บทที่ 6 ข้าจะรีบไปแต่งงาน
ที่ชายป่า หน่วยลับของฮ่องเต้ กำลังยกดาบต่อสู้คนที่คิดปองร้าย ฝ่าบาท แต่เพราะจำนวนคนที่มากกว่า และฝีมือที่สูสีกัน ทำให้การสู้รบยืดเยื้อไปนานกว่าที่เขาคิดไว้
จือหยวนยกดาบฟันคนร้ายที่อยู่ตรงหน้า เขามองฟ้าอย่างกังวล ตอนนี้ได้ฤกษ์แต่งงานแล้ว แต่เจ้าบ่าวยังอยู่ตรงนี้ จึงยิ่งเร่งมือมากขึ้นจนทำให้คนร่วมหน่วยหันมองเขา
“เจ้าจะรีบไปไหน”
สองมือรับดาบที่พุ่งลงมา “ข้าจะไปแต่งงาน”
สหายหันมอง “ได้ยินมาว่าสตรีที่เจ้าจะแต่งด้วยเป็นสตรีบ้า”พูดพลางรับมือคนร้ายอีกคน
“คนอื่นคิดว่านางบ้า แต่สำหรับข้า ข้าเชื่อว่านางไม่ได้บ้า”
สหายหันมองอีกครั้ง ที่ผ่านมาพวกเขาทำงานให้ฮ่องเต้อย่างลับ ๆ ไม่อาจเปิดเผยตัวตนได้ ต้องแสดงตนเป็นบุรุษเสเพล มัวเมาสตรีและการพนัน ชื่อเสียงไม่ต้องพูดถึง ไม่มีสตรีเรือนไหนกล้าแต่งงานกับพวกเขา
เขามองศพตรงหน้า กำลังคิดว่าจะเข้าพิธีทันแล้ว แต่ที่ไหนได้พวกคนร้ายก็ส่งคนมาเพิ่มอีก จือหยวนถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ก่อนยกดาบขึ้นจัดการพวกมันต่อ
จนกระทั่งรุ่งเช้าวันถัดมา ตอนที่เขากลับมาหอนางโลมเพื่อผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอีกครั้ง ก็พบกับปิ่นหยกของมารดาพร้อมกับจดหมายขู่จากว่าที่ภรรยา มุมปากของเขายกขึ้น ไม่ว่ากี่ปีนางก็ร้ายไม่เปลี่ยนจริง ๆ
ฟงจิวเปิดประตูเพื่อนำน้ำล้างหน้ามาให้คุณหนูในยามเช้า แต่แล้วนางก็ต้องถืออ่างน้ำค้างไว้ เมื่อเห็นสองคนนอนก่ายกอดอยู่บนเตียงด้วยกัน
นางมองอะไรผิดไปหรือเปล่า แต่พอกะพริบตาสองครั้งแล้วก็ยังเห็นภาพเดิม จึงจรดฝีเท้าเบากริบเดินออกไป เมื่อประตูปิดลงก็เจอกับแขกที่แวะมาที่เรือนแต่เช้า
“คุณชายเฉิงเคอ”
“พี่ข้าตื่นหรือยัง”
ฟงจิวเงยหน้ามองคนถามแล้วหันมองประตูอีกครั้ง “ยังไม่ตื่นเจ้าค่ะ ทั้งคุณหนูและคุณชายยังนอนหลับบนเตียงอยู่เลยเจ้าค่ะ”
คนฟังไม่พอใจ “ทางการมาแจ้งเรื่องผลชันสูตรแล้ว ตอนนี้ทุกคนไปรวมตัวอยู่ที่ห้องโถงกันหมด”
ประตูเปิดออกพร้อมกับเจ้าของห้องที่ชุดนอนไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไร จือหยวนมองน้องชายตน “ขอเวลาสักครู่แล้วข้าจะตามไป”
เขาบอกแค่นั้นก็ปิดประตู ก่อนที่คนด้านนอกจะได้ยินเสียงสนทนาดังออกมา
“น้องหญิง เจ้ารีบลุกขึ้นเถอะ หรือถ้าลุกไม่ไหวข้าจะอุ้มเจ้าไป อาบน้ำดีไหม หรือว่าจะอาบพร้อมกันก็ดี”
คนที่พึ่งลืมตามองแววตากวน ๆ ตรงหน้าแล้วอยากยกมือตีสักรอบสองรอบ แต่เพราะได้ยินด้านนอกพูดแล้ว นางจึงไม่มีเวลาเล่นกับเขา
ซูเหยาลุกจากที่นอน แล้วเดินไปอาบน้ำอย่างรวดเร็ว ก่อนจะออกไปรอเขาที่ด้านนอก รอคอยไม่นานพวกเขาก็พร้อมที่จะไปยังห้องโถงของตระกูล
เมื่อไปถึงก็พบว่าตอนนี้ทุกคนมากันพร้อมหน้าแล้ว ซูเหยากวาดสายตามองไปโดยรอบก่อนจะเห็นเก้าอี้ของตัวเอง
แม่ทัพเหยียนเห็นว่ามากันครบแล้ว จึงสั่งให้คนของทางการแจ้งผลการชันสูตร หัวหน้าของทางการหยิบกระดาษขึ้นมา
“ผลการชันสูตรศพพบว่า ผู้ตายถูกทำร้ายด้วยของแข็ง สภาพศพถูกลากมาจากที่อื่น และดูเหมือนตอนที่นางถูกโยนในหลุมนั้น นางจะยัง ไม่ตาย”
ตอนที่นางแต่งเข้ามาเมื่อสี่วันก่อน ตอนที่นางมากวาดลานตรงนั้น ก็ยังไม่พบสิ่งผิดปกติ แสดงว่าศพน่าจะถูกโยนลงไปในบ่อวันที่พวกนางเล่นหลอกผีกัน ซึ่งตอนนั้นเป็นเวลายามไฮ่[ เวลา 21.00-22.59 น.]แล้ว แต่ก็ยังไม่พบความผิดปกติ
แสดงว่าคนร้ายลากศพมาซ่อนหลังจากเวลานั้นแน่นอน ตอนนั้นจวนเงียบสงบไม่มีสิ่งใดผิดปกติ แม้แต่เสียงร้องก็ไม่มี
“และเพื่อให้การสอบสวนคืบหน้า ข้าขอสอบปากคำทุกคนที่อยู่ในจวน”
ทุกคนตกใจ แต่ก็ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ ซูเหยากวาดสายตามองโดยรอบ ก่อนจะพบว่ามีบางคนหายไป “อนุเฟยจวิ้นไปไหนเจ้าคะ” เป็นนางที่ถามก่อนใคร ทำให้ทุกคนหันมองตำแหน่งที่นั่งประจำของนาง
เป็นอนุเหมยฉิงที่ตอบนาง “ไม่ค่อยสบายตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ตอนนี้นอนพักอยู่ที่เรือน ข้าพึ่งไปดูมา เห็นว่าตัวร้อนไข้สูง”
ตัวร้อนไข้สูงจริงหรือกลัวถูกสอบสวนกันแน่ นางเก็บอนุเฟยจวิ้นไว้เป็นผู้ต้องสงสัยอีกหนึ่งคนก่อน จากนั้นก็มองคนที่ถูกเรียกไปสอบในห้องหนึ่ง วนเวียนไปจนเหลือแต่เจ้านายของเรือน
คนที่นั่งรอไม่ได้อย่างนางจึงยกแขนขึ้นมาแล้วหลับตา จือหยวนหันมองนางจึงหยิบพัดขึ้นมาพัดให้นางเช่นกัน ดู ๆ ไปแล้วพวกเขาสองคน จะทำตัวปกติที่สุด
จนกระทั่งเสียงคนด้านในเรียกชื่อนาง ซูเหยาจึงลืมตาขึ้นแล้วเดินเข้าไปด้านใน เมื่อเปิดประตูเข้าไปนางก็พบว่าวิญญาณที่ตายยืนอยู่หลังคนของทางการ
นางนั่งลงแล้วตอบคำถามคนสอบสวนทีละข้อ
“วันเกิดเหตุตั้งแต่รุ่งเช้าจนถึงตอนเจอศพ คุณหนูอยู่ที่ใด”
ซูเหยามองคนถาม “ท่านถามผิดแล้ว ท่านต้องถามว่าตั้งแต่ยามจื่อ จนถึงตอนเจอศพ ข้าอยู่ที่ใด”
ดวงตาของคนสอบสวนมีความสงสัย “เหตุใดคุณหนูถึงแน่ใจว่าศพถูกลากมายามนั้น”
“นั่นก็เพราะว่ายามไฮ่ข้าและสามีอยู่บริเวณที่เจอศพพอดี แต่ก็ ไม่พบสิ่งผิดปกติอะไร จึงคิดว่าคนร้ายอาจจะลากศพมาทิ้งหลังจากเวลานั้น”
คนสอบสวนเขียนบันทึกที่นางให้การ ส่วนซูเหยาก็มองวิญญาณ ที่ตาย ดวงจิตของนางและน้าเผยเหมือนกัน จิตวิญญาณที่เต็มไปด้วยความแค้น จึงทำให้พวกเขาสามารถเคลื่อนย้ายตัวได้ ต่างจากมารดาของตน ที่จดจำเรื่องในอดีตไม่ได้
“คุณหนูพอจะสงสัยใครไหม”
ซูเหยามองคนถาม ก่อนมองเลยไปด้านหลัง ทำให้คนสอบสวน หันตาม แต่เมื่อมองแล้วก็พบแต่ความว่างเปล่า
“ไม่ทราบเจ้าค่ะ”
ตอนนี้วิญญาณที่ตายไม่มีพลังงานพอจะปรากฏตัวหรือว่าแสดงอิทธิฤทธิ์เคลื่อนย้ายสิ่งใดได้ ทำให้นางไม่อาจตอบได้ว่าใครคือคนร้าย และนางตายได้เช่นไร เหตุใดถึงโดนฆ่า แล้วทำไมถึงเอาศพมาโยนที่จวนสกุล เหยียน ถ้าหากว่าคนร้ายอยู่ในจวน ดู ๆ ไปแล้วก็ไม่สมเหตุสมผลเท่าไร
“แล้วช่วงเวลานั้นคุณหนูอยู่กับใคร”
“จะมีใครนอกจากสามีข้า” จำได้ว่าคืนนั้นเขากอดนางทั้งคืนไม่ปล่อย คนอะไรกลัวผีมารดาตัวเอง
“แล้วคุณหนูก็เป็นคนเจอศพคนแรก”
ซูเหยาพยักหน้า
“คุณหนูไปทำอะไรตรงนั้น” ถ้านางบอกว่าผีพาไปพวกเขาจะเชื่อนางไหม เอาละ ไม่คุยเรื่องนี้
“ข้าแค่ได้กลิ่นก็เลยตามกลิ่นไป”
คนสอบสวนจดสิ่งที่นางให้การลงไป ตอนนี้ในความคิดอีกฝ่ายกำลังคิดว่านางน่าสงสัย
“ข้าไม่ใช่คนร้าย แต่หากท่านอยากจะหาคนร้ายได้โดยเร็ว” นางหันมองวิญญาณที่เดินไปยังทิศตะวันออกเช่นเดียวกับนางที่เห็นร่องรอยการลากของศพ “ก็ลองค้นจวนดู”
สิ่งที่นางคิดกับเขาคิดเหมือนกัน คนร้ายอาจจะเป็นคนในจวน แต่ทำเหมือนว่าศพถูกลากมาจากที่อื่นแล้วใส่ร้ายคนในจวน
“ตอนนี้ผู้ว่าการไม่อยู่ คนที่จะสั่งการให้ค้นจวนได้ก็มีเพียงแค่เขา คงต้องรออีกสองสามวัน” ถ้าเป็นอย่างที่เขาพูด คนร้ายตัวจริงก็อาจจะทำลายหลักฐานเพิ่มก็เป็นได้ คราวนี้ก็คงจับมือใครดมไม่ได้แล้ว
“ถ้าหมดคำถามแล้ว ข้าขอตัวก่อน” นางออกไปด้านนอก เหล่ตามองวิญญาณที่เดินตามหลังนาง
ซูเหยาออกมาแล้วก็ขอตัวกลับเรือนก่อน แต่แทนที่จะกลับไปยังเรือนตน นางกลับมุ่งไปยังจุดพบศพ
ใบหน้างามก้มลงไปมองก้นบ่อที่เกิดเหตุ คิดว่าลูกตาของผู้ตายก็คงยังอยู่ในนั้น แต่แสงที่กระทบไปยังด้านในยังทำให้นางเห็นบางอย่าง
“หรือนี่คือหลักฐานของคนร้าย”
วิญญาณที่ตายนั่งลงบนขอบอ่าง เงาสีดำจาง ๆ นั้นแทบจะมองไม่เห็น เหมือนว่าพลังงานจะลดลงเรื่อย ๆ น้ำตาวิญญาณหยดลงมาแล้วจางหายไป คิดว่าอีกหลายวันกว่าจะฟื้นพลัง แล้วออกมาให้เห็นอีกครั้ง
ว่าแต่จะทำอย่างไรกับหลักฐานตรงก้นบ่อดี
“เจ้าทำอะไร” เสียงนั้นเหมือนจะน่ากลัวกว่าผีเสียอีก
“พวกเขาสอบสวนท่านเสร็จแล้วหรือ” นางหันไปถามคนที่เกาะนางแจ
จือหยวนเดินมาที่บ่อแล้วชะโงกลงไป “เจ้าคิดจะลงไปเก็บดวงตานางหรือ”
ซูเหยาอยากจะตอบกลับ แต่ก็คิดได้ว่าไม่ใช่เวลามาเล่นกับเขา จึงชี้หลักฐานชิ้นสำคัญให้เขาดู จือหยวนมองแล้วก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน
“ข้าเคยเห็นมันมาก่อน”
จือหยวนว่า ซูเหยาหันมองเขา ก็เห็นใบหน้าอีกฝ่ายมีแววกังวลใจ เพราะกลัวจะเป็นสิ่งที่คิด ส่วนนางตอนนี้ไม่ได้รู้สึกอะไรมากไปกว่า การปลดปล่อยวิญญาณแค้นไปสู่สุคติ
จือหยวนหันมองซ้ายขวา จากนั้นก็ใช้ไม้ที่ตัดแต่งกิ่งต้นไม้ดัดแปลงนิดหน่อย ก่อนจะหย่อนลงไปในบ่อ แล้วหลักฐานที่อยู่ก้นบ่อก็มาถึงด้านบน
“อย่าจับ” ซูเหยาห้ามเขาไว้ก่อนจะใช้ผ้าเช็ดหน้าตัวเองหยิบมันขึ้นมาแล้วห่อเอาไว้
“ไปคุยกันในห้อง”
“เจ้าจะชวนข้าเข้าห้องตั้งแต่เที่ยงวัน”
ซูเหยามองคนกวนไม่รู้จักเวล่ำเวลา จึงไม่ตอบอะไร แล้วเดินกลับไปยังเรือนของตน คิดว่าตอนนี้คนที่แอบซ่อนตัวอยู่คงรู้แล้วว่าพวกเขาได้หลักฐานสำคัญ
ถ้าให้เทียบว่าระหว่างคนกับผีอันไหนน่ากลัวกว่ากัน นางก็จะบอกว่าคน เพราะตอนนี้นางกำลังถูกหมายหัวอยู่ ดังนั้นหากจะมีคนคอยตามติดก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด
“ท่านไม่ไปโรงพนัน”
จือหยวนส่ายหน้า
“หอนางโลม”
จือหยวนส่ายหน้าอีกรอบ “ข้าเบื่อ อยู่กับเจ้าสนุกกว่า”
เขาเหมือนตัวน่ารำคาญที่จะสลัดอย่างไรก็สลัดไม่พ้น จากที่คิดว่าจะล่อให้คนร้ายออกมา กลายเป็นว่าพวกเขาต้องมามองหน้ากันเอง
“นางอยู่แถวนี้ไหม”
ซูเหยาหันมองด้านหลังเขาก่อนมองรอบกาย ตั้งแต่เจอวิญญาณดวงนั้น มารดาเขาก็หายไปเช่นกัน “ไม่มี”
“ถ้าเช่นนั้นแล้ว หากเราจะทำอะไรก็ไม่ต้องกลัวมารดาข้าเห็นแล้วใช่ไหม”
ซูเหยามองหน้าเขา ก่อนจะขว้างตำราที่ตัวเองถืออยู่ใส่เขา อีกฝ่ายก็ยังรับได้อยู่นั่นแหละ ตัวกะล่อนจริง ๆ “ท่านออกไปเลย”
“เจ้ากำลังจะทำอะไร อย่าคิดว่าข้าไม่รู้” จือหยวนมองห่อผ้าที่นางไม่ยอมมอบให้ทางการ
“มาเล่นหมากสักกระดานไหม” คิดว่างานนี้คงได้เล่นกันทั้งคืน ไม่นานกระดานหมากก็วางลงบนโต๊ะ พร้อมกับขนมของว่าง
ซูเหยาวางหมากสีขาวลงไป มองอีกฝ่ายกินหมากของนางอย่างรวดเร็ว “ท่านรังแกข้า”
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะออมมือให้” ว่าแล้วก็วางหมากตรงที่นางสามารถกินได้ง่าย ๆ เขาไม่ได้กลัวนางเลยนะ แค่ไม่อยากให้นางเสียใจ
ว่าแล้วก็วางหมากต่อไป จนสุดท้ายแล้วนางก็ชนะ ซูเหยาวางมือลง มองแสงตะวันที่ลับขอบฟ้า ตอนนี้ความมืดมาเยือนแล้ว ด้านนอกก็เงียบเสียยิ่งกว่าป่าช้า
“คิดว่าพวกมันจะลงมือคืนนี้ไหม”
จือหยวนส่ายหน้า “ตราบใดที่ยังไม่ดับไฟ”
นางเงยหน้ามองเขาที่ทำสายตากรุ้มกริ่มใส่ จากนั้นก็วางหมากแล้วพูด “ข้าเล่นจนเมื่อยแล้ว อยากอาบน้ำเหลือเกิน เจ้าจะไปอาบกับข้าไหม”
ซูเหยากำหมากเอาไว้ในมือแล้วสาดใส่เขา บุรุษที่คิดแกล้งก็วิ่งหนีหัวเราะชอบใจเข้าไปด้านในฉาก ชอบทำให้นางโมโหอยู่เรื่อย
“ถ้าเจ้าคิดเปลี่ยนใจข้าก็พร้อมเสมอ”
เปลี่ยนใจบ้านท่านน่ะสิ ซูเหยาบ่นตามหลัง แต่แล้วก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงด้านนอกของเรือนตน ดูเหมือนพวกมันกำลังจะเคลื่อนไหวแล้ว นางมองหลักฐานที่วางไว้บนโต๊ะ
“ท่านพี่ ข้าอยากอาบน้ำด้วย” นางตะโกนเสียงดังเหมือนกลัวว่า คนด้านนอกจะไม่ได้ยิน เมื่อเดินเข้าไปหลังฉากก็พบว่าเขาไม่ได้แก้ผ้าอาบน้ำอย่างที่คิด แต่เขารู้ตัวก่อนนางเสียอีก ว่าคนร้ายเฝ้าดูอยู่
นางมองเข้าไปในแววตาเขา “ท่านกำลังปิดบังอะไรข้าใช่ไหม” นางเริ่มสงสัยแล้วว่าสามีนางไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น
มือหนายกขึ้นปิดปากนางเอาไว้ “น้องหญิง คืนนี้อยากให้พี่ปรนนิบัติตรงไหนดี”
ซูเหยารู้สึกขนลุกชอบกล พอมองไปทางนอกฉาก ก็ดูเหมือนว่าพวกมันกำลังจะแอบเข้ามาแล้ว จือหยวนจึงจับเสื้อนางเอาไว้
“ถ้าเช่นนั้นแล้วพวกเราก็เริ่มจาก...” พูดจบเขาก็ประกบปากนางทันทีโดยไม่ให้นางตั้งตัว ดวงตาซูเหยาเบิกกว้างอย่างตกใจ ยิ่งผลักเขาออกอีกฝ่ายก็ยิ่งจูบแรงขึ้นกว่าเดิม
“จือหยวน” นางทำหน้าโมโหใส่ แต่คนกระทำไม่ได้สำนึกผิด แถมยังกระซิบข้างหู “พวกเราควรเลิกเล่นได้แล้ว”
นางจะผลักเขาออก อีกฝ่ายก็จับนางลงอ่างอย่างรวดเร็ว ซูเหยาที่กำลังจะโผล่หน้าจากน้ำขึ้นมาก็ถูกเขาจูบปิดปากที่กำลังจะร้อง เหมือนวันนั้นไม่มีผิด “ปล่อยข้า” คนที่โผล่จากน้ำขึ้นมาได้มองเขาตาขวาง น้ำตาไหลอาบแก้ม มือไม้ก็สั่นเทาพยายามผลักคนที่คิดแค่จะหยอกล้อ
เขาหยอกนางแรงไปใช่ไหม ก็แรงนั่นแหละ และควรจะสำนึกด้วย จือหยวนจึงรีบปลอบนาง “ข้าขอโทษ” พอเห็นริมฝีปากอิ่มตรงหน้าแล้ว ก็อดใจไม่ไหวจริง ๆ
ซูเหยาขยับตัวออกห่างจากเขา อีกฝ่ายจะแตะแขนนาง นางก็สะดุ้งหนีห่างกว่าเดิม คนกระทำผิดพูดไม่ออก ได้แต่ลุกขึ้น และวางผ้าไว้ให้นาง “ข้าจะออกไปรอด้านนอก”
เขาควรรู้ว่านางกลัวเรื่องนี้ แต่เขาก็ยังคิดไม่ได้ แต่ยิ่งได้อยู่ใกล้นางเท่าไร เขาก็ยิ่งห้ามใจตัวเองยากขึ้นทุกวัน เขาคิดว่านางจะไม่ออกมาแล้วแต่พอผ่านไปหนึ่งเค่อนางก็ออกมาในสภาพเรียบร้อย คิ้วเรียวบางขมวดมองเขาแล้วพูด
“รีบหน่อย ก่อนที่หลักฐานจะหายไป”
เขาก็ลืมเรื่องนี้ไปสนิท ถ้าเช่นนั้นก็ไปจับคนร้ายกันเถอะ
