บทที่ 4 เล่นบทสามีภรรยา
อารมณ์ซูเหยาตอนนี้เต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย นางดึงมือที่จับแขนนางออก แต่มือนั้นก็ยังยกมาจับแขนนางใหม่ นางหันมองคนข้าง ๆ ที่ตั้งแต่เมื่อคืนก็ยังนอนไม่หลับ แถมยังเกาะนางไม่ยอมปล่อย
คนเป็นภรรยามองผมที่ชี้บนหัวเขา ไม่รู้จะขำหรือสงสารดีที่เขากลัวผีขนาดนี้ “ผีที่ท่านเห็นนั้นคือมารดาท่าน รู้แบบนี้ก็เลิกกลัวได้แล้ว”
“เจ้าโกหก หากผีที่ว่าเป็นมารดาข้า นางจะไม่ทำร้ายข้าแน่”
ซูเหยาหันมองแล้วเบ้ปากใส่ “ก็เจ้าทำให้นางโกรธ ที่กล้าพาสหายมาเล่นการพนันถึงในจวน หากบิดาท่านทราบเรื่อง ข้าคิดว่าจะน่ากลัวกว่าผีแน่”
จือหยวนได้ยินก็เห็นด้วย นึกถึงไม้กระบองที่ใช้ลงโทษทุกครั้ง ก็ถึงกับผวา “เจ้าห้ามบอกเรื่องนี้กับท่านพ่อข้าเด็ดขาด”
“ข้าน่ะไม่พูดแน่ แต่คนอื่นไม่แน่ เมื่อวานตอนที่พวกท่านวิ่งหนีบ่าวในจวนก็เห็นกันทุกคน”
จือหยวนหน้าซีดกว่าเดิม ไม่ทันจะพูดแย้งต่อเสียงเคาะประตูห้อง ก็ดังขึ้น
“คุณหนูเจ้าคะ พ่อบ้านลู่มาขอพบคุณชายเจ้าค่ะ”
พูดถึงไม้ไม้ก็มา เขาจะดวงดีอะไรขนาดนี้ ว่าแล้วก็ตามมาด้วยเสียงพ่อบ้านลู่ที่เอ่ยสำทับมาอีกครั้ง “คุณชายขอรับ นายท่านให้มาตามท่านเข้าพบด่วน” พ่อบ้านลู่เน้นย้ำว่าด่วนเสียด้วย
“เจ้าต้องช่วยข้านะ”
“เหตุใดต้องเป็นข้าด้วย”
“ก็เพราะว่าเจ้าคือภรรยาข้า”
ซูเหยาเหล่ตามองคนข้างตัว นางไปเป็นภรรยาเขาตอนไหนคิดดูดี ๆ เพราะนอกจากกราบไหว้เมื่อวานซืนแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้เข้าหอเลยด้วยซ้ำ
สายตานางบอกทุกอย่าง คนที่กลัวขึ้นสมองก็เลยเปลี่ยนคำ
“หากเจ้ายอมช่วยข้าครั้งนี้ ข้ารับปากว่าจะไม่ทำตัวไม่ดีกับเจ้าอีก”
อืม ข้อเสนอไม่เลว ถ้าอย่างนั้นก็ “ตกลง”
เมื่อได้ข้อเสนอที่ดีนางก็ยินยอมติดตามเขาไปยังเรือนตะวันออก เพื่อพบกับบิดาของเขา เมื่อเข้าไปถึงนางก็พบว่าไม่เพียงมีแค่บิดาเขา ยังมีเฉิงเคอยืนอยู่ด้วยเช่นกัน
แม่ทัพเหยียนมองสภาพบุตรชายของตนแล้วก็ชี้หน้า
“เจ้า!! ไอ้ลูกไม่รักดี กล้าดียังไงถึงพาคนมาเล่นการพนันถึงในจวนข้า รู้ไหมว่ามีโทษเช่นไร!!” เสียงตวาดคับฟ้าทำเอานางแทบจะอุดหู ส่วนสภาพสามีนางตอนนี้น่ะหรือ
เขากำลังคุกเข่าแล้วคำนับไม่หยุดเหมือนบุรุษขี้ขลาด “ท่านพ่อ ได้โปรดละเว้นโทษข้าด้วย ข้าผิดไปแล้ว ได้โปรด”
เขาคือบุรุษไร้ประโยชน์ของแท้ พอซูเหยาเห็นเครื่องมือลงโทษ ที่ประมุขตระกูลสั่งให้บ่าวหยิบมาแล้ว อืม ก็สมควรแล้วที่เขาจะกลัวจนขี้จะแตกนะ
ไม้กระบองที่ว่าใหญ่เท่าคน แถมตรงปลายของไม้ยังเป็นปลายหยัก หากตีลงไปคงพอทำให้แสบเลือดซิบทีเดียว
“รู้ตัวก็ดีแล้ว เด็ก ๆ จับตัวคุณชายเอาไว้”
สิ้นคำสามีขี้ขลาดของนางก็ลุกขึ้น แล้วมาเกาะขานางเอาไว้“เจ้าบอกว่าจะช่วยข้าไง ทำอะไรสักอย่างสิ”
นางมองคนถือไม้ “ปล่อยข้าสิ” นางกัดฟันกระซิบและมองเขา ตาเขม็งให้เขาปล่อย ทำให้จือหยวนรีบปล่อยมือออก
ซูเหยามองไปยังข้างตัวแม่ทัพ จากนั้นก็ใช้วิธีเดิม
“น้าเผย ท่านต้องการอะไร”
มือคนที่ถือท่อนไม้หยุดชะงักแล้วมองไปยังทิศทางที่นางมอง นั่นก็คือข้างตัวเขา วิญญาณเงาดำนั้นส่ายหน้าไปมาแล้วร้องไห้ออกมาอีกแล้ว “ท่านไม่อยากให้เขาถูกทำโทษ”
วิญญาณเงาพยักหน้า ก่อนหน้านี้ที่หลอกบุตรชายตัวเองจนหัวโกร๋นก็คงเพราะโมโหมากสินะ
“เจ้าพูดอะไรซูเหยา” แม่ทัพเหยียนถามนางด้วยน้ำเสียงไม่เชื่อ เพราะคิดว่านางกำลังถ่วงเวลา
ซูเหยาไม่ตอบแม่ทัพเหยียน นางมองวิญญาณที่เคลื่อนไปทาง ด้านหลัง แล้วหยุดอยู่ที่รูปวาดรูปหนึ่ง “ท่านหมายความว่ายังไง”
นางเดินไปมองรูปวาดที่มีสะพานและสระดอกบัว ในศาลานั้น มีรูปวาดสตรีนางน้อยอยู่ในนั้น
แม่ทัพเหยียนเดินตามนาง เขามองภาพดังกล่าว จดจำคำพูดของผู้เป็นภรรยาที่รักยิ่งได้ดี
“จือหยวนถึงจะเป็นบุตรไม่เอาไหน แต่เขาก็เป็นบุตรที่ข้ารักมากที่สุด ข้าอยากขอร้องท่าน หากวันใดเขาทำผิดจนไม่อาจให้อภัย ข้าขอให้ท่านละเว้นโทษตายเขาด้วย”
แม่ทัพเหยียนหันมองบุตรชายไม่เอาไหน ไม้กระบองในมือจึงปล่อยลงพื้น เขากลับมาที่เดิม มองไปทางบุตรชายไม่เอาไหน
“ข้าให้เวลาเจ้าสามเดือน อีกสามเดือนจะมีการคัดเลือกทหารใหม่ หากเจ้าสอบไม่ผ่าน ข้าจะไล่เจ้าออกจากจวน”
ซูเหยาฟังคำประกาศ ดูเหมือนนางมีเวลาแค่สามเดือน เพราะถ้ารอให้เขาสอบทหารได้นางคิดว่าไม่มีวันนั้นแน่ ๆ ฉะนั้นมีอะไรจะสืบก็รีบสืบเถอะ
เมื่อมองเห็นอนาคตตนเองอยู่รำไร นางจึงคิดจะวางแผนเอาไว้ อีกหลายแผนหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ที่สำคัญตอนนี้ก็คือ นางจะทำอย่างไรกับสามีนางดี
จือหยวนยังเกาะแขนนางอยู่ ยิ่งมีคำสั่งของบิดาให้เขาไปฝึกซ้อมที่ลานฝึกด้านหลัง เขาก็ยิ่งส่ายหน้าไปมาไม่ยอมท่าเดียว แต่สุดท้ายก็ลากเขามาถึงจนได้
นางที่ถูกลากมาด้วยมองเขาถูกโยนลงไปยังลานกว้าง เฉิงเคอบุรุษที่เคยเป็นคู่หมั้นนางลงไปยังสนาม จากนั้นก็โยนดาบจริงให้พี่ชายตนเอง
เฉิงเคอหันมองนาง ดวงตานั้นเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ความคิดของเขาตอนนี้ก็คือ คิดจะสั่งสอนพี่ชายตนเองเพื่อแสดงว่าตัวเองเก่งกว่าดีกว่า ให้นางรู้สึกเสียใจ
นางไม่อยากบอกว่าของบางอย่างแม้จะเหมือนส่วนหนึ่งของร่างกาย แต่หากตัดออกไปแล้วก็ไม่สามารถประกอบติดได้เหมือนเดิม ดังเช่นความรู้สึกต่อเขาเช่นกัน
เมื่อก่อนตอนที่ได้ยินข่าวว่านางเสียสติ เหตุใดไม่มาอยู่ข้างกายข้า เหตุใดไม่ปกป้องข้า เหตุใดไม่เข้าข้าง ในตอนนี้มาสำนึกก็สายเกินไปแล้ว
เคร้ง!! เสียงดาบฟาดลงไปที่จือหยวน นางมองสามียกดาบขึ้นขวาง ใบหน้าก้มต่ำได้จังหวะพอดี พออีกฝ่ายคิดจะลงมือใหม่สามีนางก็รับได้เหมือนว่าบังเอิญ เป็นอย่างนี้ถึงสามครั้งก่อนที่เขาจะโดนดาบจ่อคอ
ไม่รู้ว่าเพราะกลัวตายเลยทำให้เขารับดาบได้ หรือเพราะว่าเขาแกล้งทำว่าตัวเองไม่เอาไหนกันแน่ แต่เมื่อเห็นเขาทรุดลงพื้นจากนั้นก็ทิ้งดาบ “จะเอาให้ข้าถึงตายหรือไงอาเคอ”
มุมปากเฉิงเคอยกเย้ยอย่างไม่ปิดบัง แต่ก็เพียงชั่วครู่ จากนั้นก็ส่งมือให้พี่ชายตนเองจับลุกขึ้น
“เวลาสอบจะรุนแรงกว่าที่ข้าทำหลายสิบเท่า หากท่านรับมือข้าตอนนี้ไม่ได้ เกรงว่าจะสอบไม่ผ่าน หลังจากวันนี้เป็นต้นไป ทุกยามซื่อจนถึงยามอู่ท่านจะต้องมาฝึกซ้อมกับข้าที่นี่”
“ข้าไม่เอา” บุรุษไม่เอาไหนตอบทันควัน จากนั้นก็เดินมาหานาง ทำให้คนที่ไม่คิดจะพูดแล้วพูดต่อ
“หากท่านไม่มา ท่านพ่อจะตัดเงินเดือนท่านทั้งหมด”
คนถูกตัดเงินเดือนชะงัก หันมองคนพูดที่สายตาไม่ได้อยู่ที่เขา แต่อยู่กับอีกคน จือหยวนหันมองซูเหยาที่ไม่ได้สบตาใคร แต่กำลังยกน้ำชาขึ้นดื่มเหมือนมาชมการแสดง
เขาจึงเดินกลับไปหาเฉิงเคอ “แค่ยามซื่อพอ ข้ายอมได้แค่นั้น หากเจ้ายอมตกลง ข้าจะพานางมาด้วยทุกครั้ง”
ของแลกเปลี่ยนที่ว่าช่างหอมหวานยิ่งนัก ซูเหยาเงยหน้ามองสามีที่เอาตัวเองไปขายแทนเงิน ดู ๆ ไปแล้วชีวิตนางถ้ายังอยู่กับเขาคงได้กลายเป็นหญิงหอนางโลมแน่นอน
เฉิงเคอหันมองนางอีกครั้ง เขาจะเก่งหรือไม่เก่งอย่างไรก็ไม่มี ทางเติบโตได้แน่นอน ดังนั้นแล้วขอเพียงได้เห็นหน้านาง และพูดคุยเพียงหนึ่งชั่วยามก็ยังดี “ตกลง”
“ดีเยี่ยม เจ้าก็ฉลาดเหมือนกัน” จือหยวนชมน้องชายตนก่อนจะเดินออกจากลานฝึก ปล่อยให้ซูเหยาอยู่กับน้องชายตนเพียงลำพัง
“ซูเหยา ข้าขอคุยกับเจ้าสักครู่ได้หรือไม่” คนที่กำลังจะลุกขึ้น หันมองเขา จากนั้นก็นั่งลงแล้วรินน้ำชาส่งให้
“ข้าให้เวลาท่านหนึ่งเค่อ”
แค่นี้ก็มากพอแล้ว “เจ้ายังโกรธข้าอยู่ใช่ไหม”
“ท่านเคยได้ยินสำนวนนี้ไหม สายน้ำไม่หวนคืน ความรักระหว่างท่านกับข้าก็เช่นเดียวกัน ในเมื่อท่านคิดจะหันหลังให้ข้าในวันนั้น ก็เท่ากับว่าท่านได้เลือกทางเดินใหม่แล้ว ส่วนข้าเองก็แต่งงานกับพี่ชายท่านแล้ว ฉะนั้นไม่มีประโยชน์อันใดที่จะต้องมาคุยเรื่องเดิมอีก”
“แต่ข้ารักเจ้าคนเดียวซูเหยา” คำว่ารักของเขาง่ายดายจริง ๆ
“แล้วซูเหมยเล่า”
เฉิงเคอใบ้กิน พูดไม่ออกตอบไม่ถูก ตอนที่รู้ว่านางเสียสติ เขาที่ได้ ซูเหมยปลอบใจจึงยอมตกลงแต่งงานด้วย แต่มาถึงตอนนี้เขารู้ดีว่านาง ไม่ได้บ้าอย่างที่คนอื่นพูด
“ข้าไม่ได้รักนาง”
หากน้องสาวที่รักของนางมาได้ยินจะอาละวาดขนาดไหน นางพอจะนึกออก “ถึงท่านไม่ได้รักนาง แต่นางก็คือภรรยาของท่าน ท่านควรจดจำเอาไว้ให้ดี”
ซูเหยาลุกขึ้น เขาก็ลุกขึ้นตาม มือหนาจับแขนนางเอาไว้ไม่ให้เดินต่อ ซูเหยามองมือเขา “หากท่านยังเห็นแก่ความรู้สึกในอดีตของพวกเราอยู่ ก็อย่าได้ทำตัวเหมือนบุรุษสวมหมวกเขียวอีก”
เขาปล่อยแขนนางลงทันที ซูเหยาจึงเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะฟังความรู้สึกเขา บางครั้งการได้ยินความรู้สึกคนอื่นก็ใช่ว่าจะดี นางเคยเจ็บมาแล้ว ดังนั้นจะไม่ยอมซ้ำสองแน่นอน
กลับมาถึงห้องนอนตัวเองที่ตอนนี้เริ่มจะไม่ใช่ เพราะตั้งแต่เรื่องผีเมื่อคืน จือหยวนก็แทบจะไม่ขยับออกจากห้องเลย แถมตอนนี้ยังยึดที่นอนนางอีก ถามว่าเขาทำอะไร ไม่ใช่อ่านหนังสือ ไม่ใช่ท่องตำราพิชัยสงคราม แต่กำลังอ่านตำรากามสูตรร้อยแปดพันท่าต่างหาก
“ออกไปจากห้องข้าเลย!!” ซูเหยาปากาน้ำชาใส่คนบนเตียงสามีตัวดีก็ยังรับได้อีก
“เจ้าจะรีบร้อนไปไย ให้ข้าศึกษาท่าสำหรับใช้กับเจ้าคืนนี้ก่อน”
“เหยียนจือหยวน ข้าจะฆ่าเจ้า!!”
จือหยวนคงไม่ชอบหน้านางมากแน่ ๆ ถึงได้ลากนางมาทรมานมองเขาฝึกซ้อมทุกยามซื่อ ทรมานเรื่องนั่งดูเขาฝึกไม่ว่า แต่นางยังต้องมาเล่นสงครามประสาทกับน้องสาวคนดีอีก
“ไม่คิดว่าพี่สาวจะชอบดูเขาฝึกซ้อมด้วย”
ซูเหยาหันมองรอบด้าน หนุ่ม ๆ ต่างฝึกซ้อมอย่างขยันขันแข็ง ดูแล้วชุ่มชื่นใจเหมือนกัน “ก็ไม่ได้แย่เท่าไร”
คนได้ยินทำสีหน้ารังเกียจอย่างเห็นได้ชัด “ข้ากับท่านพี่เราเข้ากัน ได้ดี เขาชอบเอาใจข้ามาก โดยเฉพาะเวลาอยู่กันสองต่อสอง แล้วพี่สาวกับคุณชายใหญ่เป็นเช่นไร”
ซูเหยาหันมองคนพูด “ก็ดี” แค่นั้นพอเพราะพวกเขาเหมือนไฟกับไฟ เจอกันทีไรเหมือนไฟจะลุกยิ่งกว่าเดิมอีก นึกถึงบุรุษผู้นั้นแล้วยิ่งโมโห แต่ก็จำต้องหันไปยิ้มด้วยอย่างเอาใจเมื่อเขาเดินมาหา
“พวกเจ้าคุยอะไรดูน่าสนุก”
ซูเหยาส่งผ้าเช็ดหน้าให้อีกฝ่าย “เรื่องพวกเราไม่สนุกหรอก พวกท่านหิวหรือยัง”
สองบุรุษพยักหน้า ดังนั้นนางจึงสั่งให้เด็กตั้งโต๊ะระหว่างรอพวกเขาไปอาบน้ำ นางก็ต้องนั่งฟังซูเหมยเล่าถึงความรักระหว่างตนกับสามีจนหูใกล้จะดับ
ฟงจิวที่ฟังอยู่นางเผลอเบ้ปากใส่ ดูก็รู้ว่าตลอดเวลาที่อยู่ในลานฝึกสายตาของคุณชายเฉิงเคอมองแต่คุณหนูของตน แล้วเอาความมั่นใจอะไรมาพูดว่าอีกฝ่ายรักตัวนักหนา ช่างน่าสมเพช
“เจ้าแต่งเข้ามาจวนนี้หนึ่งเดือนแล้ว เคยเห็นอะไรผิดปกติไหม”
นางถามทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่บอกแน่ แต่ในสมองซูเหมยไม่ได้โกหกเสียหน่อย ถ้าเช่นนั้นก็ไม่แปลกอะไรที่นางจะได้รับคำตอบว่า
“ทุกคนที่นี่ดีกับข้ามาก” เพียงแต่รู้สึกว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง แม่ทัพเหยียนกับภรรยา และอนุค่อนข้างแปลกพอสมควร
นางอยากได้ยินคำอธิบายเรื่องที่ว่าแปลกนั่น แต่ก็นะ คนสงสัยคิดได้แค่นั้น ก่อนจะหันมานินทานางเรื่องอื่นต่อ “พี่สาวจะสนใจไปทำไม”
“ไม่มีอะไร ข้าก็แค่อยากรู้จะได้ทำตัวถูก แล้วปกติเจ้ากับอนุเหมยฉิงพบปะพูดคุยกันบ่อยไหม”
ซูเหมยหันมองนางทันที เพราะที่นางถามถึงคือแม่สามีนาง พอเป็นแบบนี้นางก็ยิ่งไม่ได้คำตอบ
นางมองไปทางมุมตึกก็เห็นเงาสีดำ “ข้ารู้สึกปวดหัว คงอยู่ร่วมโต๊ะอาหารไม่ได้ ยังไงก็ขอตัวก่อน” จู่ ๆ ก็ลุกขึ้นแล้วเดินไปยังมุมตึกฝั่งตะวันตก อันเป็นทิศที่ตั้งของหลังจวน
ซูเหมยมองตาม ยังไม่วายบ่นตามหลัง คุยกับสตรีบ้านางเริ่มจะกลัวขึ้นมาแล้ว ต่อไปคงต้องวางตัวให้ห่างเข้าไว้ ส่วนจือหยวนที่เห็นนางพอดี ก็ขอตัวเช่นกัน
คนถูกตามไม่ได้สนใจด้านหลัง นางสนใจเพียงแค่เงาดำตรงหน้า สามวันมานี้นางเห็นแค่วิญญาณน้าเผย แต่ไม่เคยเห็นวิญญาณอื่นเลย ไม่ใช่ว่าเรือนนี้มีคนตายแค่คนเดียวหรอกหรือ เหตุใดจึงมีเพิ่มมาอีกหนึ่ง
นางเร่งฝีเท้าให้ทันวิญญาณที่ว่า เมื่อเดินไปจนสุดท้ายจวนจนถึงสถานที่ซึ่งพวกนางเคยปัดกวาดวันก่อน จู่ ๆ เงาดำก็หายไปตรงใกล้ศาลา นางจึงเดินไปแล้วหันมองรอบตัว
นางก้าวไปทีละก้าว แต่แล้วก็ กรี๊ดดด... พื้นที่นางเหยียบยุบลง เป็นหลุม ส่วนนางตอนนี้ถูกจือหยวนคว้าตัวเอาไว้ได้ทันอย่างหวุดหวิด
ซูเหยาถูกจือหยวนโอบเอวแล้วถอยหลังอีกสองก้าว นางมองไปยังก้นบ่อด้านล่างที่ลึกพอสมควร ตามมาด้วยกลิ่นเหม็นลอยเตะจมูกจนแทบอยากจะอาเจียน
“คนตาย ด้านล่างมีศพ” จือหยวนหันมองซูเหยา จากนั้นก็เรียกบ่าวในจวนจุดไต้เพื่อส่องเข้าไปด้านใน ทันทีที่ไฟส่องลงไป หนูที่อยู่ในบ่อก็วิ่งขึ้นมา คนรอบด้านยิ่งกรีดร้องกว่าเดิม ตามมาด้วยภาพสยองขวัญที่ทำให้ใครหลายคนกินข้าวไม่ลง
ซูเหยามองลงไปใต้บ่อ สภาพศพเหมือนพึ่งตายไม่นาน ใบหน้าถูกทุบตีจนไม่เหลือสภาพ แขนหักขาหัก ลำไส้ทะลัก มองจากลักษณะการแต่งกายเหมือนสตรี
แม่ทัพเหยียนไปเข้าเฝ้ายังไม่กลับ ฮูหยินใหญ่ก็ออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้า ตอนนี้ก็มีเพียงแค่บุตรชายเขาสองคนที่พอจะสั่งการได้
เฉิงเคอมองบ่อด้านล่าง “แจ้งทางการให้มาตรวจสอบ และกั้นไม่ให้คนอื่นเข้าใกล้เด็ดขาด”
นางเห็นด้วยกับคำสั่งของเฉิงเคอ รออยู่ประมาณสองเค่อทางการ ก็มา จากนั้นก็เอาศพที่ตายขึ้นมาจากบ่อ เมื่อมาถึงด้านบนคราวนี้นางจึงเห็นสภาพทั้งหมด
แขนหักขาหัก ลำไส้ทะลัก ใบหน้าบิดเบี้ยว กะโหลกถูกทุบตีจนสมองทะลักออกมาด้านนอก ดวงตาหลุดออกมา คงจะตกอยู่ก้นบ่อ คนที่ลงมือโหดเหี้ยมมาก
“คุณหนู ที่ตรงนี้ไม่ใช่ที่สตรีจะอยู่ เชิญคุณหนูไปรอด้านนอกขอรับ”
องครักษ์ซื่อฟงหันมองสตรีที่ไม่ยอมขยับ นางก็หันมองกลับมาด้วยสายตาแข็งกร้าว
ซูเหยาตวัดสายตามองคนพูด “ข้าไม่กลัว” นางแค่อยากให้วิญญาณอาฆาตที่ว่าออกมาเท่านั้น แต่รอแล้วรอเล่าก็ยังไม่ปรากฏตัว หรือเพราะว่าพึ่งตาย พลังงานจึงไม่แกร่งพอที่จะแสดงตัวอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ที่ปรากฏตัวให้นางเห็นนั้น คงเพราะอยากให้พบศพก่อนที่ศพจะเน่าเฟะจนตามสืบไม่ได้
“ต้องส่งศพพิสูจน์หลักฐานอีกรอบ และประกาศหาคนหายจึงจะรู้ว่านางเป็นใคร” มองจากเสื้อผ้าร่างกายก็เหมือนไม่ใช่สาวใช้จวนนี้ แต่มาตายในจวนสกุลเหยียนได้ทั้งที่คนคุ้มกันแน่นหนา แสดงว่าสาวใช้คนนี้รู้จักกับคนในจวนเป็นอย่างดี
ศพถูกเอาออกไปแล้ว เรื่องพิสูจน์ศพอะไรพวกนั้นก็ปล่อยให้คนชำนาญจัดการไป ส่วนนางจะเป็นฝ่ายคุยกับวิญญาณเอง ซูเหยายังอยู่ที่เดิม นางเดินสำรวจไปเรื่อยโดยไม่รีบร้อนกลับห้อง
“เมื่อไหร่เจ้าจะกลับ” เสียงสามีทำให้นางหันมอง “ท่านจะกลับ ก็กลับไปสิ จะอยู่เฝ้าข้าทำไม”
“ข้าช่วยชีวิตเจ้านะ ไม่ขอบใจแล้วยังมารำคาญข้าอีก”
รู้ตัวด้วยว่านางคิดว่าเขาน่ารำคาญ “แล้วท่านเล่า เหตุใดไม่กลับไป ไม่ใช่เพราะว่าต้องการหาเบาะแสเพิ่มเหมือนข้าใช่ไหม”
จือหยวนทำสีหน้าตึงขึ้นมา หันมองรอบด้าน “ใครว่า ข้าแค่รอเจ้า” จากนั้นก็ยกแขนขึ้นลูบเมื่อรู้สึกถึงลมวูบผ่านมา
“เจ้ารีบไปเถอะ ตอนนี้จะมืดแล้ว”
“ท่านกลัว” นางก้มลงมองบนพื้นบริเวณกลางลานสวนดอกไม้ที่แห้งแล้ง บนดินที่แห้งแตกระแหงนั้น มีรอยเลือดตกอยู่ และถูกกลบปิดเอาไว้
ทิศทางของเลือดมุ่งหน้าไปทางเรือนตะวันออก นั่นคือเรือนใหญ่สุด เป็นไปไม่ได้ที่มีคนตายแล้วจะไม่มีใครรู้เรื่อง ดูเหมือนเรื่องนี้จะไม่ธรรมดาแล้ว
“กลับกันเถอะ” จู่ ๆ ก็อยากกลับ คนที่มองนางอยู่ก็สงสัยอีก
“เจ้าจะรีบกลับไปไหน”
“ก็ท่านบอกว่ามืดแล้ว แถม...” นางแกล้งกวาดตามองรอบ ๆ“เขาว่ากันว่าศพที่พึ่งตายใหม่ ๆ เฮี้ยนพอสมควร หรือท่านจะอยู่เล่นกับนาง” พูดจบก็ก้าวเท้าเดิน ส่วนคนได้ยินก็วิ่งตามมาเกาะแขนนางไว้อย่างดี
ดู ๆ ไปเหมือนนางได้ลูกมากกว่าได้สามีเสียอีก
“อย่าเกาะข้า”
นางสะบัดแขน แต่มือเขาก็ยิ่งเกาะนางแน่นกว่าเดิม พอนางจะเดินหนี เขาก็เกี่ยวเอวนางไว้ ตอนนี้กลายเป็นว่าพวกเขาเหมือนสามีภรรยาที่รักใคร่กลมเกลียว แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่า ที่จริงแล้วสามีนางกลัวผีจนขึ้นสมองต่างหาก
อีกมุมหนึ่งของเรือนมีเงาคนแอบดูอยู่ รอคอยจนพวกเขาจากไปแล้ว จึงปรากฏตัวขึ้น แล้วสำรวจจุดเกิดเหตุโดยรอบ เมื่อเห็นว่าไม่มีหลักฐาน ตกหล่นแล้วจึงหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
