บท
ตั้งค่า

บทที่ 13 คนร้ายเริ่มเคลื่อนไหว

เวลาพักสองชั่วยามจบลงแล้ว ตอนนี้ผู้เข้าสอบสิบห้าคนสุดท้ายลงไปเตรียมตัวในสนาม ซูเหยามองโดยรอบก็เห็นซูเหมยที่ยิ้มแย้มดีใจ เพราะคิดว่าสามีตัวเองกำลังจะได้ที่หนึ่ง

ก่อนจะได้ที่หนึ่งก็ผ่านด่านห้าคนนั่นให้ได้ก่อนเถอะ ซูเหยาหัวเราะในใจก่อนจะจิบน้ำชาอย่างสบายใจ มองสามีนางที่จัดการคู่ต่อสู้ล้มลงทีละคน จนกระทั่งเหลือเพียงแปดคนสุดท้าย

ในแปดคนนั้นมีคนของหน่วยพิทักษ์ห้าคน เฉิงเคอ ลู่จงเหลียน และอีกคนดูเหมือนจะเป็นบุตรของนายกองธงท่านหนึ่ง เป็นการต่อสู้ที่น่าดูมาก นางจึงขยับตัวตรงอีกนิดเพื่อดูการต่อสู้ให้ชัดเจน

“พี่เริ่มกลัวแล้วใช่ไหม” ซูเหมยยังพูดเยาะเย้ย

“อย่าลืมสัญญานั้นแล้วกัน”

เป็นนางที่ควรทวงมากกว่า ซูเหมยหันไปตอบกลับ

“พี่ก็อย่าคิดเสียดายตอนหลังก็แล้วกัน” จากนั้นก็หัวเราะขำตามหลังแบบผู้มีชัย คนเป็นพี่สาวไม่ใส่ใจอีก แต่หันไปสนใจเวทีการประลองแทน

จากแปดก็เหลือเจ็ด จากเจ็ดก็เหลือห้าคนสุดท้าย ก่อนที่จะเหลือเพียงสองคนคือเฉิงเคอและจือหยวน มาถึงตอนนี้ไม่มีใครคิดว่าจือหยวน จะผ่านมาถึงด่านนี้ได้

ผู้เป็นบิดามองบุตรชายสองคนอย่างไม่เชื่อสายตาเช่นกัน เขาประเมินแล้วว่าบุตรชายคนโตเป็นรองกว่าบุตรชายคนรอง ทั้งด้านกำลังและการฝึกฝน จึงคิดว่าหากจือหยวนแพ้เขาก็จะชื่นชมไม่แพ้กัน

ที่ดูจะตกใจไม่แพ้คนอื่นคงเป็นน้องสาวคนดีของนางที่ทำสีหน้าเหมือนจะไม่เชื่อสายตา แถมยังรู้สึกกลัวข้อตกลงที่รับปากไว้ด้วย

“น้องรัก เจ้าหน้าซีดนะ ไปพักด้านในร่มสักครู่ดีไหม”

หากนางไปก็เท่ากับอดเห็นว่าใครแพ้ใครชนะน่ะสิ ซูเหมยคิดแบบนั้นก็รีบปฏิเสธ “ท่านพี่กลัวข้าเห็นคุณชายใหญ่แพ้หรือเจ้าคะ ไม่ต้องกลัวหรอกเจ้าค่ะ คุณชายใหญ่มาถึงขนาดนี้ก็ถือว่าเก่งแล้ว”

ซูเหยาหัวเราะขำกลับ “เขาไม่เรียกกว่าเก่งอย่างเดียว แต่มีความสามารถ แล้วก็เก่งที่ชนะคนที่เอาแต่ฝึกเอาเป็นเอาตาย ดูเขาสิ ฝึกไม่ถึงเดือนยังเก่งขนาดนี้เชียว” ถมมันเข้าไป นางชอบเวลานี้ที่เขาเรียกว่าหัวเราะทีหลังดังกว่า

ซูเหมยได้ยินก็อยากจะลุกไป แต่เพราะเสียงกลองดังขึ้นนางจึงหันไปสนใจการต่อสู้บนเวทีแทน

เฉิงเคอออกหมัดหมายจะชกที่ใบหน้า แต่จือหยวนก็หลบได้ ก่อนจะพลิกตัว ยกมือขึ้นหมายจะฟาดที่คอ แต่เฉิงเคอก็รู้ทันรีบหมุนตัวก้มลงต่ำ เพื่อหลบ จือหยวนก็ใช้เท้าสกัดหมายให้ล้ม ก่อนที่เฉิงเคอจะขยับถอยห่างไปตั้งหลักอีกนิด

“พี่หยวน ข้าไม่คิดว่าพี่จะเก่งในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงเท่านี้”

“สั้นแล้วอย่างไร ยาวแล้วอย่างไร ถึงตอนนี้พี่ก็มาถึงจุดที่เจ้าคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ถูกไหม”

ที่ผ่านมาเฉิงเคอพยายามที่จะเอาชนะเขาทุกอย่าง ทั้งเรื่องสัญญาหมั้นนั่น ทั้งที่ตอนแรกควรเป็นเขา แต่เฉิงเคอก็สร้างเรื่องให้คนเข้าใจผิดว่าเขาเป็นบุตรไม่เอาไหน จนสุดท้ายสัญญาหมั้นก็ตกไปอยู่ในมือของเจ้าตัว แต่พอนานเข้าข่าวลือเรื่องซูเหยาไม่ดี เขาก็หาเรื่องให้นางแต่งกับตนอีก เพื่อไม่ให้ตัวเองดูแย่

จือหยวนไม่ออมมืออีกแล้ว พูดจบก็เหวี่ยงหมัดซัดเข้าไปที่ต้นคอ เฉิงเคอพยายามหลบเขาก็จับแขนเอาไว้ แล้วบิดไปด้านหลังก่อนที่จะฟาด อีกฝ่ายลงพื้นอย่างแรง

“ฮึบ!” เฉิงเคอพยายามเก็บอาการ แต่ตอนนี้เขาจุกไปหมด เขารีบลุกขึ้นมาใช้เท้าเตะอีกฝ่าย แต่จือหยวนก็กระโดดแล้วยกเท้าถีบด้านหลัง อีกรอบ

เฉิงเคอลงไปทรุดที่พื้น คราวนี้เหมือนจะลุกช้ากว่ารอบแรก

ซูเหยาหันมองน้องสาวคนดี “เจ้าดื่มน้ำหน่อยดีไหม เดี๋ยวจะขาดน้ำตายเสียก่อน” หึ ๆ นางหัวเราะ เพราะสภาพซูเหมยตอนนี้เหมือนกำลัง จะเป็นลม จังหวะที่กำลังจะหน้ามืดนั้นเฉิงเคอก็ลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง แต่ก็ถูกจือหยวนฟาดลงไปอีกรอบ

คราวนี้ถึงกับสลบไปเลยทีเดียว

เสียงตบมือดีใจข้างกาย

ทำเอาซูเหมยถึงกับสลบไปทันที...

“...” ซูเหยาหันมองน้องสาวคนดีก็หัวเราะยินดีกว่าเดิม ดูเหมือนงานนี้นางได้ทั้งขึ้นและล่องจริง ๆ

แค่นึกถึงสัญญานั้น ก็ทำให้นางอารมณ์ดีไปอีกนานหลายเดือน

ผลการแข่งขันครั้งนี้หน่วยพิทักษ์มังกรได้เข้ารอบทั้งห้าคน ส่วนเฉิงเคอนั้น แม้ได้อันดับรองลงมาก็ยังมีหน้าที่เป็นผู้ตรวจการวังหลวง ส่วนจือหยวนได้รับตำแหน่งรองแม่ทัพ เป็นหน้าเป็นตาให้แม่ทัพเหยียนมาก เขาเอาแต่โม้ไม่หยุดปาก โดยไม่สงสัยเลยว่าบุตรชายตนเก่งขึ้นมาได้อย่างไร

ความดีความชอบเลยตกมาที่นาง “ขอบใจเจ้าที่ทำให้จือหยวน เป็นผู้เป็นคนขึ้นมา”

อ้า... เขาดีอยู่แล้ว นางเพียงแค่แสดงเป็นภรรยาที่ใจแคบเท่านั้น

“ลองเขากล้าออกไปเที่ยวอีก ครานี้ข้าจะหักขาเขา”

จือหยวนหันมองเมียแล้วยิ้ม “ข้ากลัวแล้วเมียจ๋า”

เมียจ๊ะเมียจ๋าขึ้นมาทันที เขาเข้าไปกอดนางต่อหน้าแม่ทัพเหยียน ผู้เป็นบิดาก็หัวเราะชอบใจ

“ก่อนจะเริ่มงานยังพอมีเวลาพักผ่อน เช่นนั้นพวกเราไปพักที่จวนนอกเมืองดีไหม ถือว่าเปลี่ยนบรรยากาศก่อนที่จะกลับมาเพื่อเตรียมทัพ อีกรอบหนึ่ง”

เป็นการเที่ยวที่น่าสนุกจริง ๆ ทุกคนพยักหน้ายิ้มตอบรับอย่างมีความสุข ก่อนจะไปเตรียมตัวในการเที่ยวครั้งนี้

ซูเหยาหันมองอนุรองเหมยฉิงที่ทำสีหน้าเรียบนิ่ง มีเพียงครู่หนึ่งเท่านั้นที่ทอดมองจือหยวนอย่างไม่พอใจก่อนจะหายไป กลายเป็นคนเงียบนิ่งเหมือนเดิม

คนที่สังเกตอยู่ก็ได้ยินความคิดอีกฝ่ายชัดเจน เหมยฉิงไม่พอใจที่น้องชายตนสอบตำแหน่งที่ต้องการไม่ได้ ทั้งยังเป็นรองจือหยวนกับเฉิงเคออีก

สำหรับน้องชายที่มีอายุมากกว่าสองคนนั้น โอกาสที่จะได้ตำแหน่งเพิ่มขึ้นคงไม่มีอีกแล้ว พอเป็นแบบนี้ก็ยิ่งไม่พอใจมากขึ้นไปอีก

ซูเหยาและจือหยวนเดินกลับมาที่ห้องของตนเอง พอเข้าห้องได้เขาก็สอบถามนางทันที “เจ้าได้ยินอะไรกันแน่”

ตั้งแต่สนามสอบแล้วที่ซูเหยาเอาแต่เงียบนิ่ง ไม่พูดสิ่งที่ได้ยินมา จนถึงตอนนี้คงปิดบังไม่ได้แล้ว

“ตอนแรกข้าคิดว่าพ่อบ้านลู่อาจจะมีส่วนทำให้ท่านแม่ของข้าและท่านแม่ท่านตาย แต่พอมานึกถึงตอนนี้ก็เริ่มเข้าใจแล้ว”

“เข้าใจอะไร”

ซูเหยาพยายามทบทวนเรื่องทั้งหมด ก่อนจะเริ่มเล่า

“ตอนนั้นข้ายังเด็กก็เลยไม่เข้าใจ จนมานึกได้ว่าท่านแม่เคยเล่าให้ฟังว่า อนุเหมยฉิงเคยเป็นคนรักของท่านพ่อ”

“อะไรนะ” จือหยวนตกใจกับสิ่งที่ได้ฟัง

“แต่เพราะฐานะที่แตกต่างกัน ท่านแม่จึงได้แต่งเข้ามาเป็นฮูหยินแทน ส่วนนางก็ตบแต่งเข้าจวนนี้ มาถึงตอนนี้เรื่องราวก็เชื่อมโยงได้ว่า นางมีความแค้นทั้งมารดาข้าและมารดาท่าน”

จือหยวนนึกถึงน้องชายของเหมยฉิง ลู่จงเหลียนขึ้นมา

“ตอนนั้นเจ้าได้ยินอะไร”

สีหน้าซูเหยานิ่งกว่าเดิม แล้วเอ่ยประโยคในใจลู่จงเหลียน

‘ดูเหมือนพวกเจ้าจะไม่อยากมีชีวิตอยู่เช่นเดียวกับมารดาของ พวกเจ้าสินะ’

เมื่อรู้ตัวคนร้ายแล้วพวกเขาก็คงต้องเตรียมตัวให้ดี นางคิดว่าการออกไปพักผ่อนคราวนี้ อนุเหมยฉิงอาจจะลงมือจัดการให้เด็ดขาดแน่นอน

นางพักเรื่องอนุเหมยฉิงก่อน เพราะต้องไปทวงสัญญาที่เรือนของ ซูเหมย เมื่อไปถึงบ่าวในเรือนก็รีบบอก

“คุณหนูไม่สบายเจ้าค่ะ ท่านหมอบอกให้พักผ่อน”

“อ้อ” นางตอบรับคำแบบที่คิดอยู่แล้วว่าซูเหมยจะต้องหาทางปฏิเสธสัญญานั้นแน่

“ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปสกุลหวังแทนแล้วกัน”

คำว่าสกุลหวังนั้นทำให้ซูเหมยที่นอนอยู่บนเตียงถึงกับลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนลืมไปว่าตัวเองกำลังท้องอยู่ เมื่อเปิดประตูก็พบซูเหยายังยืนอยู่ ที่เดิม นางเลิกคิ้วขึ้นสูงแล้วถาม

“จะให้ข้าพูดตรงนี้หรือว่าด้านใน”

ซูเหมยได้ยินก็รีบเชิญพี่สาวเข้าไปด้านใน ซูเหยามองในเรือน ของตกแต่งนั้นมีราคากว่าเรือนนางมาก ไม่ว่าสกุลหวังหรือสกุลเหยียน เหตุใดบุตรชายจากภรรยาเอกถึงได้ถูกรังแกเช่นนี้

นางเลือกนั่งลงที่เก้าอี้ทางซ้ายมือ จากนั้นก็เริ่มบทสนทนา

“ข้ามาทวงสัญญา”

คำว่าทวงสัญญาดูจะเร็วเกินไป สำหรับซูเหมยแล้วถือว่านางรับไม่ได้กับสัญญานั้น “ขะ ข้า พี่หญิง พวกเรายกเลิกสัญญาได้ไหม ถือว่าเห็นแก่ความเป็นพี่น้องกัน อย่าถือสาเรื่องที่ข้าล้อเล่นเลย”

พอตัวเองแพ้ก็มาหาว่านางล้อเล่น แบบนี้ใช้ได้ที่ไหน เรื่องเก่ายัง ไม่สะสาง นางก็ถือว่าครั้งนี้ขอทบต้นทบดอกในคราวเดียว

“ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็คุยไม่รู้เรื่อง ข้าจะกลับไปสกุลหวังเดี๋ยวนี้”

“ดะ เดี๋ยว” ซูเหมยรีบลุกขึ้นด้วยสีหน้าหนักใจ “ข้าจะไปพูดกับ ท่านแม่เอง” เพราะกลัวว่าตัวเองจะโดนร่างแหไปด้วย จึงยอมทำตามแต่โดยดี

“บอกท่านแม่เจ้าให้ย้ายไปอยู่เรือนท้ายจวนใกล้สระบัวด้วยเล่า ที่นั่นเหมาะสำหรับนั่งวิปัสสนาที่สุด” ได้อยู่ใกล้ท่านแม่ของนางคงทำให้จิตใจสงบไปอีกหลายเดือนเชียวละ

หึ ๆ ซูเหยาหัวเราะออกมาอย่างไม่ปิดบัง แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมกระทบต่อซูเหมยที่รับปากส่ง ๆ และลามไปถึงลูกเขยคนดีที่ไม่ชนะในการแข่งขันครั้งนี้

ถือว่าแค่น้ำจิ้มเล็ก ๆ เท่านั้น ไว้ไปคิดดอกเบี้ยเพิ่มที่ชานเมือง ก็แล้วกัน

สกุลหวังตอนนี้เหมือนสนามรบ เมื่อลูกสาวที่รักมาบอกข้อตกลง ตอนแรกฮูหยินเอกไม่ยอมทำตาม เพราะตัวเองไม่ได้รู้เห็นเรื่องนี้ แต่เมื่อบุตรสาวบอกว่าตัวเองกำลังตั้งท้องอยู่ หากเรื่องนี้ถึงหูฝ่าบาท ตำแหน่งหน้าที่การงานของเฉิงเคออาจจะได้รับผลกระทบไปด้วย

“แค่เดือนเดียวนะเจ้าคะ ท่านแม่ก็อดทนเพื่อข้าหน่อย”

เดือนเดียว กลัวแต่ไปไม่ทันถึงชั่วยามนางจะถูกหลอกจนหัวโกร๋นเสียสติเสียก่อน “นะเจ้าคะท่านแม่”

“ถ้าเจ้าคิดว่าแค่เดือนเดียว เช่นนั้นเจ้าก็ไปอยู่เป็นเพื่อนแม่ด้วย”

“ท่านแม่! ข้าไม่เอาด้วยหรอก” ซูเหมยปฏิเสธทันควัน เพราะนางกลัวผีเป็นที่สุด

“ไม่รู้ละ เจ้ารับปากก็ต้องรับผิดชอบ”

เมื่อเป็นเช่นนี้นางก็เลยเอาดีใส่ตัวไปบอกสามีว่าจะนั่งวิปัสสนา แผ่เมตตาให้กับฮูหยินเหนียง เพื่อจะได้ส่งอีกฝ่ายไปสู่สุคติ

การเอาดีเข้าตัวครั้งนี้ทำให้เสนาบดีหวังยินดีอย่างยิ่ง รีบเปิดเรือนท้ายจวนให้ภรรยาตนไปบำเพ็ญกุศล ส่วนตัวเองก็กลับไปนอนเรือนอนุอย่างสบายใจ

เสียงอีกาดังขึ้นต้อนรับ ทำให้สองแม่ลูกกอดกันแน่น หันมองริมสระบัวที่เงียบไม่เคลื่อนไหว แม้แต่ใบไม้สักใบยังไม่ขยับ

“เหตุใดต้องมาตอนใกล้พลบค่ำด้วย”

“ก็ท่านแม่นั่นแหละ บอกว่าลืมโน่นลืมนี่ ทั้งที่เรือนก็อยู่ท้ายจวน ให้บ่าวเอามาก็ได้”

“ก็เจ้าบอกเดือนหนึ่ง ถ้าเรามาช่วงเย็นก็ใช้เวลาไม่นานก็ได้หนึ่งวันแล้ว แม่ก็เลยคิดว่าเวลานี้ดีที่สุด” แต่ใครจะคิดว่าระยะทางที่เดินมาถึงนั้นเยือกเย็นจนขนตั้งไม่ยอมลง

“กา กา” เจ้าตงตงร้องต้อนรับ

ซูเหมยเงยหน้ามองต้นไม้ต้นนั้น ก็หยิบก้อนหินมาปาใส่เจ้าตงตง ให้บินหนีไป แต่แทนที่มันจะบินออกจากจวน กลับบินไปเกาะหลังคาแทน

“พอแล้ว อย่าทะเลาะกับนกเลย รีบไปจุดเทียนด้านในกัน”

เมื่อเข้าไปถึงก็พบว่าเครื่องเรือนแทบจะไม่มีสักชิ้น ตอนที่ตกลงนั้นนางคิดว่าซูเหยาอาจจะมีเครื่องเรือนอยู่บ้าง แต่ใครจะคิดว่ามีเพียงเตียงเก่า ๆ และโต๊ะน้ำชากับเก้าอี้ผุ ๆ สองตัวเท่านั้น

“เมื่อก่อนนางอยู่ได้ยังไง”

คนที่สั่งให้ทำเช่นนี้ก็รู้สึกเหมือนเวรกรรมตามทันในชาตินี้ รู้แบบนี้เมื่อก่อนดีกับนางให้มากหน่อยก็ดี

“ในเมื่อนางอยู่ได้ แม่กับเจ้าก็อยู่ได้”

พอเห็นเตียงก็รีบไปนั่ง ฮูหยินเหวยผิงทิ้งตัวนั่งก็รู้สึกเหมือนมีอะไรนุ่ม ๆ ก็รีบขยับตัวออก ไม่ทันจะลงจากเตียงก็มีหนูจำนวนมากวิ่งออกมาจากใต้ผ้าห่ม

“กรี๊ดหนู หนู ช่วยด้วย ช่วยด้วย” เสียงขอความช่วยเหลือนั้นไม่มีผู้ใดนอกเรือนได้ยิน ด้วยเพราะฮูหยินเหนียงได้ปิดเสียงเอาไว้ ก่อนจะหัวเราะชอบใจสองแม่ลูกที่รังแกบุตรสาวนางมาหลายปี

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel