดู ๆ ไปแล้วคนร้ายจะต้องเป็นคนในจวนแน่”
“ข้าคิดว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องท่านแม่และน้าเผยด้วย แม้การตายทั้งสามคนจะไม่เกี่ยวเนื่องกัน แต่จะต้องมีส่วนเกี่ยวพันกันแน่นอน”
“เจ้าหมายความว่าหากเราตามหาคนร้ายจนพบ ไม่แน่ว่าเราอาจจะรู้เรื่องราวในอดีต”
“ท่านไม่แปลกใจใช่ไหม ตั้งแต่ที่ข้าก้าวเท้าเข้ามาในจวนก็มีเรื่อง ไม่เว้นวัน พี่หยวนเคยคิดสงสัยข้าหรือเปล่า”
จือหยวนดึงนางเข้ามากอด “สำหรับเจ้าแล้ว ข้าไม่เคยสงสัยอะไร”
“แน่ละ เพราะว่าท่านร้ายกว่าข้านี่นา” นางคิดว่าตัวเองฉลาด คิดแต่งเข้ามาในจวนเพื่อสืบเรื่องราว ตอนนี้กลายเป็นว่าเขาเองต่างหาก ที่สร้างเรื่องเพื่อให้ได้แต่งกับนาง และกลายเป็นนางที่ตกหลุมรักเขาไม่รู้ตัว
“พี่หยวน ถ้าเช่นนั้นพวกเราควรเริ่มจากตรงไหนดี”
“ไม่ต้องคิดให้ยุ่งยาก แค่เราทำตัวปกติ คิดว่าอีกไม่นานพวกมันก็คงลงมือแน่นอน”
ซูเหยาก็คิดเช่นนั้น “ถ้าเช่นนั้นตอนนี้เรา”
จือหยวนขึ้นมาคร่อมบนตัวนางแล้ว “เมื่อคืนข้ายังไม่อิ่ม และยังไม่ได้ใช้ตำราที่พร่ำอ่านมาหลายปีเลย” เขาหยิบตำราขึ้นมาแล้วเปิดออกจนถึงหน้าที่ต้องการ
“ถ้างั้น ตอนนี้เรามาลองท่านี้ไหม”
ซูเหยามองท่าที่อยู่ในสมุดตรงหน้า ชายหญิงสลับไปมาจากนั้นก็... “ท่านลองคนเดียวเลย ข้าไม่ทำ”
แก้มแดงระเรื่อขึ้นมา นางผลักสามีออกจากตัว แต่อีกฝ่ายก็กดมือนางเอาไว้ “ไม่เห็นต้องอายสิ่งใดอีก ในเมื่อเมื่อคืนข้าเห็นหมดแล้ว”
นางมองแสงแดดที่ส่องเข้ามา “แต่ตอนนี้เป็นตอนกลางวัน”
“กลางวันก็ยิ่งดี เพราะข้าจะได้เห็นเจ้าชัดขึ้น”
เถียงไปก็เปล่าประโยชน์ เพราะผลสุดท้ายนางก็โดนเขาปอกเปลือกอยู่ดี เขาก้มลงจูบนาง จากนั้นก็นำพานางไปสู่ความสุข
“เอาท่านี้ดีไหม”
“จือหยวน” นางลากเสียงต่ำ
“หรือท่านี้ดี”
“จือออหยวน” รอบนี้ลากยาวกว่าเดิม
เจ้าของชื่อเงยหน้ามองนาง ก่อนจะโยนตำราที่ถืออยู่ลงพื้น “ไม่ต้องเลือกแล้ว พวกเราลองให้หมดทุกท่าแล้วกัน”
“ท่านนี่นะ เหลือเกินจริง ๆ” นางตำหนิเขาได้ไม่นานก็ถูกเขาทำอย่างที่พูดจริง ๆ กว่าจะออกจากห้องได้ก็หมดไปหนึ่งชั่วยาม
ตอนนี้ท้องนางร้องจนไม่รู้จะร้องอย่างไรแล้ว พออาหารยกมานางก็รีบกินเพราะร่างกายต้องการพลังงาน คนข้าง ๆ ก็คีบอาหารให้นางไม่วางมือเช่นกัน
“เจ้ากินเยอะ ๆ คืนนี้จะได้มีแรง” ซูเหยาหันมองค้อนเขา จากนั้นก็คีบเนื้อให้เขา “เจ้าก็อยากให้ข้ามีแรงหรือ”
“เปล่า ให้ท่านกินอิ่ม และนอนหลับเร็ว ๆ”
จือหยวนหัวเราะอย่างอารมณ์ดี หันมาป้อนนางต่อ กว่าจะจบ มื้ออาหารตรงหน้าก็ได้เวลาฝึกอาวุธพอดี
“วันนี้ข้าไปเอง เจ้าไม่ต้องไป”
ซูเหยาหยิบผ้าคลุมขึ้นมาคลุมให้เขา สายตามีคำถามว่าเพราะเหตุใด
“ข้าไม่ชอบให้ภรรยาตนเองถูกบุรุษอื่นจับจ้อง”
“บุรุษอื่นที่ท่านพูดถึงก็คือ น้องชาย หรือก็คืออดีตคู่หมั้นข้า” นางผูกผ้าคลุมให้เขาจนเสร็จแล้วก็เงยหน้า เขาเลยบีบจมูกนางเบา ๆ
“รู้แล้วก็ดี อยู่ที่เรือน ข้าฝึกเสร็จจะกลับมา”
“ให้ข้าอยู่แต่ในห้องก็น่าเบื่อแย่ ให้ข้าเดินเล่นด้านนอกก็ได้”
จือหยวนพยักหน้าแล้วย้ำอีกรอบ “อย่าเดินไปไหนไกล ระวังตัวด้วย”
“ตอนนี้อยู่ในจวนกลายเป็นเรื่องอันตรายแล้ว ท่านไม่ต้องกลัว ข้าไม่ใช่คนโง่เขลาจนเอาตัวรอดไม่ได้เสียหน่อย”
คนฟังพยักหน้าพลางหยิบดาบ มองนางอีกครั้งก่อนจะหอมแก้ม เดินไปได้สองก้าวก็หันมาหอมอีกข้าง ไม่ทันจะหันกลับก็จูบนางที่ปากอีก
“พี่หยวน ท่านไปได้แล้ว” ซูเหยาผลักเขาให้เดินออกจากประตู ก่อนมองสาวใช้ข้างตัวที่ก้มหน้ายิ้มไม่หยุด
“ฟงจิว” เจ้าของชื่อพยายามกลั้นขำ ก่อนเงยหน้ามอง “เจ้าคะ”
“ข้าอยากไปเดินเล่นหลังจวนหน่อย”
ฟงจิวพยักหน้าเข้าใจก่อนจะเตรียมผ้าคลุมและของใช้จำเป็นบางอย่างเพื่อไปยังท้ายจวน สถานที่พึ่งมีคนตายเมื่อสามวันก่อน
ไม่นานก็เดินไปถึง ซูเหยาเลือกจะนั่งชิงช้าใต้ต้นไม้ ให้ฟงจิวไกวเล่นประมาณหนึ่งเค่อเสียงอีกาก็ดังขึ้น นางกำลังนึกถึงอยู่เลย
“เรื่องเมื่อวันก่อนเรียบร้อยดีไหม”
“ดีขอรับนายหญิง หลังจากที่นักพรตพวกนั้นมาทำพิธีไม่นานก็ถูกฮูหยินไล่ไปจนไม่มีใครกล้ารับงานนี้อีกเลย”
มารดานางถ้าไม่จวนตัวก็คงไม่ปรากฏตัว ดูท่าเรื่องนี้คงทำให้ท่านแม่โมโหเหมือนกัน “อีกสองวันข้าจะกลับไปกราบไหว้ทุกคนที่จวน และคิดว่าอาจจะอยู่ที่นั่นหลายวันหน่อย”
ได้แต่งออกมาก็เป็นเรื่องดี แต่การได้กลับไปอีกครั้งย่อมดีกว่านางยังไม่ได้ตอบแทนพวกเขาที่ทำให้นางต้องแต่งกับบุรุษเสเพลเลย งานนี้แม้ว่าจะดีสำหรับนาง แต่ก็ใช่ว่าพวกเขาจะหลุดพ้นจากความผิดที่คิดไม่ดีกับนางเสียหน่อย
เจ้าตงตงส่งเสียงรับอีกครั้งก่อนจะบินกลับไปยังจวนสกุลหวัง ส่วนนางก็หันมองโดยรอบ “ข้าไม่เห็นวิญญาณน้าเผยมาหลายวันแล้วฟงจิว เจ้าว่าเรื่องนี้น่าสงสัยไหม”
“คุณหนูบอกว่าวิญญาณมีสองประเภท และฮูหยินเผยก็เป็นวิญญาณชนิดเดียวกับฮูหยินใหญ่ ก็คงต้องวนเวียนอยู่แต่ในบริเวณจวน แต่ถ้าไม่มี เป็นไปได้ไหมว่า”
“น้าเผยถูกกักวิญญาณ” สองคนพูดพร้อมกัน ยิ่งทำให้นางคิดหนักยิ่งกว่าเดิม
“ดูท่าแล้วคนร้ายที่อยู่เบื้องหลังไม่ธรรมดาแน่” ฟงจิวเห็นด้วย พยายามนึกถึงความเป็นไปได้ของคนร้าย
“หรือจะเป็นฮูหยินเฟยจวิ้น”
ซูเหยาเงยหน้ามองฟงจิวอีกครั้ง “ตอนนี้ทุกคนคือผู้ต้องสงสัย เราไม่อาจปรักปรำใครได้ ที่ทำได้ก็มีแต่รอคอยเท่านั้น”
ฟงจิวทำสีหน้าสงสัย “รอคอยอะไรเจ้าคะ”
มุมปากซูเหยายกขึ้น “คนร้ายอย่างไรเล่า”
“พี่ซูเหยา” เสียงหวานที่ดังขึ้นทำให้นางหันมอง ก็พบว่าเป็นน้องสาวของจือหยวน แม่นางหนิงเพ่ย สตรีหน้าหวานที่เดินมาหานาง
“พี่ซูเหยา ข้าอยากจะออกไปซื้อเสื้อผ้านอกจวน จึงอยากจะมาชวนพี่ไปเป็นเพื่อนหน่อย”
คนถูกสั่งให้อยู่แต่ในจวนหันมองฟงจิว สีหน้าอีกฝ่ายกังวลเช่นกัน
“หรือพี่ไม่สะดวก”
ไม่ใช่เรื่องกลัว นางไม่ใช่คนแบบนั้นแน่ เช่นเดียวกับเรื่องเชื่อฟังสามี
“ไปสิ ข้าว่างพอดี” ไปเดินเล่นสักหน่อยแล้วอ่านใจคนไปพลาง ๆ ก็ใช่ว่าจะมีปัญหาอะไร
แม่นางหนิงเพ่ยที่เดินตามมาด้านหลังกำลังเอ่ยเหยียดคนด้านหน้าอยู่ โดยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายได้ยินคำพูดนั้นทั้งหมด เสียงกระเส่าเมื่อคืนยังติดหูนาง ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ ควรเป็นนางมากกว่าที่อยู่บนเตียง
ซูเหยาเจอคนแอบมองแล้ว ที่จริงแล้วก็เดาได้ไม่ยาก ถ้าพูดตามตรง ตั้งแต่ที่นางก้าวเท้ามาในจวน แม่นางหนิงเพ่ยก็เป็นเจ้าบ้านที่ดี คอยติดตามนางทุกก้าวไม่เคยขาด
หรือว่านางมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของมารดาของพวกนางกันนะ แต่ว่าหากมีส่วนเกี่ยวข้องจริง ๆ ตอนนั้นนางก็อายุแค่สิบขวบ เด็กแค่สิบขวบจะมีปัญญาวางแผนคิดฆ่าคนอย่างนั้นหรือ มองอย่างไรก็ดูไม่มีเหตุผลจริง ๆ
นางเลยปล่อยสตรีขี้อิจฉาด้านหลังนินทาไปจนถึงร้านผ้าชื่อดังของเมืองหลวง ซูเหยามองร้าน “ตงเหลียน” ที่มีสตรีมากหน้าหลายตารวมตัวกันอยู่ด้านในจนแน่น จึงขมวดคิ้วสงสัย
“เขามุงอะไรกัน”
“คงเป็นผ้ามาใหม่จากทิเบต รีบเข้าไปเถอะ ไม่ทันรอบนี้อาจจะ ไม่เหลือผ้าสวยให้เลือกอีก”
ก็แค่เสื้อผ้าทำไมต้องเลือก สตรีที่ไม่สนโลกอย่างนางก้าวเข้าไปในร้านไม่นานก็ต้องปวดหัวกว่าเดิม เมื่อได้ยินเสียงสตรีพวกนั้นนินทา แต่สีหน้ากลับแสร้งยิ้มเอาใจ
นางจึงถอยหลังขยับมายังอีกฝั่งที่โล่งกว่า ปล่อยให้หนิงเพ่ยเข้าไปแย่งเลือกเสื้อผ้าอีกคน ดู ๆ ไปแล้วเหมือนหมูกำลังแย่งอาหารกินกัน
“คุณหนูไม่เข้าไปเลือกด้วยหรือเจ้าคะ” ฟงจิวถามคุณหนูของตน
ซูเหยาหันมองสาวใช้ “เจ้าอยากเป็นหมูด้วยหรือไง”
อะไรคือหมู ความไม่เข้าใจเลยทำให้บ่นในใจไปอีกรอบ ซูเหยาส่ายหน้าแล้วหันมองด้านขวามือ เห็นผ้าสีเขียวอ่อนก็สะดุดตาจึงหยิบขึ้นมาดู
“เจ้าชอบหรือ” เสียงนั้นทำให้นางหันมอง ก่อนจะสงสัยในการมาของเขา
“ท่านมาได้เยี่ยงไร”
เหยียนเฉิงเคอเห็นนางขมวดคิ้ว ไม่ได้ดูดีใจอย่างที่คิด “ไม่ใช่ว่าตอนนี้ท่านกำลังฝึกอาวุธกับท่านพี่อยู่หรือ”
เหยียนเฉิงเคอส่ายหน้า “ในจวนใช่ว่ามีข้าเพียงคนเดียวที่เป็นอาวุธเสียหน่อย วันนี้ไม่เห็นเจ้า ข้าเลยไม่มีแรงจะฝึกซ้อมให้เขา”
เลยตามนางมาถึงด้านนอก ดูแล้วนางไม่เข้าใจความคิดเขาจริง ๆ
“ท่านไม่กลัวข้าแล้ว? ถึงได้มาใกล้ข้าเช่นนี้”
“เหยาเหยา”
ซูเหยาทำสีหน้าไม่พอใจ “ท่านไม่มีสิทธิ์เรียกข้าชื่อนั้นอีกแล้ว โปรดจำเอาไว้ ตอนนี้ข้าคือพี่สะใภ้ท่าน”
คงเพราะคุยกันเสียงดังไปหน่อย ตอนนี้รอบข้างนางถึงได้เงียบลง พอหันไปทางสตรีกลุ่มดังกล่าว ก็พบว่าพวกเขากำลังนินทานางอยู่
‘ได้ยินว่านางประหลาดจนถูกทิ้ง เลยต้องแต่งกับคนไม่เอาไหนอย่างเหยียนจือหยวน’
แต่เรื่องนินทาย่อมเป็นเรื่องปกติของคนอยู่แล้ว แต่มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญน่ะสิ เมื่อนางเห็นหนิงเพ่ยยกยิ้มและคิดในใจว่า
‘แผนลากนางมาประจานด้านนอก ทำให้ชื่อเสียงของนางป่นปี้ ใกล้จะสำเร็จแล้ว’
ดูเหมือนนางจะโดนเล่นงานเข้าแล้ว เมื่อหันกลับมาทางเหยียนเฉิงเคอ ก็เห็นว่าเขาเองดูมีความสุขที่ถูกคนเข้าใจผิด ตอนนี้เขาเหมือนคนเสียสติ และนางเองก็ต้องเอาตัวรอดให้จงได้
“เฉิงเคอ” เสียงนั้นทำให้ทุกคนหันมอง ก็พบว่าเป็นสามีไม่เอาไหนของนางนั่นเอง
อีกฝ่ายยิ้มแย้มเดินเข้ามา แต่ในใจตอนนี้กำลังร้อนเป็นไฟ
“เจ้าเจอนางแล้วใช่ไหม” พูดพลางหันมาทางนาง แล้วโอบเอวแนบชิด ก่อนจะก้มลงหอมแก้มอย่างเปิดเผย
“ข้าหาเจ้าไม่เจอ ไม่ใช่ว่าพวกเรานัดเจอกันที่ร้านอาหารเป่าจู่หรอกหรือ”
ซูเหยาส่ายหน้า “แต่ข้าได้ยินว่าเป็นร้านผ้าตงเหลียน”
“เจ้านี่หนา เรื่องแค่นี้ก็จำสับสนไปได้ ข้าบอกว่าเจอกันที่ร้านอาหารเป่าจู่ก่อน กินอาหารเสร็จค่อยแวะร้านผ้าตงเหลียน”
เหยียนจือหยวนมองคนหน้าด้านที่ยืนนิ่ง
“ต้องขอบใจเฉิงเคอที่หาเจ้าจนพบ ในเมื่อหาพบแล้วเจ้าก็กลับไปทำงานต่อเถอะ ไปสิ” น้ำเสียงตอนท้ายไล่อย่างรำคาญ
เหยียนเฉิงเคอได้แต่มองสองคนที่แทบจะกอดกันกลม มือกำแน่นอย่างไม่พอใจ แต่เขาก็ไม่สนใจ หันมาทางซูเหยา
“เจ้าอยากได้ผ้าผืนนี้ใช่ไหม”
ซูเหยาหันมองผ้าสีเขียวแล้วส่ายหน้า “ข้าแค่เห็นว่าสีมันแสบตาเกินงาม คงมิเหมาะกับข้าสักเท่าไร แม่นางหนิงเพ่ยคงเหมาะกว่า”
นางหันมองสตรีอีกคนที่ออกจากคอกหมู ไม่สิ ออกจากกลุ่มสตรี ที่นินทายังไม่จบ
“พี่หยวน” แต่คนถูกเรียกก็ทำสีหน้านิ่งเงียบกว่าเดิม “กลับไปที่จวน พวกเรามีเรื่องต้องคุยกัน”
“ถ้าเจ้าไม่ชอบก็ไปกันเถิด”
ซูเหยาพยักหน้า ก่อนออกไปจากร้านพร้อมกับเขา พอเห็นรถม้า ที่อยู่ตรงหน้าก็สงสัย
“พวกเราจะไปที่ไหน”
มุมปากเหยียนจือหยวนยกยิ้มอย่างร้ายกาจ จากนั้นก็ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้นางอ่านใจเขาได้เลย อีกฝ่ายก้าวขึ้นรถม้าไปก่อน จากนั้นส่งมือให้นางจับ
“ให้ข้าเป็นคนนำทางเจ้าบ้าง ซูเหยา”
เป็นครั้งแรกหลังจากที่นางตายและฟื้นขึ้นมา เขาทำให้รู้สึกว่า การไม่รู้เรื่องอะไรเลยเป็นสิ่งที่สงบสุขที่สุด มือบางยกขึ้นวางลงบนมือเขา ความอบอุ่นส่งผ่านสื่อถึงกัน มอบความไว้วางใจ และบอกนางว่า ไม่ว่า เรื่องใด ๆ ต่อจากนี้ นางจะมิได้อยู่คนเดียวอีกแล้ว
