บทที่ 3 บุรุษบ้ากาม
ซูเหยามองคนทะลึ่งตรงหน้า เขามันบุรุษบ้ากามของแท้ นางจะทำเช่นไรกับสามีไม่เอาไหนดี คิด ๆ แล้วก็โมโหได้ยินเสียงเขาคิดในใจว่านางต้องกลัวจนร้องขอชีวิต
ขอชีวิตบ้านพ่อท่านน่ะสิ! ผีข้ายังไม่กลัว แล้วจะกลัวอะไรกับท่าน
“เจ้ารู้ไหมว่านอกจากแบบนี้แล้ว มันยังมีอีกหลายแบบ ทั้งทรง โค้งงอ ทรงหยัก หรือแม้แต่เป็นเก้าอี้เสพสมก็ยังมี”
ซูเหยาถลึงตาใส่ “อย่ามาลามกกับข้า ข้าไม่ใช่สหายท่าน”
“เจ้าไม่ใช่สหาย แต่เป็นภรรยาข้า เหตุใดข้าจะพูดไม่ได้ ไหน ๆ พวกเราก็จะร่วมหอลงโรงกันแล้ว คืนนี้ข้าจะสอนเจ้าเอง ว่าแต่เจ้าจะเอาท่าไหน ท่าบน ท่าสะพาน โก้งโค้ง หรือจะลองท่าพิสดารข้าก็มี”
คนได้ยินขบฟันมองเลยไปด้านหลัง บุตรก็ลามก ผีมารดาก็กำลังโมโห “ท่านไม่อยากรู้หรือว่าปิ่นหยกที่ข้าพบ พบได้เช่นไร”
นางเห็นแววตาสั่นไหว คนที่ขาดมารดาเช่นนางและเขาย่อมรู้ว่าตัวเองรู้สึกเช่นไร พอนางเอ่ยถึงของรักของมารดาที่หายไป เขาก็ถอยหลังสองก้าว
“บอกข้ามาว่าเจ้าพบมันได้เช่นไร”
“ใต้ต้นไม้ใหญ่ด้านหลังจวน”
สถานที่นั้นเคยเป็นสถานที่โปรดของเขาและมารดา ยามที่เขางอแงหรือโดนบิดาดุเพราะไม่เอาไหน มารดาเขาจะพาไปหลบด้านหลังของจวน
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยไปหา แต่ทำไมนางพึ่งจะเหยียบเข้าจวนมาแค่ วันเดียวถึงหาพบ!! “หรือเจ้าจะเห็นผีจริงอย่างที่คนอื่นพูดกัน”
ซูเหยาไม่ตอบ แต่มองเลยไปทางด้านหลังเขา
“เจ้าเป็นอะไร ทำไมถึงเอาแต่มองด้านหลังของข้า” จือหยวนหงุดหงิดจนตวาดใส่นาง
“ถึงข้าไม่อยากมองก็ต้องมอง เพราะมารดาของท่านติดตามท่านตลอดเวลา”
จือหยวนหันมองด้านหลังเขา ดวงตาสั่นไหวบอกว่าคิดถึงมารดาขนาดไหน ตั้งแต่เสียมารดาไปเขาก็แทบไม่เป็นผู้เป็นคน ทำอะไรก็ไม่เคยถูกใจบิดา มีแต่เฉิงเคอที่กลายเป็นลูกรัก เพราะอีกฝ่ายเก่งกว่าทุกอย่าง
“เจ้าโกหก อย่าเอาเรื่องมาปดข้า ข้าไม่เชื่อ”
เอาเถอะ นางได้ยินเรื่องนี้มาพันครั้งแล้ว
“เจ้ามันก็แค่คนสติไม่ดี”
“ได้ ข้าสติไม่ดี ท่านก็เป็นบุรุษไม่ดีเช่นกัน ถ้าคุยจบแล้วก็ออกไปได้แล้ว ข้าจะนอน!!” ปลายเสียงนางตะคอกอย่างรำคาญ
ส่วนคนถูกไล่ก็นึกได้ว่าตัวเองจะทำอะไรก่อนหน้า
“จะรีบไล่ข้าทำไม พวกเรามาเล่นสนุกกันก่อนสิ”
“มารดาท่านน่ะสิ ไปไกล ๆ ข้าเลย”
“เรียกหามารดาข้าทำไม เจ้าก็รู้ว่ามารดาข้าตายไปแล้ว มามะ มาให้สามีเจ้าร่วมเตียง”
นางขนลุกชอบกล ท่าทางและน้ำเสียงเขาเหมือนคนบ้ากามไม่มีผิด ว่าแล้วซูเหยาก็นึกถึงเรื่องบางอย่างได้ นางมองตรงเป้าเขา จากนั้นก็ยกเท้าขึ้นถีบอย่างแรง...
พ่อบ้านสกุลหวังเผากระดาษที่คุณหนูซูเหยาสั่งการเอาไว้เมื่อ ครึ่งเดือนก่อน ในใจก็ได้แต่คิดว่าเหตุใดคุณหนูถึงรู้ว่าจะต้องแต่งงานกับสกุลเหยียน คิดไปคิดมาก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณหนูทำ แต่ในเมื่อเป็นคำสั่ง เขาจึงต้องปิดปากไว้สนิท
“เจ้าเผาอะไร” เสียงนั้นคือฮูหยินเหวยผิง พ่อบ้านถงรีบลุกขึ้นแล้วคำนับทักทาย เขามองแผ่นกระดาษแล้วก็รีบรายงาน
“เป็นรายการจัดซื้อของใช้ในครัวประจำขอรับ บ่าวเห็นว่ามันเยอะมากไปแล้วจึงนำมาเผาทิ้ง”
ฮูหยินเหวยผิงหันมองกองกระดาษที่ยังไม่เผา เห็นว่ามีรายการจัดซื้อที่เขียนอยู่จริง จึงไม่ติดใจอะไรอีก
“ถ้าเสร็จแล้วพ่อบ้านถงก็ช่วยนำของบำรุงไปส่งที่จวนสกุลเหยียนให้ข้าด้วย อ้อ แล้วก็ต้องส่งให้ถึงมือลูกข้าเข้าใจไหม ห้ามผ่านผู้ใดเด็ดขาด”
“ขอรับ” พ่อบ้านถงมองของบำรุงที่มีถึงสองหีบ “ของส่วนนี้ให้คุณหนูซูเหยาด้วยไหมขอรับ”
ฮูหยินเหวยผิงตวัดตามองอย่างไม่พอใจ “ไม่ต้อง สิ่งใดที่ข้าไม่สั่ง ก็ไม่ต้องทำ”
พ่อบ้านหวังนึกสงสารคุณหนูซูเหยาจับใจ ตั้งแต่ฮูหยินใหญ่จากไป เรื่องทุกอย่างก็กลับตาลปัตรไปหมด พ่อบ้านหวังพยายามสะบัดความคิดกังวลออกไป จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังจวนสกุลเหยียน
เมื่อไปถึงก็นำของกำนัลไปส่งให้คุณหนูซูเหมย เขาคิดจะแวะไปหาคุณหนูซูเหยาสักครั้งก่อนกลับ กำลังจะก้าวเท้าไปยังทางเดินที่มองเห็นประตูไกล ๆ ยังไม่ทันจะส่งเสียง
ประตูก็เปิดออกมาพร้อมกับคน!!!
จะใครเสียอีกนอกจากคุณชายจือหยวนผู้เป็นสามี พ่อบ้านถงมองคุณหนูที่ยกของบางอย่างขึ้น จากนั้นก็ขว้างของสิ่งหนึ่งออกไป ทำให้คนที่ล้มอยู่บนพื้นรีบวิ่งตาม และของที่ว่านั่นก็หล่นมาตรงหน้าเขา
คนแก่ก้มมองไปดูแล้วก็อ้าปากค้าง มัน... คือ จู่ ๆ ก็ติดอ่าง ได้แต่มองคุณชายจือหยวนรีบเก็บมันขึ้นมาแล้วลูบ ๆ อย่างหวงแหน ก่อนจะหันไปต่อว่าคุณหนูซูเหยา
“เจ้ารู้ไหมว่ามันหายากขนาดไหน กว่าข้าจะหาซื้อได้ต้องใช้เวลาหลายเดือน โชคยังดีที่มันยังไม่แตก”
ซูเหยาที่ได้ยินก็ขบฟันอย่างโมโหไม่หาย ดีนะตอนที่อยู่ในเรือน หลังจวนนางได้ฝึกวิชาจับปลาจนชำนาญ ไม่เช่นนั้นปลาที่ว่าจะโดนนางโยนออกมาด้านนอกได้อย่างไร
วิธีจับปลาของนางก็คือ ซูเหยาพยายามสลัดความคิดรังเกียจออก แล้วกำไปตรงกลางลำตัวเขา จากนั้นของนูนนั่นก็เต็มไม้เต็มมือ นางสะบัดความคิดไม่ดีออกไป
“ท่านห้ามเข้าใกล้ข้าอีก ไม่เช่นนั้นคราวหน้าข้าจะตัดไอ้นั่นของท่านแทน คราวนี้ไม่ต้องให้คนอื่นประกาศแล้ว ข้าจะเป็นคนประกาศข่าวนี้ด้วยตัวเอง”
ปัง!! ประตูปิดลงตามอารมณ์ที่โมโหจัด ส่วนคนเป็นสามีในนาม ก็หันมองแขกอีกครั้ง
“ถ้าเจ้าเอาเรื่องที่เกิดขึ้นไปบอกกับใครละก็ ข้าไม่ละเว้นเจ้าแน่”
พ่อบ้านถงยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง จากนั้นก็รีบกลับไปจนลืมเรื่องที่จะมาดูว่าคุณหนูสบายดีไหม ถูกรังแกหรือไม่ แต่ดูท่าแล้วเขาคงไม่ต้องห่วงแล้วกระมัง
ซูเหยานั่งควบคุมสติตัวเองที่หลุดไป ตั้งแต่เจอจือหยวนเขาก็ทำให้นางเกือบเสียแผนไปหลายรอบ คิด ๆ แล้วควรอยู่ห่างเขาให้ไกล บุรุษผู้นี้ ไม่ควรเข้าใกล้ที่สุด
ในเมื่อมาเพราะมีจุดประสงค์ ดังนั้นนางควรเริ่มสืบได้แล้ว นั่งทำสมาธิได้ไม่นานนางก็ออกจากเรือน มุ่งหน้าไปยังเรือนตะวันตกที่มีเหล่าอนุทั้งหลายอาศัยอยู่
ในเรือนนี้มีคนอาศัยอยู่ทั้งหมดก็คือ เหยียนหยุนเตอ ฮูหยินรุ่ยหลิน จือหยวนบุตรชายของฮูหยินใหญ่คนก่อน อนุเหมยฉิง อนุเฟยจวิ้น เฉิงเคอ ที่เป็นบุตรของอนุเฟยจวิ้น หนิงเพ่ยซึ่งเป็นน้องสาวเขา อืม นางลืมไปอีกหนึ่งคน ซูเหมยน้องสาวของนาง
สองหัวเรือใหญ่ของจวนนางขอละเว้นไว้ก่อน ตอนนี้คนที่พอจะสืบข่าวได้ก็คืออนุทั้งสองที่ดูจะเป็นมิตรกับนางที่สุด นางคิดว่าอย่างนั้นนะ ส่วนพวกนางจะคิดอย่างไรกับตนก็อีกเรื่องหนึ่ง
มาถึงเรือนตะวันตก ยังไม่ทันก้าวเท้าเข้าไปก็ได้ยินเสียงโวยวายดังออกมาจากเรือนอนุ เสียงสตรีผู้เป็นน้องน้อยกำลังร้องห่มร้องไห้ไม่พอใจ ตามด้วยเสียงปัดข้าวของตกแตกเสียหาย
“ข้าไม่ยอม ยังไงก็ไม่ยอม”
อนุเฟยจวิ้นพยายามปลอบลูกสาวตน “เจ้าใจเย็นก่อน อย่าได้ทำเสียงดังคับเรือนเช่นนี้ เกิดคนอื่นมาเห็นเข้าจะยิ่งแย่ไปใหญ่”
“มีเรื่องอะไรที่แย่ไปใหญ่หรือเจ้าคะ” เสียงที่แทรกเข้ามาทำให้อนุเฟยจวิ้นตกใจอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะรีบดึงแขนบุตรสาวมาคำนับนาง ซึ่งกลายเป็นสะใภ้ของบ้านนี้
ซูเหยาหันมองคุณหนูของบ้านอีกคน หนิงเพ่ยพอเห็นนางก็ยิ่งทำสีหน้าบึ้งตึงมากกว่าเดิม ตอนนี้ซูเหยาได้ยินเสียงที่พวกนางคิดได้จนหมด เป็นเรื่องที่น่าตกใจพอสมควรที่คุณหนูคนเดียวของบ้านไม่ใช่บุตรของสกุล เหยียน
ดูเหมือนการมาครั้งนี้ของนางจะเป็นกำไรพอสมควร
“ข้าเดินเตร็ดเตร่จนหลงทาง เห็นว่าเรือนนี้ดอกไม้งดงามส่งกลิ่นหอมยิ่งนัก จึงขอแวะเข้ามาชมพักเหนื่อยสักครู่ได้หรือไม่” อนุเฟยจวิ้นรีบกล่าววาจานอบน้อมถ่อมตน แต่ในใจก็ยังนินทานางอยู่
‘ดอกไม้ก็ดอกไม้ของข้า เรือนก็เรือนข้า เจ้ามีเรือนตัวเองอยู่แล้ว แทนที่จะนั่งชมดอกไม้เรือนตน แวะมาเรือนคนอื่นทำไมถ้าไม่มาหาเรื่อง’
นางไม่ได้มาหาเรื่องเสียหน่อย เพียงแค่มาหาเบาะแส หันมองรอบด้านวิญญาณน้าเผยยังไม่ปรากฏตัว หรือว่าอนุเฟยจวิ้นจะไม่รู้เรื่องอะไรพวกนี้
“แต่ถ้าอนุเฟยไม่พอใจข้าขอตัวกลับก็ได้เจ้าค่ะ”
“คุณหนูหวังอย่าได้เกรงใจเลย นั่งพักสักครู่เถอะ เด็ก ๆ ยกของหวานมาหน่อย แล้วเก็บกวาดให้เรียบร้อย”
ซูเหยามองกระเบื้องที่แตกบนพื้น “มีใครทำให้น้องหนิงเพ่ยไม่พอใจหรือเปล่า”
เจ้าของชื่อหันมองด้วยคำตอบ ‘คนที่ข้าโกรธก็คือเจ้านั่นแหละ โง่สิ้นดีถามมาได้’
ดูเหมือนสามีนางก็มีส่วนดีเหมือนกัน น้องสาวที่เติบโตกันมาตั้งแต่เด็กก็ยังคิดเป็นมากกว่าน้องสาว ถ้าเช่นนั้นก็สมควรจะผูกไมตรี วาสนานี้หากมีคนอยากผูกด้ายแดง นางจะไม่สนับสนุนได้เช่นไร
คิดไม่ทันเสร็จด้ายแดงอีกเส้นก็โผล่หน้าเข้ามา คนมาใหม่ชะงักเท้า หันมองนางด้วยสีหน้าไม่สู้ดี “น้าจวิ้น ข้ามีเรื่องจะคุยด้วย”
ดูจากสีหน้าแล้ว คงเงินหมดไม่รู้จะไปยืมใคร เลยแวะมายืมคน ในจวนแทน แถมตอนนี้นางยังได้ยินความคิดดีที่เขาคิดได้เช่นกัน
‘ในเมื่อเล่นด้านนอกไม่ได้ก็เอามาเล่นในจวนแทนแล้วกัน ดูสิว่าใครจะห้ามข้าได้อีก’
นางมองด้านหลังสามี ในใจก็บ่น ‘บุตรท่านไม่เอาไหนเช่นนี้ หากข้าจะสั่งสอนสักครั้ง หวังว่าท่านน้าเผยจะไม่ว่าอะไร’
ดูเหมือนมารดาเขาจะเห็นด้วย เพราะเมื่อพูดจบวิญญาณก็หายไป ซูเหยาไม่ได้พูดอะไรกับเขาสักคำ ปล่อยให้เดินจากไป ส่วนนางก็ขอตัวไปจัดการเขา
ด้านหลังของจวนทางปีกฝั่งทิศใต้ สถานที่ลับนัดชุมนุมสำหรับการเล่นพนันของบุตรชายคนโตของสกุลเหยียน ทุกอย่างถูกเก็บเป็นความลับไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้
มุมปากของจือหยวนพอใจกับสถานที่แห่งนี้ จากนั้นก็วางโปหรือ กำถั่วลงไปในฝาครอบไม่ให้คนแทงเห็น จือหยวนมองเมล็ดถั่วที่มีอยู่หลายร้อยเม็ด เขาหยิบไม้ไผ่ขึ้นมา จากนั้นก็เริ่มเขี่ยลงไป
แกร๊กกก เสียงเหมือนลมพัดทำให้บานประตูที่ปิดไม่สนิทขยับ คนเล่นที่มีประมาณสี่คนหันมองไปที่ประตู แต่เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรจึงหันกลับมาสนใจกระดานตรงหน้าต่อ
สี่คนสนใจเมล็ดถั่วที่จือหยวนเขี่ย สักพักก็เหมือนมีอะไรตกใส่หัว พวกเขาเงยหน้ามองไปด้านบนก็เหมือนไม่เห็นอะไร จึงก้มหน้าลงมองกระดานต่ออย่างใจจดใจจ่อ
ติ๋ง!! คราวนี้สิ่งนั้นหยดลงกลางกระดานกลางวง พวกเขาทั้งสี่มองแล้วก็ร้องลั่น “เลือด!!” พอเงยหน้ามองด้านบนก็เห็นผมสีดำที่ลอยอยู่ด้านบน ก่อนที่จะตกลงมา
ถามว่าเกิดอะไรขึ้น... ก็วงแตกสิ ตอนนี้บุรุษผู้กล้าหาญทั้งสี่วิ่งหนีไปคนละทิศละทาง อีกฝั่งของเรือนมีเชือกเส้นหนึ่งโยงออกมาด้านนอก คนที่ถืออยู่ก็คือฟงจิว ส่วนคนสังเกตการณ์ก็คือซูเหยา
“พอแล้ว รีบเก็บหลักฐานให้หมด” คิดว่าพวกเขาถ้าได้สติจะต้องย้อนกลับมาดูแน่ ส่วนนางก็เดินกลับไปทางหลังจวนที่สามีวิ่งหนีไป
คนเราจะว่าไปก็แปลก คนว่ากล่าวตักเตือนไม่ยอมฟัง แต่กลับกลัวผี วงพนันที่พวกเขาเล่นแตกกระเจิงไม่เป็นท่า คิดว่าคงไม่กล้ามาตั้งวงอีกนาน แผนการครั้งนี้ตรงกับสำนวนที่ว่า ตีงูต้องตีที่เจ็ดชุน หมายถึง ต้องตีให้ตรงจุดสำคัญ
จือหยวนหนอจือหยวน จะไปเล่นด้านนอกก็ไม่ได้ จะเล่นในจวน ก็กลัวผี มาถึงตอนนี้นางอยากรู้นักว่าเขาจะไปเล่นที่ไหนอีก
นางหันมองบุรุษอีกสามคน คนหนึ่งซ่อนในถังน้ำ อีกคนวิ่งหนีจน ผ้าหลุดลุ่ย อีกคนก็สลบไม่รู้สึกตัว คิดแล้วก็อยากเห็นสภาพสามีตนเอง ว่าจะเป็นเช่นไร
เดินมาไม่นานก็ถึงหลังจวนที่ว่า สถานที่เดิมใต้ต้นไม้ใหญ่ ซูเหยาย่องมาตามทางพลางหันมองรอบด้าน แต่ก็ไม่เจอตัวเขา หรือว่าจะไปที่อื่น นางกำลังจะหมุนตัวกลับก็ได้ยินเสียงเหมือนคนเหยียบใบไม้ ก่อนจะมีคนตกจากต้นไม้ลงมา
อย่าถามว่าใคร คนนั้นก็คือสามีนางนั่นเอง ไม่เพียงเท่านั้นด้านบนต้นไม้ยังมีผีมารดาเขาปรากฏตัวอีก ใบหน้ามารดาเขาสยองยิ่งกว่าตอนที่นางเห็นรอบก่อน ใบหน้าแดงก่ำอ้าปากเหมือนจะพูดสิ่งใด แต่เสียงไม่ออกมา มือวิญญาณยืดยาวลงมายังบุตรชายที่อยู่ด้านล่าง นั่นทำให้จือหยวนร้องด้วยความกลัว เขาหันมาทางนาง
เขาวิ่งมาเกาะด้านหลังนางทันที “ช่วยข้าด้วย เจ้าช่วยข้าด้วย เจ้าพูดกับผีได้ไม่ใช่เหรอ”
ซูเหยากลอกตาอย่างเบื่อหน่าย “ไหนว่าไม่เชื่อ”
“ก็พิสูจน์ให้ข้าดู”
นางมองผีมารดาเขา จากนั้นก็พูดในใจ “ดูเหมือนน้าเผยจะโกรธมากที่เขามาเล่นการพนันในจวน แต่เรื่องนี้ข้าจัดการต่อได้ ท่านได้โปรดอย่าทำให้บุตรตัวเองกลัวเลย”
มือนั้นค่อย ๆ หดลง วิญญาณที่อยู่บนต้นไม้ก็ลงมา ใบหน้าที่สยอง ก็เหลือเพียงเงาดำ ดวงตามองไปยังบุตรชายอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหายไป
ซูเหยาจึงถอนใจโล่ง “นางไปแล้ว”
เงียบ ไม่มีสัญญาณใดจากด้านหลัง จากนั้นนางก็ได้กลิ่นแปลก พอมองไปที่พื้นก็เห็นพื้นใต้เท้านางกำลังเปียก พอหันมองคนด้านหลัง
จะบ้าตาย นี่เขากลัวผีจนฉี่แตก!! สวรรค์ ท่านส่งสามีแบบไหนมาให้ข้า
