บทที่ 12 พักรบก่อน
สองสามวันมานี้พวกเขาตามสืบจนเหนื่อยไปหมด แต่สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว แสดงว่าพ่อบ้านลู่ต้องรู้อะไรบางอย่างที่นางไม่รู้ว่าคืออะไร และเรื่องคนฆ่าหรูเหม่ยที่หนีออกนอกเมืองไปแล้ว
ในเมื่อเรื่องเก่ายังไม่สะสาง นางก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทางการ ที่จะตามจับคนร้ายกลับมา ส่วนนางก็ขอพักรบก่อน เพราะวันนี้ต้องไปส่งจือหยวนคัดเลือกเข้าทหาร
นางหยิบเสื้อเกราะขึ้นมาใส่ให้เขา “วันนี้ท่านหาทางออกหรือยัง”
หากเขาไม่สู้ก็แพ้ หากสู้คนก็จะสงสัย
“ก็พอคิดได้นิดหน่อย” จือหยวนก็คิดหนักพอกัน แต่สุดท้ายแล้วเขาก็มีแผนในใจ
“ยังไงท่านก็ต้องสอบติด จะด้วยวิธีใดก็ตาม อย่าทำให้ข้าเสียหน้าเด็ดขาด”
“แน่นอน ๆ ภรรยาไปดูด้วยตาตนเอง ข้าย่อมแสดงฝีมือแน่นอน” นางมองค้อนคนที่ต้องปิดบังตัวตน ก่อนจับมือเขาเดินออกจากห้องไป ก็พบว่าทุกคนกำลังรออยู่แล้วที่ประตูจวนด้านนอก
นางมองเฉิงเคอที่นั่งอยู่บนหลังม้าสีขาวตัวใหญ่ เขาสวมชุดทหารสีขาวมีเสื้อเกราะขาวเช่นกัน ต่างกับสามีนางที่สวมเสื้อสีดำเสื้อเกราะดำ เป็นหยินหยางที่ต่างกันสิ้นเชิงทั้งภายนอกและภายใน
ภายนอกของเฉิงเคอเป็นบุรุษที่ดูสุภาพและมั่นคง แต่สุดท้ายแล้วเขาก็เห็นแก่หน้าตาตัวเอง ยอมถอนหมั้นนางแล้วแต่งกับน้องสาวนาง
ส่วนจือหยวนนั้น แม้ภายนอกเสเพลไม่เอาไหน แต่ภายในเขากลับปักใจ และมั่นคงต่อนางไม่เปลี่ยน
ในตอนนี้ใจนางเป็นของจือหยวนทั้งใจ จนไม่อาจละสายตาจาก เขาได้ นางเดินไปยังรถม้าด้านหลังที่จัดเอาไว้ ได้นั่งพร้อมน้องสาวคนดีก็ย่อมมีเรื่องพูดคุยกันสนุกปากไปตลอดทาง
“หลายวันมานี้คุณชายใหญ่เอาแต่อู้ไม่ยอมฝึกซ้อม พี่หญิงอาจจะกังวลมากแน่ ต่างจากสามีข้าที่ฝึกซ้อมไม่หยุด คิดว่าคงเข้ารอบได้อย่างง่ายดาย”
“แน่นอน” ซูเหยารับคำอย่างง่ายดาย ไม่มีทีท่าเสียใจที่ได้สามี ไม่เอาไหน
“หากสอบได้คราวนี้จะเป็นเช่นไรหนอ คุณชายรองมีตำแหน่งสูงกว่าคุณชายใหญ่ พี่สาวจะไม่เสียใจจริงเหรอ”
การรบยังไม่เริ่ม เหตุใดต้องรีบนับศพทหารเล่า “น้องสาวข้า ดูเหมือนเจ้าจะรีบร้อนเหลือเกิน ใครเล่าจะรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า”
หึ ซูเหมยหัวเราะกับความมั่นใจของพี่สาวตน
“ถ้าเช่นนั้นแล้วพวกเรามาพนันกันดีไหม หากพี่เฉิงเคอได้ตำแหน่งสูงกว่าคุณชายใหญ่ พี่สาวจะให้อะไรข้าดี”
นางจะมีอะไรมอบให้น้องสาวคนดีกัน
“ในหีบสมรสที่ท่านนำมานั้น มีไข่มุกพระราชทานชุดหนึ่ง”
ซูเหยามองอย่างไม่พอใจ สายตานั้นเหมือนพร้อมจะฆ่าซูเหมยได้ จนอีกฝ่ายรู้สึกหวาดกลัว แต่เพราะไข่มุกชุดนั้นเป็นของที่มารดานางอยากได้ มานาน ในเมื่อมีโอกาสนางก็ต้องรีบเสนอ
“หากพี่เฉิงเคอชนะ ท่านก็มอบให้ข้าแล้วกัน”
จุ๊ ๆ “น้องสาวคนดี เจ้าอยากได้ของดีเหลือเกิน แล้วถ้าสามีข้า ชนะเล่า เจ้าจะให้อะไรข้าตอบแทน”
ซูเหมยสะอึกเล็กน้อย นางคิดแต่ว่าตัวเองชนะแน่นอน พอเป็นแบบนี้แล้วก็พูดไม่ออก
“เจ้าคิดไม่ออก แต่ข้ามีสิ่งที่ขอในใจแล้ว ถ้าเช่นนั้นพวกเรามาทำสัญญากันเถอะ” นางกลัวอีกฝ่ายจะผิดสัญญาถึงขั้นเตรียมกระดาษและพู่กันไว้พร้อม
ซูเหมยทำสีหน้าแปลกใจ เหมือนพี่สาวรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเรื่องพวกนี้ ระหว่างนั้นนางก็อ่านถึงสิ่งที่ต้องมอบให้พี่สาว นางเบิกตากว้างอย่างตกใจ
“พี่ซูเหยา ท่านเสียสติหรืออย่างไร”
“เสียสติอันใดเล่า ไข่มุกนั้นมีค่าควรเมือง เป็นของพระราชทาน จากฮ่องเต้องค์เก่า สามารถขอพระราชทานชีวิตได้ จะเทียบกับสิ่งที่ข้าขอได้เท่าไรเชียว อีกอย่าง เจ้าก็มั่นใจไม่ใช่เหรอว่าสามีเจ้าจะชนะ”
เป็นการต่อรองที่ทำให้ซูเหมยคิดแล้วคิดอีก แต่เมื่อคิดว่าตัวเองชนะแน่นอนก็ยิ้มย่อง จึงยอมลงลายมือชื่อในกระดาษ แต่ในใจนั้นคิดว่าท่านแม่ถ้าทราบเรื่อง ต้องดุนางแน่นอน
ในใจนางได้แต่ภาวนาขอให้เฉิงเคอชนะเท่านั้น ห้ามมีเรื่องผิดพลาดเด็ดขาด
คนได้สัญญาตอนนี้พับเก็บไว้ในเสื้อเรียบร้อย คิดว่าคราวนี้นางคงได้เห็นอะไรสนุก ๆ แน่นอน
ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็มาถึงนอกเมือง สถานที่นี้เป็นทุ่งหญ้าขนาดใหญ่อยู่แถบชานเมือง เหมาะสำหรับการต่อสู้ ไม่ว่าจะด่านขี่ม้า ด่านธนู ด่านดาบ หรือด่านสู้รบด้วยมือ
นางคิดว่าสามีนางจะต้องผ่านทุกรอบแน่นอน ที่นั่งของพวกเขานั้นเป็นกระโจมผ้าที่ยกสูงขนาบสองข้าง ตรงกลางเป็นแท่นของฝ่าบาทที่จะเสด็จมาชมการแข่งขันด้วยตัวเอง
นางมองพ่อของนางและพ่อของจือหยวนนั่งขนาบสองฝั่งของฮ่องเต้ นั่นยิ่งทำให้ผู้คนเกรงขามมากขึ้น
ฟงจิวรับของว่างและน้ำชามาวางไว้ใกล้ตัว ก่อนกระซิบบางอย่าง ซูเหยาพยักหน้ารับ นางมองซูเหมยที่มองมาอย่างสงสัย แต่ก็ยังยิ้มสู้อยู่
“อากาศร้อนเหลือเกิน” ว่าพลางหยิบพัดขึ้นมาโบก
ซูเหยามองพัดเล่มนั้น ก็พบว่าเป็นพัดที่บิดานางเคยมอบให้มารดาของนาง และหายไปนานแล้ว ที่แท้น้องสาวคนดีก็เป็นคนเอามานี่เอง แบบนี้แล้วนางจะทวงของของนางในรอบเดียวแล้วกัน
เสียงกลองดังขึ้นทำให้ทุกคนหันไปสนใจ เสียงขันทีดังขึ้น
“ฝ่าบาทเสด็จ”
ทุกคนลุกขึ้นคารวะ จนกระทั่งฝ่าบาทนั่งลงแล้วสั่งให้ทุกคนนั่งตาม จากนั้นก็มองไปยังเหล่าทหารที่เข้าร่วมสอบในครั้งนี้ที่มีจำนวนถึงหนึ่งร้อยคน
ฮ่องเต้กวาดสายตามองหน่วยลับของเขา ในครั้งนี้มีผู้ที่ร่วมสอบด้วยถึงห้าคน แววตาจึงดูกังวลพอสมควร ยังจำคำที่เขาสั่งก่อนหน้านี้ได้
‘เบามือหน่อย อย่าแสดงฝีมือมาก’
เบาหน่อยของฮ่องเต้ก็คืออีกฝ่ายพอขาหักแขนหัก พวกเขาทำได้แค่ขอบเขตนั้นเท่านั้น แต่ถ้าบอกว่าไม่ต้องเบามือ นั่นหมายถึงขั้นพิการหรือตาย
ด่านแรกขี่ม้า สำหรับจือหยวนแล้วไม่ยาก เขาแค่ทำทีเป็นขี่ช้าจน คนดูคิดว่าจะตกรอบ พอช่วงจังหวะที่ใกล้ถึงเส้นชัย หน่วยพิทักษ์มังกรก็วางกับดักคู่แข่งจนตีตื้นขึ้นมาสำเร็จ ก่อนจะเข้าเส้นชัยแบบเฉียดฉิว
ซูเหยายกชาขึ้นมาดื่มแล้วยิ้ม “เจ้าอยากได้ของว่างไหม”
น้องสาวคนดีหันมองด้วยสีหน้าไม่พอใจ เพราะไม่คิดว่าจือหยวน จะผ่านด่านแรกด้วยซ้ำ ในใจก็คิดว่าแค่บังเอิญเท่านั้น ลองดูด่านธนูก่อน เฉิงเคอมีความสามารถด้านธนูเป็นหนึ่ง ย่อมไม่มีใครเทียบได้แน่
เมื่อคิดว่าเฉิงเคอต้องได้รับชัยชนะแน่ ซูเหมยจึงพยักหน้าให้สาวใช้ตนหยิบขนมขึ้นมาให้พี่สาวแทน “ของหวานที่นี่ไม่ค่อยถูกปาก ข้าเตรียมขนมมาเอง หวังว่าพี่สาวจะชอบมัน”
“ขนมเซาปิ่ง” ฝืดคอพอดู และจะทำให้นางกระหายน้ำมากขึ้น ซูเหยามองแล้วก็ยิ้ม เพราะน้องสาวคนดีแช่งชักอยากให้นางขนมติดคอตายอยู่ในใจ นางยิ่งฟังก็ยิ่งขำ ก่อนจะหันมองฮ่องเต้ที่กำลังจะให้เริ่มการยิงธนู
และเป็นอย่างที่ซูเหมยคิด เฉิงเคอทำคะแนนมาเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนสามีนางก็รั้งท้ายสุด ผ่านมาสองด่านแล้ว จำนวนคนจากร้อยคนก็เหลือเพียงสามสิบคน
ด่านต่อไปต้องใช้ดาบ เป็นการประลองคู่ จึงมีการจัดคู่คัดแพ้ออกหนึ่งรอบ ก่อนจะเหลือผู้แข่งขันเพียงสิบห้าคนสุดท้าย
ในสิบห้าคนนี้จะมีคนที่ได้รับตำแหน่งทหารเพียงห้าอันดับ ซึ่งนางคิดว่าฮ่องเต้คาดหวังว่าคนของเขาห้าคนจะติดกันหมด นั่นหมายความว่าเฉิงเคอจะไม่มีทางเข้ารอบแน่
นางนั่งดูสามียกดาบรับดาบคู่ต่อสู้ เขาทำทีเหมือนจะแพ้อยู่หลายรอบ และดูเหมือนเขาจะเหนื่อยเล่นละครแล้ว ก็เลยยกดาบขึ้นฟาดคู่ต่อสู้ครั้งเดียวหงายหลัง
“จือหยวนชนะ”
“เฉิงเคอชนะ”
เสียงประกาศดังขึ้นพร้อมกัน ก่อนที่จะขานชื่อคนอื่นอีก ตอนนั้นเองที่เฉิงเคอหันมองพี่ชายตนอย่างแปลกใจ ด่านขี่ม้าถือว่าไม่ยาก ผ่านมาง่ายดายก็ถือว่าสมควรแล้ว แต่ด่านธนูและดาบนั้นล้วนเป็นสิ่งที่พี่ชายไม่ถนัด เหตุใดวันนี้การออกอาวุธถึงได้ชำนาญราวกับถูกฝึกมาหลายปี
“ต่อไปเหลือด่านสู้รบด้วยมือ จะมีการจับฉลากคู่ต่อสู้ใหม่ ตอนนี้ให้เวลาพักสองชั่วยาม”
ระหว่างรอรายชื่อ เหล่าผู้เข้าสอบก็ได้เวลาพักตามสบาย ซูเหมยที่เห็นสามีก็รีบลุกไปต้อนรับทันใด ส่วนนางกลับนั่งอยู่ที่เดิมรอให้จือหยวนมาหา
“ไยเจ้าไม่ดีใจที่ข้าชนะ”
“จะดีใจในสิ่งที่รู้ผลแล้วทำไมเจ้าคะ”
พูดแบบนี้เขาควรให้รางวัลคืนนี้ ให้นางไม่ได้นอนเลยดีไหม น่ารักเช่นนี้เขาจะไม่หลงได้อย่างไรกัน
“แต่ดูเหมือนเฉิงเคอจะเริ่มสงสัยแล้วนะเจ้าคะ”
“สงสัยก็สงสัยไป ตอนนี้ข้าเบื่อที่จะแสดงเต็มทนแล้ว เหลือเพียง แค่ด่านสุดท้าย แล้วเป้าหมายก็จะสำเร็จ เมื่อพวกเราได้ตำแหน่งที่วางเอาไว้ ต่อไปการดูแลฝ่าบาทก็ง่ายขึ้น”
งานนี้คนที่ร้ายที่สุดคงเป็นฝ่าบาท นอกจากจะตั้งหน่วยพิทักษ์มังกรขึ้นมาใช้งานแล้ว ยังให้คนของตนแทรกซึมอยู่ในกองทัพ เรียกได้ว่าใช้งานจนคุ้ม
ซูเหยาหันมองโดยรอบ ได้ยินเสียงคนนินทาไม่หยุดก็รู้สึกปวดหัวก่อนจะสะดุดตากับชายคนหนึ่งที่กำลังพูดคุยอยู่กับบิดา จำได้ว่าเขาก็เป็นหนึ่งในผู้เข้าสอบสิบห้าคนสุดท้าย
“คนนั้นใคร”
จือหยวนหันมองตามก็พบว่าเป็นคนคุ้นเคยที่ไม่ได้เจอหลายปีถ้าจำไม่ผิด ครั้งสุดท้ายก็ตอนมารดาเขาตาย
“ลู่จงเหลียน น้องชายของอนุเหมยฉิง ดูเหมือนเขาจะอยู่ที่อำเภอซ่ง เหตุใดถึงได้มาสอบถึงเมืองหลวง”
ซูเหยามองลู่จงเหลียนอีกครั้ง แววตานั้นเหมือนพยัคฆ์ที่ไม่ยอมแพ้ผู้ใด ดูจากสามด่านที่ผ่านมา เขาสามารถเอาชนะลูกขุนนางที่ได้รับการฝึกฝนจากอาจารย์มีฝีมือได้ ก็แสดงว่าฝีมือไม่เบาเลยทีเดียว
“ถ้าเจ้าเอาแต่จ้องมองเขาอย่างนั้น คืนนี้ข้าจะไม่ให้เจ้านอนแน่”
คนถูกหึงหันมองค้อนสามี “ข้าแค่อยากฟังความคิดเขา แต่เพราะว่าอยู่ตรงนี้เลยได้ยินไม่ชัด ท่านพี่”
คำว่าท่านพี่เหมือนจะทำให้จือหยวนไม่อยากจะทำ แต่พอนางพูดครั้งที่สอง “ท่านพี่” ลากยาวกว่าเดิมพร้อมกับเติมไปอีกว่า “ข้าจะมองใครได้อีกเล่า ตอนนี้สายตาข้ามีเพียงท่านเท่านั้น”
แคก ๆ เสียงนั้นไม่ใช่จือหยวน แต่เป็นฟงจิว นางกระแอมอีกรอบ
“บ่าวใกล้จะสำลักน้ำตาลกลางวันแสก ๆ แล้วเจ้าค่ะ ขอตัวไปดื่มน้ำก่อน” ว่าแล้วก็หายตัวไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อเมียบอกว่าอยากได้ยินความคิด จือหยวนก็รีบพานางไปฝั่งที่บิดาอยู่ นางคำนับทักทายตามมารยาท ก่อนที่จือหยวนจะแนะนำให้ ทั้งสองคนรู้จักกัน
ลู่จงเหลียนมองนางสำรวจรอบหนึ่งแล้วคิดในใจว่า ‘หากไม่ได้ยินข่าวลือนั้น ข้าคงมองนางเป็นสาวงามอันดับหนึ่ง แต่พอเห็นว่าสติไม่ดี ก็น่าเสียดายจริง ๆ’
“ข้าสติดีอยู่ เพียงแต่คนพวกนั้นวัน ๆ งานการไม่ทำก็เลยสร้างเรื่องใส่ร้ายข้า ท่านมาจากนอกเมืองยังได้ยินข่าวลือไร้สาระพวกนั้น นับเป็นเรื่องแปลกจริง ๆ”
ลู่จงเหลียนตกใจที่นางรู้ว่าเขานินทาในใจ แต่คิดอีกรอบก็คิดว่าคงเป็นเรื่องบังเอิญ
“ไม่มีเรื่องบังเอิญหรอกเจ้าค่ะ อย่างวันนี้ที่พวกเราพบกันก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ท่านว่าจริงไหม”
นางตอบเขาได้สองรอบแล้ว ลู่จงเหลียนก็ยิ่งระแวงกว่าเดิม “ข้าก็เชื่อว่าพวกเรามีวาสนาต่อกัน ต่อไปข้าขอฝากตัวกับน้องจือหยวนด้วยนะ”
จือหยวนรับคำแบบขอไปที จากนั้นก็ถามสิ่งที่ตนสงสัย
“ท่านมาเองหรือว่ามีใครชักชวน”
“พ่อชวนมาเอง ในเมื่อมีบุตรไม่เอาไหนก็ต้องพึ่งพาคนอื่นแทนมีเฉิงเคอ มีจงเหลียนอีกคนย่อมทำให้คนของพ่อมีมากขึ้น”
ทำไมท่านพ่อไม่นับเขาไปด้วยเล่า “แต่ลูกเข้าถึงรอบสุดท้ายแล้ว”
“ก็แค่โชคดีเท่านั้น ต่อสู้ด้วยมือต้องใช้กำลังกาย คนอย่างเจ้าวัน ๆ เอาแต่ดื่มสุราเคล้านารี จะมีแรงยกมือเท่าไรเชียว”
จะมีอะไรแย่ไปกว่าการที่ถูกบิดาตัวเองดูถูกเล่า ที่จริงแล้วเขาควรชินชากับเรื่องพวกนี้ได้แล้ว แต่ในเมื่อถูกบิดาหยามเกียรติให้คนหัวเราะ ถึงข้างนอกเช่นนี้ เขาก็ต้องกู้ศักดิ์ศรีคืน
“ถ้าข้าได้ที่หนึ่ง ท่านพ่อจะให้อะไรข้า”
แม่ทัพเหยียนหยุนเตอมองหน้าบุตรชาย จากนั้นก็พูดสิ่งที่คิด
“หากเจ้าได้ที่หนึ่ง พ่อจะยกเรือนประจิมสามหลังให้เจ้า อีกทั้งตำแหน่งผู้ช่วยมือขวาให้” ในใจผู้เป็นพ่อคิดว่าลูกชายไม่มีทางทำได้แน่นอน แต่เขาก็คาดหวังว่าจะทำสำเร็จ
จือหยวนและซูเหยากลับมานั่งที่เดิม นางหันมองสามีแล้วให้กำลังใจ “ถึงท่านพ่อจะคิดว่าท่านทำไม่ได้ แต่ลึก ๆ ท่านก็คาดหวัง และอยากมอบตำแหน่งนั้นให้ท่าน”
เขาคิดมากไปจริง ๆ และดีใจที่นางอ่านความคิดคนได้ “แล้วสิ่งที่เจ้าอยากได้ยินเล่า”
ซูเหยาขมวดคิ้วแล้วก็พูดออกมา “ดูเหมือนเราจะเจอหมากตัวใหม่แล้ว”
“หมากตัวใหม่หรือ”
