บทที่ 5 ข้อตกลง
ซูเหยากลับมาถึงห้อง ครั้นคิดจะแช่น้ำอุ่นให้สบายตัวก็มองเห็น อีกคนที่นั่งเหมือนไม่รู้สึกอะไร นางยืนมองเขา เขาก็มองนาง
“ไหนท่านรับปากว่าจะไม่ทำอะไรข้า”
จือหยวนยืดตัวตรง “ข้าบอกว่าไม่ทำอะไรเจ้า ไม่ได้บอกว่าจะไม่นอนห้องเดียวกับเจ้าเสียหน่อย อีกอย่าง หากข้าไปนอนที่อื่นแล้วบิดาข้าทราบ คราวนี้ภาพวาดมารดาก็คงช่วยไม่ได้แล้ว”
นางควรจะดีใจหรือเสียใจดีนะ แต่ในเมื่ออยู่ร่วมกันมาสองคืนแล้ว ก็คงไม่เป็นไร “ฟงจิวเตรียมน้ำอุ่น ข้าจะอาบน้ำ”
ฟงจิวรับคำก่อนจะรีบไปเตรียมน้ำให้คุณหนูอาบ ส่วนนางกับเขา ก็นั่งเงียบไม่พูดไม่จาสักคำ ทำตัวเหมือนอีกฝ่ายไม่มีตัวตน
จือหยวนที่อ่านตำราอย่างว่าเงยหน้ามองนาง สตรีตรงหน้าใบหน้างดงามกว่าซูเหมยหลายเท่า ไม่แปลกใจที่เฉิงเคอจะปักใจกับนางไม่เปลี่ยน
แต่เมื่อนึกถึงเรื่องในอดีตที่เขาแกล้งนางไม่ใช่น้อยก็ยากที่จะคืนดี ได้ง่าย ไม่แปลกที่นางจะไม่ชอบหน้าเขา เอาอย่างไรล่ะ ก็เขาทำไว้เยอะพอสมควร ใครใช้ให้นางตอนเด็ก ๆ น่ารักจนน่าหมั่นไส้กันเล่า
“ซูเหยา”
เจ้าของชื่อกำลังเขียนสิ่งที่ตัวเองวิเคราะห์ลงในกระดาษ “อืม”
“เจ้าแต่งเข้าจวนข้ามามีจุดประสงค์อะไร”
คนถือพู่กันอยู่นิ่งค้าง ก่อนเงยหน้ามองเขา ดูเหมือนเขาจะรู้ตัวว่าตัวเองไม่ใช่เป้าหมาย
“เจ้าเคยคิดไหมว่าการตายของมารดาเจ้าไม่ใช่อุบัติเหตุ”
มือที่ถือตำราบีบเข้าหากันอย่างไม่รู้ตัว เขาเงยหน้ามองนางก่อนลุกขึ้นไปหา เขากวาดสายตามองโดยรอบเหมือนกลัวจะมีใครแอบฟัง จากนั้น ก็ดึงมือนางขึ้นเตียงแล้วดับไฟ ปิดผ้าม่าน
ฟงจิวที่อยู่อีกด้านออกมาก็พบแต่ความเงียบสงบ ก็คิดว่าตัวเองคงเป็นส่วนเกิน จึงรีบออกไปโดยเร็ว ส่วนสองผัวเมียไม่จริงก็กำลังสนทนากันอยู่บนเตียง
“เหตุใดเจ้าถึงพูดเช่นนั้น”
“เพราะว่ามารดาข้าก็ไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุเช่นกัน สิ่งสุดท้าย ที่ข้ารับรู้มาก็คือ การตายของมารดาข้าเกี่ยวข้องกับสกุลเหยียน”
ว่ากันตามตรงแล้ว เมื่อก่อนสกุลเหยียนและสกุลหวังค่อนข้างสนิทกันพอสมควร ตอนหลังเมื่อมารดาของทั้งสองสิ้นลม พอฮูหยินใหญ่เปลี่ยน ความสัมพันธ์ในอดีตก็ค่อย ๆ จางหายไป เหลือเพียงแค่คำสัญญาแต่งงานระหว่างนางกับเฉิงเคอเท่านั้น
แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าเขาต้องแต่งกับนางแทน ดู ๆ ไปแล้วมารดานางคงกลุ้มใจน่าดู
“การตายของมารดาข้ากับมารดาเจ้าเกี่ยวข้องอะไรกัน ในเมื่อมารดาของข้าตายไปเกือบห้าปีแล้ว”
“เพราะเป็นเช่นนี้ ข้าถึงต้องมาสืบด้วยตนเอง”
คิ้วของจือหยวนยกขึ้นเป็นคำถาม “โดยการแต่งงานกับข้า”
ไม่แต่งกับท่านจะให้ข้าแต่งกับสุนัขที่ไหน ซูเหยาบ่นในใจแทนคำตอบ “ท่านออกไปได้แล้ว”
“แต่ว่าเรายังคุยไม่จบเลย”
“ยังจะมีเรื่องอะไรคุยกันอีก”
“ก็เรื่องระหว่างเรา ถึงเจ้าจะแต่งกับข้าเพราะจุดประสงค์อื่นแต่ข้าแต่งกับเจ้านั้นคือเรื่องจริง ดังนั้นเจ้าจะสืบก็สืบไป แต่เรื่องหน้าที่ภรรยาก็ต้องทำเช่นกัน ดังนั้นเจ้าจะต้อง...”
โครม!!
ซูเหยาถีบสามีลงจากเตียง พูดด้วยความโมโห
“บุรุษใดกันที่กล่าววาจารับปากข้า มาตอนนี้ท่านจะกลายเป็นสุนัขจริง ๆ แล้วใช่ไหม อยู่ให้ห่างข้าเลย!!”
ถูกด่าว่าสุนัขคงไม่ทำให้สำนึกเท่าไร นางคิดอย่างนั้นนะ เพราะเขายังลุกขึ้นแล้วหัวเราะชอบใจได้
“เจ้าคือเจ้าจริง ๆ ผ่านมาหลายปีนิสัยเดิมก็ไม่เปลี่ยน”
“เจ้าน่ะสินิสัยไม่เปลี่ยน ไม่เช่นนั้นจะเป็นบุรุษไม่เอาไหนได้ยังไง ถ้าข้าไม่แต่ง ก็ไม่มีใครแต่งกับเจ้าแน่นอน รู้เอาไว้”
คนที่คิดจะออกไปนอนอีกที่หนึ่ง จู่ ๆ ก็นึกอยากแกล้งนางจึงหันกลับมาอีกครั้ง แต่คนได้ยินความคิดก็กระโดดหนีได้ทัน
“ข้าได้ยินท่านคิดทั้งหมด ฉะนั้นไม่ต้องมาคิดแกล้งข้า”
จือหยวนนึกแล้วเชียวว่านอกจากนางจะเห็นผีแล้ว นางยังรู้ว่าเขาคิดอะไรอีก ดังนั้นเขาจึงทำสมองให้ว่างเปล่า ทำให้ซูเหยาไม่อาจรู้ได้ว่าเขาคิดอะไร
เขาเดินไปหานาง ซูเหยาก็ขยับถอยไปเรื่อยจนถึงหลังฉากอาบน้ำ เพราะไม่ได้ยินเลยไม่รู้ แต่ก็คิดระวังตัวเอาไว้ พอจะวิ่งหนีเขาก็คว้าเอวนางเอาไว้แล้วโยนลงอ่าง
“ข้ารู้วิธีรับมือเจ้าแล้วซูเหยา” มุมปากเขายกยิ้ม จากนั้นก็ถอดเสื้อออก ซูเหยาขึ้นจากอ่างจะวิ่งหนีก็ไม่ทันคนอย่างเขา กลายเป็นว่าตอนนี้ นางถูกเขากอดรัดไว้ในอ่างเรียบร้อยแล้ว
“เจ้าก็แค่สตรี จะสู้แรงบุรุษได้เช่นไร ข้าที่เจอสตรีมานับร้อยก็ย่อมรู้จุดอ่อนของเจ้าดี”
ซูเหยามองคนตรงหน้า เขาเหมือนไม่ใช่จือหยวนผู้โง่เขลา นางดูเบาเขาไปจริง ๆ “ท่านต้องการอะไร”
จือหยวนยกมือขึ้นปิดปากนางให้เงียบเสียง จากนั้นก็หันไปทางหน้าต่าง ทำให้นางรู้ว่าตอนนี้มีคนแอบฟังอยู่
“น้องหญิงของข้า เจ้าชอบที่ข้าปรนนิบัติหรือไม่”
คนได้ยินก็มองตาขวาง ส่วนเขาก็ยักคิ้วให้นางเล่นละครต่อ ซูเหยาจึงจำต้องตอบ “ข้าชอบมากท่านพี่” เสียงนางกระเส่า ไม่ใช่เพราะว่าอยากให้สมจริง แต่เพราะนางเริ่มหนาว
ลมอุ่นของเขาก้มลงกระซิบข้างหูนาง “แล้วแบบนี้ล่ะ”
ซูเหยารู้สึกว่าตอนนี้เริ่มร้อนมากกว่าหนาวแล้ว ใบหน้านางเอียงไปอีกฝั่งเพื่อหลบใบหน้าเขาที่ใกล้เข้ามายิ่งกว่าเดิม
จะด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ในอ่างน้ำ หรือเพราะกลิ่นหอมของนาง ก็ไม่ทราบ ทำให้จือหยวนอยากจะชิม จึงอาศัยความเร็วก้มลงงับใบหูของนาง
“โอ๊ย” ซูเหยาจ้องเขาตาเขม็ง อีกฝ่ายก็พูดขึ้น
“ข้าทำเจ็บใช่ไหม ได้ ๆ ข้าจะเบามือกว่านี้น้องหญิง เจ้าชอบที่ข้าแตะตรงนี้ไหม” มือเขาแตะที่ใบหูนาง ซูเหยาก็ขยับหนี
“อย่าหนีสิ หากเจ้าขยับพวกเราอาจจะต้องเริ่มกันใหม่”
คนได้ยินถลึงตาใส่เขา คนด้านนอกคงคิดไปถึงไหนต่อไหนแล้วว่าพวกเขาทำอะไรอยู่ ทั้งที่ความจริงตอนนี้นางกับเขากำลังฆ่ากันอยู่ ซูเหยาผลักเขาออกจากตัวจนหลังกระแทกขอบอ่าง
“โอ๊ย”
“ท่านพี่ ข้าทำท่านเจ็บหรือเจ้าคะ ขอโทษที่ข้าทำรุนแรงกับท่านไปหน่อย”
หลังเขาแทบหัก จือหยวนลุกขึ้นจะจับนางกดลงอ่าง แต่ซูเหยาก็วิ่งหนีออกจากอ่างโดยเร็ว เขาวิ่งมาแล้วขัดขานางจนซูเหยาล้มลงพื้น
“เจ้าชอบทำตรงพื้นก็ไม่บอก”
ซูเหยายกขาขึ้นจะถีบจุดอ่อนกลางกายเขา แต่อีกฝ่ายก็หลบทัน
“น้องหญิง เจ้าอย่ารีบร้อนสิ ข้าทำไม่ทันใจก็โมโหแล้ว”
โมโหบ้านท่านน่ะสิ ตอนนี้นางถูกเขากดลงพื้น หยดน้ำบนตัวเขาหยดลงบนตัวนาง ซูเหยาที่นิ่งเงียบไม่ใช่เพราะยอมเขา แต่เพราะเริ่มเหนื่อย น้ำเสียงที่เปล่งออกไปจึงสั่นเหมือนว่าพวกเขากำลังทำกิจกรรมอย่างว่าอยู่
“ท่านพี่ โปรดยั้งมือให้ข้าด้วย”
ว่าแล้วก็ยกมือตีแขนเขาให้ปล่อย เสียงเพียะดังสะเทือนห้อง
“น้องหญิงชอบรุนแรงก็ไม่บอก”
ซูเหยาไม่สนแล้วว่าใครจะฟัง นางจะผลักเขาออกอีกฝ่ายก็ไม่ยอมปล่อย จึงยกขาขึ้นหมายจะเตะหว่างขา แต่เขาก็กดขานางเอาไว้อีก
“ถึงข้าจะเป็นบุรุษไม่เอาไหน แต่เรื่องแบบนี้ข้าถนัด”
ถนัดเรื่องบ้ากามน่ะสิ “ปล่อยข้าได้แล้ว พวกเขาไปหมดแล้ว”
“พวกเขาไปแล้ว ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ควรเลิกเล่นแล้วทำจริง ๆ กัน ดีไหม”
เขาน่ากลัวไปแล้ว นางประเมินเขาต่ำไปจริง ๆ ว่าแต่นางจะยอมจริง ๆ ใช่ไหม เพราะถึงอย่างไรพวกเราก็ไหว้ฟ้าดินกันแล้ว
ใบหน้าจือหยวนก้มต่ำมาเรื่อย ๆ ลมอุ่นกระซิบข้างหูนาง
“ถึงข้าจะไม่เอาไหนก็จริง แต่เรื่องบนเตียงข้าเชื่อว่าไม่มีใครเทียบข้าได้แน่”
“อย่าเอาข้าไปเทียบกับสตรีพวกนั้น” นางมองเขาด้วยสายตาไม่ยอม “แม้มีสตรีมากมายพร้อมพลีกายให้ท่าน แต่ไม่ใช่ข้า หากท่านกล้าฝืนใจข้า ข้าจะไม่ไว้หน้าท่านแน่ สตรีเช่นข้าร้ายกว่าที่ท่านเห็นเยอะ”
มุมปากจือหยวนยกขึ้นยิ้ม ไม่ได้กลัวที่นางพูดขู่ เพราะร่างกาย ของนางตอนนี้บอกได้ว่ากำลังกลัวเขาทำจริงขนาดไหน ดังนั้นเขาจึงยอมปล่อยนาง
“ที่จริงแล้วเรื่องแบบนี้ไม่ใช่นิสัยข้า เพราะข้าไม่ชอบฝืนใจใคร ยกเว้นว่าจะต้องการ”
ซูเหยาลุกขึ้น หันมองเขาด้วยความโกรธ นางโมโหจนพูดไม่ออกแล้ว เขาจะรู้ตัวไหม ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห รู้สึกคิดผิดที่แต่งกับเขาจริง ๆ
เสียงประตูที่ดังนั้นทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายออกไปแล้ว นางจึงถอนใจโล่ง อีกรอบ ความอึดอัดที่มีก็หายไปชั่วคราว ระหว่างล้มตัวนอนนั้น ก็ทำให้นึกถึงเรื่องก่อนหน้า ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขากอดรัดฟัดเหวี่ยงในอ่างน้ำ แต่เป็นแรงของเขาที่ทำมากกว่า
มือเขาแข็งแรงเหมือนคนเคยฝึกอาวุธ!! ไม่ใช่แค่วันสองวันอย่างที่เขาทำอยู่ แต่หมายถึงคนที่ฝึกมาหลายปี
ซูเหยาที่นอนไปแล้วลุกขึ้นจากเตียง หยิบผ้าคลุมออกมาแล้วเรียก ฟงจิวมาเฝ้าที่เรือน จากนั้นก็แอบออกจากจวนติดตามสามีนางไปเพียงลำพัง เขาปิดบังอะไรอยู่กันแน่ นางต้องรู้ให้ได้
นางไม่ค่อยคุ้นชินหนทางในเมืองหลวงนัก ถนนที่นางจดจำได้ก็คือเส้นทางมาบ้านสกุลเหยียนเท่านั้น เมื่อออกนอกเส้นทาง นอกจากจะต้องไม่ให้คลาดกับเขาแล้ว นางต้องกลับให้ได้ด้วย
ซูเหยาติดตามเขาไปจนถึงเรือนหลังหนึ่งที่อยู่ใกล้ริมแม่น้ำ สถานที่เหมือนกับโรงเก็บของซื้อขายแลกเปลี่ยนของทางการ พอประตูปิดแล้วจึงมองโดยรอบเพื่อหาที่แอบดู จนเจอฝาผนังหนึ่งที่พอจะมองเห็นด้านในได้
ด้านในมีไฟจุดสว่างอยู่เพียงดวงเดียว พอมองไปที่โต๊ะ นางก็รู้สึกผิดที่ตามมา รู้สึกผิดที่คิดว่าเขาจะมีดีบ้าง เพราะของที่วางอยู่บนโต๊ะล้วนเป็นของเล่นการพนันทั้งหมด
เล่นในโรงพนันไม่ได้ เล่นในจวนก็ไม่ได้ เขาจึงต้องแอบมาสร้างที่เล่นใหม่ สรุปแล้วผีพนันของเขาทำอย่างไรก็ไม่ออกจริง ๆ เมื่อหมดหวังกับสามี นางจึงหันหลังเพื่อกลับจวน คิดว่าต่อไปจะไม่สนใจอะไรเขาอีกแล้ว
ด้านนอกเงียบไปแล้ว จือหยวนจึงพยักหน้าให้อีกคนที่ซ่อนอยู่ออกไปดูด้านนอกแล้วมารายงาน
“นางไปแล้ว”
“ถ้าเช่นนั้นก็รีบหน่อย เสี่ยวเฟิงเจิ้ง เจ้าตามนางไป ระวังภัยให้นางด้วย”
จือหยวนดับไฟให้มืดสนิท ก่อนที่ทั้งห้าคนจะเดินไปยังด้านหลัง กองข้าวของที่บดบังสายตา จือหยวนเปิดแผ่นไม้กระดานบนพื้นขึ้น เผยให้เห็นทางเดินลับข้างใต้ พวกเขาเดินไปตามเส้นทางจนไปถึงปลายทางที่มีเรือจอดเทียบอยู่
พวกเขาทั้งหมดขึ้นเรือนั้น มุ่งหน้าออกจากเมืองหลวง ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อพวกเขาก็ถึงค่ายลับ เมื่อไปถึงจือหยวนก็รีบผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วเร่งจับอาวุธขึ้นมาฝึกซ้อม
เขาต้องทำบาปทำกรรมมามากแน่ ๆ เพราะตั้งแต่แต่งซูเหยาเข้ามา หนทางที่เขาจะมาฝึกซ้อมก็ยากขึ้นเรื่อย ๆ ดู ๆ ไปแล้ว คงต้องหาวิธีปราบนางให้อยู่หมัด จับทำเมียเลยดีไหมนะ คิด ๆ แล้วก็ไม่เลว
ผ่านไปจนถึงยามโฉ่วของวันใหม่ เสียงเปิดประตูที่ดังทำให้คนที่หลับลืมตาขึ้นมอง ก่อนลุกขึ้นก้าวลงจากเตียง
“ข้าทำเจ้าตื่น”
ซูเหยาหยิบผ้าขึ้นมาคลุมตัวเอง เดินไปหาเขา มองสำรวจคนตรงหน้า ที่ไม่ยอมสบตา นางยอมรับว่าเขาเก่งมากที่สามารถควบคุมความคิดตนเองได้
‘หรือเจ้าอยากจะให้ข้าพาขึ้นเตียง’
สิ่งที่คิดไม่พ้นเรื่องบนเตียงจริง ๆ
“แค่ยามซวีถึงยามโฉ่วเท่านั้นที่ข้าพอจะยกเว้นให้ท่านได้ นอกนั้นข้าอยากให้ท่านอยู่เรือนเพื่อช่วยข้าสืบเรื่องราวทั้งหมด”
นางคิดว่าเขาคงไม่สามารถเปลี่ยนตัวเองได้แล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็มาตกลงกันให้ดีเสียดีกว่า “กลางวันฝึกซ้อม ช่วงบ่ายช่วยข้าสืบ ตกดึกท่านจะไปไหนก็ไป”
“โรงพนัน”
“ข้าไม่ห้าม”
“หอนางโลม”
“เชิญท่านตามสบาย”
จือหยวนพยักหน้า รู้สึกว่าข้อเสนอไม่เลว “ตกลง”
ซูเหยาเห็นว่าไม่มีอะไรแล้วจึงคิดจะกลับไปนอนต่อ
“แต่ข้าก็มีข้อเสนอเช่นกัน”
ใบหน้างามหันมาทางเขา
“ต่อหน้าคนอื่นเจ้าจะต้องเคารพข้าเชื่อฟังข้า และแสดงออกว่าเป็นภรรยาที่ดี”
“ย่อมได้”
“อีกข้อหนึ่งที่สำคัญ” จือหยวนก้าวเข้าไปหานางจนใกล้ มองสบตานางจนเห็นแววตา “ข้าอยากขอโทษเจ้าในเรื่องอดีตที่ผ่านมา และพวกเรามาเริ่มต้นกันใหม่ได้ไหม”
จู่ ๆ มาญาติดีกับนาง ทั้งที่ก่อนหน้าพึ่งจะตีกันอยู่ “ท่านมีแผนอะไรบอกข้ามา” นางไม่เชื่อเขาว่าจะสำนึกผิด
ส่วนเขาก็ตอบเสียงสูงกลับ “เปล่า ไม่มีเลย”
ไม่มีเลย แล้วทำไมต้องทำเสียงสูงด้วย นางไม่เข้าใจ
คนจะญาติดีกับนางหันหลังให้ “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่เชื่อข้า แต่ข้าก็อยากจะบอกเจ้าอยู่ดี เหตุการณ์ในวันนั้นข้าไม่ได้ตั้งใจ”
ซูเหยามองตามแผ่นหลังคนที่เดินหลบสายตานางไปนอนที่ของตน เหตุการณ์ในวันนั้นก็คือเมื่อห้าปีก่อน ตอนที่เขาพึ่งสูญเสียมารดาไปไม่นาน
ตอนนั้นนางแค่เห็นเขาเศร้าจึงยอมทำดีด้วย ยกอาหารไปให้เขาถึงห้องนอน แต่แล้วเขาก็คิดจะทำเช่นนั้นกับนาง ตอนนั้นไม่รู้ว่าเขาเสียใจมากหรือเพราะอะไร แต่ตั้งแต่นั้นนางก็ไม่กล้ามองหน้าเขา หรือเข้าใกล้เขาอีกเลย
“ตอนนั้นพอข้ากินอาหารพวกนั้นแล้วก็ไม่ได้สติ รู้สึกร้อนไปหมดทั้งตัว จึงทำแบบนั้นกับเจ้าไป”
“เจ้ากำลังบอกว่าตัวเองถูกวางยา” เขาหันมองนางอีกครั้ง “เจ้าคิดว่าข้าอายุเพียงเท่านั้น จะกระทำการสิ้นคิดในงานศพมารดาตัวเองได้หรือ เจ้าก็เหมือนน้องสาวข้าคนหนึ่ง แม้ว่าข้าจะชอบแกล้งเจ้าก็ตาม”
หัวใจนางเหมือนถูกปลดปล่อย ความกลัวและเกลียดชังในอดีตเหมือนจะมีคำตอบแล้ว ว่าเหตุใดเขาถึงได้คิดร้ายกับนาง และใครกันที่วางยาในอาหาร
“ดูเหมือนจะมีคนไม่หวังดีกับพวกเราสองคน” นางคิดเช่นนั้น “เช่นนั้นแล้วคำที่ข้าพูดก่อนหน้า เจ้าจะตกลงใช่ไหม”
ในเมื่อคุยกันเข้าใจแล้ว จะมีเหตุอันใดที่จะทำให้พวกเขาต้องทะเลาะกันอีก ซูเหยาเดินไปหาเขาแล้วส่งมือให้อีกฝ่ายจับ นางคิดว่าจะจบลงแค่นั้น แต่เขาก็ดึงร่างนางจนล้มบนตัวเขา แล้วผลักนางลงเตียงนอนก่อนกอดเอาไว้แน่น
“คืนนี้ข้าขอนอนกอดเจ้าได้ไหม”
“ไม่ได้!!”
“ก็เราดีกันแล้ว จะนอนคนละเตียงทำไมกัน”
“อย่าเอามือสกปรกของท่านมาจับข้า” ซูเหยาพยายามดิ้นรนให้พ้น แต่ก็ไม่พ้นอยู่ดี
“เจ้าจะกลัวอะไร ตั้งแต่ข้าแต่งกับเจ้าหอนางโลมข้าก็ไม่เคยก้าวเท้าเข้าอีก”
“แต่ท่านก็ยังแอบไปเล่นการพนันที่ด้านนอก”
จือหยวนยกมือขึ้นรองศีรษะตนเองเพื่อมองใบหน้านาง
“เจ้ายอมรับแล้วว่าแอบตามข้าออกไปด้านนอก”
ซูเหยาไม่ยอมสบตา นางพยายามหันหน้าไปอีกด้านก็ถูกเขาดึงคางกลับมาเหมือนเดิม “ก็ใครใช้ให้ท่านมีพิรุธ”
“ต่อไปจะตามข้าก็บอกดี ๆ ถนนหนทางกลางคืนค่อนข้างอันตราย หากเจ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา ข้าก็จะรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต”
“ท่านเคยห่วงคนอื่นนอกจากตัวเองด้วย” นางมองใบหน้าที่ยกยิ้ม
“ถึงข้าจะเป็นบุรุษไม่เอาไหน แต่ข้าก็มีหัวใจ รักเป็น เจ็บเป็น และเสียใจเป็น หากเจ้าได้ลองเปิดใจให้ข้า เจ้าจะรู้ว่าข้าหาได้เป็นบุรุษหลายใจอย่างที่เจ้าคิดแน่นอน”
“คำพูดท่านมันขัดกับการกระทำ” คนที่เข้าแต่หอนางโลมคงไม่ใช่แค่ไปดื่มสุราอย่างเดียวกระมัง
“ตอนนี้ข้ายังพูดอะไรมากไม่ได้ ไว้ถ้ามีโอกาสข้าจะอธิบายเจ้าด้วยตนเอง” เขามองนางล้มตัวนอน แล้วดึงร่างนางเข้ามากอด
“ข้าแค่กอดเจ้าเท่านั้น ข้าให้สัญญา” นางรู้สึกว่าคำนี้เขาพูดบ่อยเหลือเกิน ก่อนหน้าก็สัญญาว่าจะไม่ทำอะไรนาง มาตอนนี้...
“ข้าหายใจไม่ออก” จะกอดนางแน่นไปถึงไหนกัน นางเงยหน้าคิดจะว่าเขาต่อ ก็สบตากับเขาพอดี
จือหยวนมองนางเห็นริมฝีปากที่ยั่วใจตรงหน้า จึงคิดจะชิมรสชาติของมัน ใบหน้าเขาก้มลงมาที่นางเรื่อย ๆ จนจมูกชนกัน ทำให้นางได้สติ รีบผลักเขาออก แล้วรีบหันหลังให้แทน
กลายเป็นว่าตอนนี้จือหยวนไม่รู้จะขำหรือสงสารตัวเองดี ที่เขาทำ ไม่ดีกับนางก็เพราะอิจฉาที่นางใส่ใจเฉิงเคอมากกว่าเขา ที่เขาแกล้งนาง ก็เพราะต้องการให้นางมองเห็นเขา แบบนี้แล้วเขาจะไม่ดีใจได้อย่างไรที่ได้แต่งงานกับนาง ในใต้หล้านี้หากเขาไม่ต้องการจะทำ ก็ไม่มีใครหน้าไหนที่จะบังคับได้
จือหยวน เจ้าควรยอมรับใจตัวเองได้แล้วว่า เจ้าดีใจแค่ไหนที่ได้แต่งนางเป็นภรรยา เจ้าดีใจแค่ไหนที่ได้มองนาง และใกล้ชิดนางอยู่เช่นนี้
