บทที่ 7 สืบคดี
จือหยวนจุดโคมไฟส่องไปยังพื้นด้านล่าง ผงสีทองที่พวกเขาแอบใส่ในผ้าผืนดังกล่าว ตอนนี้กำลังเป็นประกายอยู่ตรงพื้นดิน และมุ่งหน้าไปยังเรือนตะวันออกอย่างที่วิญญาณได้บอกนางเอาไว้
คิ้วของจือหยวนก็ยิ่งขมวดเข้าหากัน ใจเขาหวังว่าบิดาของเขาจะไม่มีส่วนรู้เห็นเรื่องนี้ มาถึงตอนนี้หนทางที่ว่ายังเหลืออีกครึ่งทาง
“ท่านคิดว่าใครคือคนร้าย” พวกเขาเหมือนมาเดินชมสวนมากกว่าจะมาจับคนร้าย
“ไปถึงก็ทราบเอง”
“ที่พวกเราทำเหมือนชมสวนยามค่ำคืนนี่ เพราะว่าท่านไม่อยากเห็นคำตอบใช่ไหม”
เรือนที่กำลังจะไปนั้นเป็นเรือนบิดาเขา ไม่แปลกที่จือหยวนจะกลัวว่าคนในครอบครัวเขาจะเป็นคนร้าย “ถึงท่านพ่อและท่านน้ารุ่ยหลินจะมองข้าเหมือนคนไม่เอาไหน แต่พวกเขาก็ไม่ได้เลวร้ายกับข้า”
นางเข้าใจเขาดี เพราะหากเป็นบุรุษบ้านอื่นคงไล่ออกจากจวน ไปนานแล้ว นางหันมองเขาแล้วปลอบ “เรื่องอาจจะไม่ใช่อย่างที่คิดก็เป็นได้”
ที่จริงแล้วพวกเขาไม่ได้เดินกันแค่สองคน แต่ยังมีหนึ่งวิญญาณ ที่ตามติด ครั้นเดินจนถึงใกล้เรือนตะวันออก วิญญาณก็หยุดนิ่งอยู่กับที่ก่อนจะหายไป
ซูเหยาหันมองรอบกาย หรือว่าตรงนี้จะมีสิ่งที่ทำให้วิญญาณผ่านไปไม่ได้ ผีเข้าไม่ได้ แถมบอกไม่ได้ว่าใครทำ นางจะบ้าตาย แต่ในเมื่อมั่นใจแล้วว่าแผนตัวเองได้ผล ฉะนั้นก็ไม่ต้องกลัวสิ่งใดแล้ว
เมื่อไปถึงเรือนตะวันออก ก็พบว่าทุกอย่างเงียบสงบ จือหยวนใช้โคมไฟส่องทางจนกระทั่งแสงสีทองมาหยุดอยู่หน้าประตูจวนห้องหนึ่ง
คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน “ห้องของฮูหยินใหญ่”
คราวนี้คือปัญหาใหญ่ยิ่งกว่าเดิมอีก ตอนที่พวกเขากำลังลังเลว่าจะเข้าไปดีหรือเปล่า เสียงด้านหลังก็ดังขึ้น
“พวกเจ้ามาทำอะไรกัน”
เจ้าของเสียงนั้นคือบิดาของเขา จือหยวนหันมองแล้วคำนับ
“ลูกอยากจะมาคารวะท่านแม่ใหญ่ ช่วงนี้ไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไร”
คนเป็นพ่อมองบุตรชาย “หากเจ้ารู้จักอยู่เรือนก็ได้คุยทุกวันแล้ว”
เขาประชดประชันพอทำให้บุตรชายแสบ ๆ คัน ๆ ก่อนจะเดินตามบิดาเข้าไปด้านใน เมื่อประตูเปิดออกก็พบว่าฮูหยินใหญ่กำลังเอนนอนอยู่โดยมีแม่นมหลิงคอยบีบนวดให้
เมื่อเห็นว่าเป็นแม่ทัพเหยียน นางก็รีบลุกจากนั้นก็ให้เขานั่งตรงที่นั่งประมุขของเรือนแทน ส่วนคนที่เหลือก็นั่งลงตาม ซูเหยาหันมองรอบกาย มาถึงตอนนี้รอยสีทองที่ว่าหายไปแล้ว ยิ่งทำให้พวกเขาจับทางไม่ถูก
สิ่งที่นางรู้สึกแปลกก็คือ ทำไมพวกเขาจึงไม่คิดอะไรในสมองเลยยกเว้นบิดาของเขาเท่านั้น ที่แสดงออกว่าไม่ค่อยพอใจบุตรชายที่ไม่เอาไหน และกำลังคิดหาวิธีให้เขาเป็นผู้เป็นคนขึ้นมา
“เรื่องนี้ต้องยกความดีให้ซูเหยา เพราะตั้งแต่มีนาง ลูกก็รู้สึกไม่อยากไปไหนเลย”
คนถูกชมเหล่ตามองคนโกหก หากไม่เพราะเรื่องศพที่พบ เขาก็คงไม่อยู่เป็นเพื่อนนาง
‘เจ้าไม่ต้องทำหน้าตาซาบซึ้งถึงเพียงนี้ก็ได้’
เหมือนเขาจะรู้ว่านางกำลังอ่านใจเขาอยู่ อีกฝ่ายถึงได้ประจบประแจงนางในตอนนี้ ซูเหยาไม่ได้ตอบกลับ แต่พยายามสังเกตรอบด้าน แม่นมหลิง ก็ทำตัวเป็นปกติ เจ้าของเรือนก็เช่นกัน แต่ทำไมนางกลับสงสัยพวกเขา สองคน
“อยู่กินข้าวกันก่อนไหมเจ้าคะ พวกเราไม่ได้กินข้าวพร้อมหน้ากันนานแล้ว ตั้งแต่จือหยวนแต่งนางมาก็ไม่เคยร่วมโต๊ะกันสักครั้ง”
แน่ละ พวกเขากลัวนางจึงไม่อยากร่วมโต๊ะด้วย แต่ในเมื่อวันนี้ อยากร่วมโต๊ะนางก็ไม่มีปัญหา จังหวะที่แม่นมหลิงลุกขึ้นนั้นพวกเขาก็เห็นผงสีทองที่ตกลงพื้น
จือหยวนหันสบตากับนางทันที “แม่นมหลิง”
เจ้าของชื่อยืนนิ่งตัวแข็งทันที “คุณชายใหญ่มีอะไรให้บ่าวรับใช้หรือเจ้าคะ”
จือหยวนเดินไปหาแม่นมหลิง ฮูหยินใหญ่ก็พูดขึ้น
“เจ้าจะเอาอะไรก็สั่งนาง ขืนชักช้าจะเลยเวลาอาหารไปอีก”
เขาไม่ได้ทำตามคำสั่ง แต่เดินไปหาแม่นมหลิง ก่อนจะพูดขึ้น “ข้าขอดูมือแม่นมหน่อย”
แม่นมหลิงพูดติด ๆ ขัด ๆ “มือบ่าวไม่มีอะไรหรอกเจ้าค่ะ บ่าวขอไปเตรียมอาหารก่อน”
จือหยวนคว้ามืออีกฝ่ายขึ้นมาแล้วหยิบเทียนไขที่อยู่ใกล้ส่อง ก็พบแสงประกายที่ว่า ทำให้อีกฝ่ายตกใจแล้วรีบดึงมือกลับ
“เจ้าคือคนที่ฆ่าศพนั้นใช่ไหม”
คำของจือหยวนทำให้ทุกคนตกใจ แม่นมหลิงก็รีบก้มลงคำนับอย่างลนลาน ฮูหยินรุ่ยหลินจึงลุกขึ้น “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับแม่นมหลิง แม่เป็นคนสั่งนางทำเอง”
“ท่านแม่เป็นคนฆ่านาง?” จือหยวนไม่อยากเชื่อสายตา มองสตรีตรงหน้าที่เปรียบเหมือนมารดาอีกคน
“แม่ไม่ได้ฆ่านาง แต่ว่าก่อนที่นางจะตาย นางมาพบแม่ และแม่ ก็มอบกำไลหยกให้นาง” ฮูหยินรุ่ยหลินหันมองไปทางสามีที่กำลังรอนางอธิบาย
“แม่คิดว่าหากทางการได้มันไป แม่อาจจะโดนกล่าวหาว่าเป็นคนร้ายทั้งที่แม่ไม่ได้ฆ่านาง จือหยวน เจ้าต้องเชื่อแม่นะ บ่าวในเรือนเป็นพยานให้แม่ได้ ตอนที่นางเดินออกไปจากเรือนนางยังสบายดีอยู่เลย”
จือหยวนมองซูเหยา นางพยักหน้าให้เขาว่าสิ่งที่ฮูหยินรุ่ยหลินคิดและพูดเป็นเรื่องจริง ตอนนี้เลยกลายเป็นว่ามีคนเข้ามาเกี่ยวข้องอีกหนึ่ง
หากฮูหยินรุ่ยหลินไม่ใช่ฆาตกร แล้วใครกันที่เป็นคนฆ่าสาวใช้นางนั้น ซูเหยายังไม่ตัดใจจากผู้ต้องสงสัยคนที่หนึ่ง แต่ก็ไม่มีหลักฐานพอที่จะบอกว่าอีกฝ่ายเป็นคนทำ
ตอนนี้พวกเขาจึงทำได้เพียงแค่ถอยหลังกลับไปยังจุดเดิม นั่งมองหน้ากันอีกรอบ “ถ้าฮูหยินไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตาย แล้วใครกันที่เป็นคนร้าย”
จือหยวนส่ายหน้า “คงต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวไปก่อน ตอนนี้ก็ดึกแล้ว พวกเราควรจะรีบนอนได้แล้ว”
นางมองสายตาของเขาแล้ว ท่าทางคงไม่ได้ชวนนอนอย่างเดียวแน่ เขาแกล้งจับมือนางจูงไปยังเตียงนอน ไม่ทันที่จะได้กินเมีย ประตูก็เปิดออกพร้อมกับคนร้ายชุดดำ!!
ซูเหยาตกใจกลัวสุดขีด เมื่อเห็นดาบที่พุ่งตรงมาที่นางและเขายังไม่ทันจะอ้าปากร้องให้คนช่วย นางก็เห็นสามีลุกขึ้น แล้วคว้าดาบจากไหนไม่ทราบมาถือไว้ในมือ
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังใช้ดาบฆ่าคนร้ายได้อย่างเลือดเย็น อาการที่บอกว่าใช้ไม่เป็น หรือว่าไม่เคยใช้ หรือว่าดูเหมือนเด็กน้อยฝึกหัดเรียนดาบยามเช้าหายไปสิ้น ตอนนี้แววตาเขากลายเป็นบุรุษที่พร้อมจะตัดคอพวกมันโดยไม่ลังเล
สุดท้ายแล้วคนร้ายก็หนีไปได้ส่วนหนึ่ง และตายครึ่งหนึ่ง นางที่เป็นผู้ชมมานานก็เงยหน้ามองสามี “ท่านเป็นใครกันแน่พี่หยวน”
จือหยวนไม่ทันอธิบายก็มีคนเข้ามาแล้ว จึงจำต้องแจ้งทางการกว่าจะสอบสวนเสร็จหมดไปหนึ่งคืน ก่อนที่ทุกอย่างจะสงบลง นางและเขามองหน้ากันจากนั้นก็...
“สรุปท่านทำงานอะไรกันแน่” นางเริ่มเชื่อแล้วว่าเขาไม่ได้เสเพล หรือเป็นอย่างที่เห็น
คนที่ปิดไม่มิดหันมองรอบด้านอีกครั้ง เมื่อแน่ใจแล้วว่าไร้ผู้คน เขาจึงบอกความจริง “เจ้ารู้จักหน่วยพิทักษ์มังกรไหม”
หน่วยพิทักษ์มังกรที่เขาพูดถึงก็คือหน่วยที่ทำงานให้ฝ่าบาท อย่างลับ ๆ โดยไม่เปิดเผยตัวตน และไม่เคยมีใครเคยเห็นหน้าพวกเขามาก่อน
“ท่านคือคนในหน่วยพิทักษ์มังกรหรือ”
จือหยวนพยักหน้า ทำให้ซูเหยาคิดว่าตัวเองก็เหมือนคนโง่คนหนึ่ง ที่ผ่านมานางคิดว่าเก่งกว่า อ่านความคิดคนอื่นได้ ตอนนี้กลายเป็นว่าเขาเก่งกว่านางอีกที่ปิดบังนางได้สนิท
“ไหน ๆ เจ้าก็รู้แล้ว ข้าจะบอกว่างานแต่งงานของเราข้าไม่ได้อยาก จะมาสาย แต่เพราะติดภารกิจลับอยู่จึงไม่อาจมาได้ ข้าอยากแต่งงานกับเจ้าจริง ๆ นะ”
ซูเหยามองเขาอีกครั้ง นางจะเชื่อคนตรงหน้าได้เท่าไรเชียว คำพูดที่เขาพูดออกมาทำให้นางเริ่มจะสับสน
“ข้าชอบเจ้านะซูเหยา ไม่ได้รังเกียจที่แต่งกับเจ้าเลย”
หัวใจนางสั่นไหวยามที่ได้ยินเสียงเขาบอกว่าชอบ แต่กระนั้นนาง ก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี “ท่านมาบอกความลับกับข้าเช่นนี้ ไม่กลัวว่าข้าจะไปบอกคนอื่นหรือ ว่าท่านไม่ได้เสเพลเมาสุรานารี หรือเล่นการพนันอย่างที่เห็น แต่เป็นคนมีความสามารถคนหนึ่ง”
“หากเจ้าจะบอกคนอื่นข้าก็ห้ามไม่ได้ เพียงแต่ผลของเรื่องนี้ข้าอาจจะไม่มีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีก”
บอกตัวตนก็เท่ากับตาย ซูเหยามองเขาที่ถูกคนอื่นดูถูกด่าทอมาหลายปี แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขาเก่งกว่าคนที่อยู่ในที่แจ้งด้วยซ้ำ
“ท่านก็เลยยอมให้คนอื่นดูถูก”
“คนเราเก่งไม่จำเป็นต้องบอกใคร”
“อีกสองเดือนท่านก็ต้องสอบเข้าทหารแล้ว ท่านคิดว่าจะยอมแพ้ตั้งแต่ด่านแรก หรือว่าจะชนะแล้วไปยืนอยู่จุดสูงสุดให้บิดาท่านพอใจ”
จือหยวนมองลึกลงไปในดวงตานาง “ข้า...” เขาตอบไม่ได้
“เอาเถอะ เรื่องนี้ยังอีกนาน ค่อย ๆ คิดไปว่าจะทำยังไงดี แต่ตอนนี้ข้าขอถามอะไรบางอย่าง ท่านกลัวผีจริงไหม แล้วที่ฉี่รดวันนั้นคือ”
จือหยวนยิ้มตอบ แล้วพยักหน้า “ตอนนั้นข้ากลัวจริง ๆ ปกติแล้วข้ารับรู้ได้ว่ามารดาอยู่ข้างกายเสมอ แต่วันนั้นนางมาในสภาพเช่นนั้น ข้าเอง ก็กลัวจนกระทั่ง...”
ซูเหยาส่ายหน้า “เพราะวิญญาณอยู่แต่ในจวนก็เลยมองเห็นแค่ ฉากหน้าที่ท่านแสดงให้คนอื่นเห็น ท่านร้ายกาจไปแล้ว แม้แต่วิญญาณก็ยังหลอกได้”
“ข้าจะคิดว่านั่นคือคำชม”
ซูเหยารู้สึกหมั่นไส้ชอบกล จะพูดประชดอีกก็นึกขึ้นได้
“ข้าไม่เห็นวิญญาณน้าเผยปรากฏตัวตั้งแต่เจอศพแล้ว ท่านว่าแปลกไปไหม”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น” จือหยวนเอนพิงบนเตียง ยกมือขึ้นโอบไหล่นาง จากนั้นก็ขยับตัวเองไปหานางทีละนิด
“ท่านว่า...” ซูเหยาหันมองเขาก็พบว่าใบหน้านางแนบชิดเขาจนจมูกแทบจะชนกันแล้ว “ท่านหนาว?”
ฤดูนี้ก็เป็นฤดูร้อน เขาแนบชิดนางเช่นนี้จะเรียกว่าอะไร จือหยวนส่ายหน้า “ที่จริงแล้วข้าร้อน พวกเราไปอาบน้ำในอ่างดีไหม”
นางนิ่งมองเขา นั่นก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกประหม่า หรือว่าตัวเองรุกมากเกินไป ส่วนนางนั้นก็ได้ยินเสียงหัวใจเขาเต้นดังชัดเจน
นางแต่งงานแล้วใช่ไหม ก็ต้องตอบว่าใช่ กราบไหว้ฟ้าดินกันแล้ว ก็เท่ากับเป็นสามีภรรยากัน เขาหาใช่บุรุษเสเพลอย่างที่นางคิด มากรัก มากสตรีไหมก็ไม่ใช่ แล้วนางจะรังเกียจเขาทำไม
ซูเหยาลุกขึ้น จือหยวนจึงลุกขึ้นตาม กำลังจะบอกว่าตัวเองออกไปรอข้างนอกก่อน สตรีที่อยู่ตรงหน้าเขาก็พูด “ไหนท่านบอกว่าจะอาบน้ำ จะช้าอยู่ไย ทำไมไม่มาอาบน้ำกัน”
คนที่กำลังจะไปนิ่งงันอยู่กับที่ แม้จะรู้ว่านางไม่ได้ชอบเขาแต่แรก แต่นี่ก็เท่ากับเป็นสัญญาณที่ดี “ข้าได้ยินไม่ผิดใช่ไหม”
“หากท่านลังเลอีก ข้าจะให้ท่านรอไปอีกสามปี”
พูดแบบนี้เขาจะรออะไรอีก ดังนั้นแล้วตอนนี้บุรุษที่พูดก็รีบเดินเข้าไปหลังฉาก มองสตรีตรงหน้าที่เริ่มปลดเสื้อผ้า จึงรีบก้าวเข้าไปถอดให้เสียเอง
ซูเหยาตอนนี้กำลังประหม่า ไม่คิดว่าจะลงเอยกับเขาเช่นนี้ พอเห็นเขาถอดเสื้อผ้าออก นางก็หันไปช่วยเช่นกัน ตอนนี้นางเหลือแค่เสื้อเอี๊ยมตัวบาง ส่วนเขาก็เหลือเพียงกางเกงท่อนล่าง
นางมองแผ่นอกที่มีรอยแผลจากการต่อสู้ปรากฏอยู่ “ท่านเข้าร่วมหน่วยมากี่ปีแล้ว”
“ตั้งแต่ที่เกิดเรื่องนั้นกับเจ้า ข้าก็คิดว่าตัวเองไร้ประโยชน์จึงอยากจะทำตัวเป็นประโยชน์ และไถ่โทษให้แก่เจ้า”
ซูเหยาเงยหน้ามองเขา นางที่คิดแต่ว่าเขาเกลียดนางจึงทำไม่ดีกับนางมาตลอด มาถึงตอนนี้กลายเป็นว่าทุกการกระทำของเขาล้วนทำเพื่อนาง
“บอกข้ามาว่าท่านไม่มีส่วนรู้เห็นเรื่องที่ข้าถูกถอนหมั้น”
จือหยวนส่ายหน้า “สิ่งใดที่ทำให้เจ้าเสียใจ ข้าล้วนไม่ทำ”
เขาจะดีกับนางมากไปแล้ว ซูเหยารู้สึกผิด “ท่านจึงยอมเป็นคน ในเงามืดที่คอยมองข้าเท่านั้น”
มืออุ่นจับมือนางเอาไว้ “ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เจ้ารู้ไหมว่าข้าดีใจแค่ไหนตอนที่รู้ว่าเจ้าสาวเป็นเจ้า”
“แน่ละสิ จะมีสตรีจวนไหนกล้าแต่งกับท่าน ชื่อเสียงของท่าน ออกจะดีขนาดนั้น”
“เพราะว่าพวกเราล้วนเป็นสตรีบ้าและบุรุษไร้ความสามารถจึงได้แต่งงานกัน และข้ารู้สึกโชคดีกับชื่อเสียงนี้มาก”
เขายกมือนางขึ้นจูบบนฝ่ามือ อีกมือจับผมนางที่ลุ่ยลงมาเกี่ยวที่ใบหู ก่อนก้มลงกระซิบข้างหูนาง
“ได้รักเจ้า ได้มีเจ้าอยู่ข้างกาย ข้าถือว่าสิ่งนี้ก็มีค่ามากที่สุดในชีวิตแล้ว”
หัวใจนางกำลังสั่นไหวยามเมื่อสบตาเขา ก่อนรับกับจูบอันแสนหวานจากบุรุษที่เป็นสามี ความอบอุ่นอ่อนโยนที่เขามอบให้แทบจะหลอม ละลายนาง เขาประคองนางไปยังอ่างน้ำ “พวกเราควรไปที่เตียงนอนไหม”
มุมปากจือหยวนยกขึ้น เขาก็ก้มลงใช้หน้าผากแตะหน้าผากนาง “เข้าหอไม่จำเป็นต้องขึ้นเตียงเสมอไป อีกอย่าง วันก่อนเรายังทำไม่จบเลย”
วันก่อนก็แค่แกล้งแสดง เขาจะมาต่ออะไรอีก นางบ่นไปก็เท่านั้นเพราะเขากำลังถอดเอี๊ยมนางออก เผยให้เห็นซาลาเปาลูกโต ซูเหยารีบใช้มือปิดมันเอาไว้
เขาจับมือนางออก “ไม่จำเป็นต้องอาย ข้ากับเจ้าต่อจากนี้ล้วนเป็นคนคนเดียวกันแล้ว เจ้าคือข้า ข้าคือเจ้า”
“ท่านคือข้า ข้าคือท่าน”
ซูเหยายกมือลงจากหน้าอกเผยให้เห็นสิ่งที่สวยงาม ส่วนเขาเอง ก็ถอดกางเกงออกเผยให้เห็นอาวุธของเขาเช่นกัน บุรุษตรงหน้าดึงนางเข้ากอดจากนั้นก็เริ่มบรรเลงเพลงรัก ครั้งนี้ไม่ใช่การแสดง แต่เป็นเรื่องจริง
ครั้งก่อนนางไม่ยอม ทุบตีเขาไปหลายครั้ง ครั้งนี้เขาจึงเอาใจนางมากกว่าครั้งก่อน ตอนนี้พวกเขากลายเป็นหนึ่งเดียวกัน จือหยวนอุ้มนางตัวลอย จากนั้นก็วางนางลงอ่าง เขาที่ลงตามหลังมาก็ดึงนางเข้ามานั่งบนตัก แล้วโน้มใบหน้านางลงมาจูบ มือก็ลูบไล้ไปยังหน้าอก บีบคลึงจนนางทน ไม่ไหว ต้องร้องออกมา
เสียงร้องหวานทำให้เขาพอใจ ค่อยเลื่อนมือลงต่ำลงไปจนกระทั่งถึงกลางดวงใจของนาง “อย่า”
“มันไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นเรื่องที่มนุษย์เช่นเราควรทำ เจ้าทำตัวให้สบายก็พอ”
ให้นางทำตัวสบายได้เช่นไร ตอนนี้นางเหมือนใกล้จะหมดลมหายใจ เมื่อนิ้วเขาค่อย ๆ คืบคลานเข้าไปแล้วขยับไปมา
“พี่หยวน” เสียงหวานของนางทำให้เขาพอใจจากนั้นก็เร่งมือยิ่งกว่าเดิมจนนางถึงฝั่ง เสียงทุ้มนั้นกระซิบข้างหูนาง
“ไปบนเตียงดีกว่าไหม” นางเห็นด้วยอย่างยิ่ง ก่อนที่เขาจะอุ้มนางพาไปที่เตียง
