บทที่ 11 หาวิญญาณ
เรื่องศพปริศนาที่ตาย สุดท้ายก็ปิดคดีไปโดยที่ไม่รู้ตัวคนร้ายทหารของทางการที่อยู่หน้าจวนก็กลับไปทำงานของตน บ่อน้ำแห่งนั้นก็ถูกถมปิดตาย คนร้ายก็ลอยนวล
พวกเขากลับมาจากสกุลหวังได้สามวันแล้ว วิญญาณฮูหยินเผยก็ยังไม่ปรากฏตัว ดังนั้นพวกเขาต้องเร่งหานางก่อน
“ท่านจะออกไปด้านนอกเมื่อไหร่” ปกติแล้วนางควรบอกว่าเขาห้ามออกไปด้านนอกมากกว่า
“วันนี้มาแปลก แต่ข้าไม่อยากไปไหน”
เพียะ ซูเหยาตีแขนสามีจากนั้นก็พูดต่อ “ไปสิ ข้าอยากให้ท่านแวะที่ร้านยาหนึ่งก่อน”
“ร้านยา? เจ้าเจ็บป่วยตรงไหน”
“ไม่ได้เจ็บป่วย แต่ข้าอยากได้ผงดอกท้อมาไล่หนู”
“ไล่หนู” จือหยวนได้ยินก็ยิ่งไม่เข้าใจไปใหญ่ แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ยอมออกจากจวนไป เพราะว่าคนเสเพลอย่างเขานั้น การเข้าออกจวน ย่อมเป็นเรื่องปกติ
เช่นเดียวกับนางที่เริ่มสำรวจเรือนเพื่อมองหาที่สะกดวิญญาณของ ฮูหยินเผย เดินผ่านเรือนอนุเหมยฉิงก็มีแต่ความเงียบสงบ ตั้งแต่นางแต่งเข้ามา อนุคนนี้ดูเหมือนมีตัวตนมากที่สุด
เมื่อไม่เห็นความผิดปกตินางก็เดินไปยังเรือนอนุเฟยจวิ้น เห็นหนิงเพ่ยกำลังเดินเข้าไปด้านใน สายตานางสำรวจไปทั่วก็ไม่พบความผิดปกติใด ๆ
เดินจนขาลากก็เลยมาจบที่ท้ายจวนเหมือนเดิม ซูเหยานั่งลงบนชิงช้าแล้วไกวไปมา “ปกติแล้วพวกเราจะพบน้าเผยตอนที่มีจือหยวนอยู่ หรือไม่ก็อยู่แถวนี้” นางหันมองอีกรอบก็ไม่เห็นอะไร จนกระทั่งเหมือนมีหยดน้ำตกลงมาจากต้นไม้
ความที่ฝนไม่ได้ตกหลายวันก็ยิ่งทำให้นางประหลาดใจ จึงเงยหน้าขึ้นมองด้านบน และแล้วนางก็พบบางสิ่ง “ฟงจิว เจ้าเห็นอะไรไหม”
ฟงจิวเงยหน้าขึ้นมองเช่นกัน ก็เห็นผ้าสีแดงผูกติดกับของบางสิ่งไว้ที่กิ่งต้นไม้ด้านบนสุด ตัวผ้านั้นมีการลงอักขระยันต์เอาไว้
“ในที่สุดข้าก็หาท่านเจอ”
สาวใช้ฟงจิวเห็นแบบนั้นก็ตื่นเต้น “พวกเรารีบช่วยดีไหมเจ้าคะ”
แต่ซูเหยากลับส่ายหน้า
“ช่วยแล้วพวกเราจะรู้คนทำได้ยังไง อีกอย่าง วิญญาณน้าเผยอาฆาตรุนแรงแบบนั้น ถูกกักไว้แบบนั้นแหละดีแล้ว”
อ้าว ฟงจิวกำลังร้องออกมาแบบนั้น แต่จือหยวนก็กลับมาพร้อมกับผงดอกท้อเสียก่อน ซูเหยาเปิดซองยาออกมา จากนั้นก็สั่งให้ฟงจิวเอาไปทาที่ต้นไม้ และบริเวณโดยรอบ
“ตัวยาผงดอกท้อจะไม่มีกลิ่นไม่มีสี แต่ถ้าใครสัมผัสโดนมัน เมื่อถูกน้ำเนื้อตัวก็จะมีสีแดงติดกายเป็นแรมเดือนเชียว แบบนี้แล้วเราก็จะรู้ว่าใครเป็นคนสะกดวิญญาณน้าเผย”
จือหยวนยอมแล้วกับความคิดของเมียตัวเอง ไม่อยากจะคิดว่าหากวันใดเขาทำอะไรให้นางเคืองใจ นางจะใช้วิธีไหนจัดการเขา ว่าแล้วก็ทำตัวเป็นสามีที่ดี “ไปหารือที่ห้องต่อเถอะ”
ซูเหยาเห็นด้วยจึงเดินกลับห้อง แต่ระหว่างทางก็ต้องผ่านเรือนของน้องสาวคนดี ซูเหมยกำลังเดินมากับเฉิงเคอ สองคนนี้เกาะติดเหมือนเงาตามตัวพวกเขาเหลือเกิน
“พวกเจ้าจะไปไหน”
“กลับเรือนเจ้าค่ะ พวกท่านล่ะเจ้าคะ” ซูเหยาถามตามมารยาท แต่เฉิงเคอตอบแบบจริงจัง
“ว่าจะไปที่เรือนมารดา หากพวกเจ้าไม่ถือสาไปด้วยกันไหม วันนี้วันเกิดน้องหนิงเพ่ย ท่านแม่เตรียมทำอาหารมื้อค่ำเอาไว้”
พวกเขาสองคนมองหน้ากัน และก็เป็นจือหยวนที่พูดตอบ “เชิญพวกเจ้าไปก่อน”
เฉิงเคอและซูเหมยมองหน้ากัน จากนั้นก็เดินนำไปก่อน จือหยวนเดินช้าลงพร้อมกับดึงมือนางให้เดินช้าไปด้วย เขาพูดในใจให้ได้ยินเพียงเขากับนางเท่านั้น
“ระวังตัวด้วย”
เรือนอนุเฟยจวิ้นไม่ใช่เรือนที่ปลอดภัยเท่าไร โดยเฉพาะน้องสาว คนดีของเขาที่พยายามจะปีนเตียงพี่ชาย ที่จริงแล้วเรื่องที่อนุเฟยจวิ้นกับพ่อบ้านลู่เป็นชู้กันจนเกิดหนิงเพ่ยนั้น ไม่ใช่ธุระอะไรของตนที่จะไปยุ่งเกี่ยว แต่พอตอนนี้จือหยวนเป็นสามีนาง จะไม่ให้ยุ่งก็คงไม่ได้แล้ว
เมื่อพวกเขาเข้าไปในเรือนรับรองของอนุเฟยจวิ้น ก็พบว่าด้านในมีอาหารจำนวนมาก ดูเหมือนตอนแรกที่ประเมินกันว่าด้านในกำลังทำอะไรไม่ดีอยู่ก็มีอันตกไป
จือหยวนเลือกนั่งข้างเฉิงเคอ ส่วนนางก็เลือกนั่งข้างจือหยวน ด้านขวามือมีคุณหนูรองหนิงเพ่ยนั่งทำสีหน้าไม่สู้ดีอยู่ ไม่สิ ต้องเรียกว่า ทำสีหน้ารำคาญนางเต็มทน
“ที่จริงแล้วข้าเพียงอยากทำอาหารกินกันเล็ก ๆ น้อย ๆ มื้ออาหารเลยไม่ค่อยมีอะไร อย่างที่รู้ว่าเรือนเราเป็นเพียงเรือนอนุเท่านั้น หวังว่าคุณชายใหญ่จะไม่ถือสา”
จือหยวนไม่ถือสาอยู่แล้ว “ท่านพ่อมิได้มาด้วยหรือขอรับ”
อนุเฟยจวิ้นทำหน้าเศร้า “ข้าชวนแล้ว แต่นายท่านต้องเข้าวังด่วน อีกทั้งฮูหยินใหญ่ก็รู้สึกไม่สบายตั้งแต่เกิดเรื่องคราวก่อน”
คนมาตายในบ้านสร้างความเสื่อมเสีย มีหรือที่ฮูหยินใหญ่จะยังสบายดี แถมปิ่นหยกนั้นก็ชวนให้น่าสงสัย แต่ในเมื่อผีบอกว่าฮูหยินใหญ่ ไม่เกี่ยว นางก็ต้องสืบหาต่อไป
ระหว่างที่รอสาวใช้ยกอาหารมานั้น พ่อบ้านลู่ก็นำของขวัญมามอบให้ “อันนี้เป็นของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่บ่าวนำมาให้ขอรับ”
คุณหนูรองหนิงเพ่ยมองพ่อบ้านลู่ด้วยความรังเกียจ บิดานางยังไม่ให้ของขวัญ พ่อบ้านกลับให้ก่อนแบบนี้ แล้วนางจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
ซูเหยาได้ยินคำพูดด่าทอในใจของหนิงเพ่ยแล้วก็สงสารพ่อบ้านลู่ที่ถูกบุตรสาวรังเกียจ แต่นั่นไม่เท่ากับสิ่งที่นางเห็นบนพื้น รอยรองเท้านั่น!! นางหันมองจือหยวนทันที ดูเหมือนอีกฝ่ายเห็นก่อนนางด้วยซ้ำ คงเพราะนางมัวแต่อ่านความคิดในใจของหนิงเพ่ยจนลืมสังเกต
แสดงว่าพ่อบ้านลู่เป็นคนสะกดวิญญาณน้าเผย แล้วเขาทำไป เพื่ออะไรกัน ตอนนี้จือหยวนเหมือนเก็บอารมณ์ไม่อยู่
“พอดีข้ามีธุระด่วน คงต้องขอตัวก่อน”
จู่ ๆ จือหยวนก็ลุกขึ้น ทำให้ซูเหยาทำสีหน้าไม่พอใจ สองคนมองหน้ากันอย่างเข้าใจ นางก็รับไม้ต่ออย่างรวดเร็ว
“เจ้าจะไปเที่ยวอีกใช่ไหม”
“ไม่ใช่ ข้าทำธุระ”
“ธุระอันใด นอกจากจะไปเมามายดื่มสุราเคล้านารีด้านนอก”
“เจ้ากลับไปเลย ไม่ต้องตามข้ามา”
“ข้าเป็นภรรยาเจ้า เหตุใดไม่มีสิทธิ์ตามเล่า”
เสียงทะเลาะดังทั่วเรือนก่อนจะค่อย ๆ จางหายไป คนในเรือนอนุต่างมองหน้ากันว่าสองคนนั้นเกิดอะไรขึ้น หรือว่าก่อนหน้าเกิดอันใด ยิ่งพ่อบ้านลู่ก็ยิ่งสงสัยหนัก แต่เขาคิดว่าคุณชายคงไปเที่ยวจริง ๆ จึงไม่ได้สนใจอีก และหันมาขอตัวเพื่อออกไปหลังจวน
จากนั้นก็ตรวจสอบวิญญาณที่ตัวเองสะกดเอาไว้ พบว่ายังอยู่ดีก็แอบโล่งใจ ก่อนจะแอบออกจากจวนไปทางประตูด้านหลัง
เมื่อออกไปก็เร่งเท้าไปยังสุสาน จือหยวนและซูเหยาที่แอบอยู่บน รถม้าก็สั่งให้คนเร่งติดตามไป จนกระทั่งมาถึงสุสานที่จือหยวนพานางมาคราวก่อน
“เจ้ารู้อยู่แล้วว่าเขาจะมาที่นี่”
ซูเหยายักไหล่ ครานั้นนางจับพิรุธสัปเหร่อได้ว่าจะต้องรับสินบนแน่ แต่จากใครก็ไม่แน่ใจ เพราะอีกฝ่ายไม่ได้คิดออกมา
นางจึงแอบส่งข่าวให้คนของทางการมาแอบซุ่มก่อนที่จะรวบพวกเขาในวันนี้
“ปล่อยข้า ข้าทำอะไรผิด นายท่านแค่ให้ข้ามาถามความคืบหน้าเท่านั้น” พ่อบ้านลู่พยายามต่อต้านการจับกุม แต่ก็ไม่อาจหลุดจากการจับกุมของคนของทางการ
“จะผิดหรือไม่ผิดก็ไปว่ากันในศาล อีกอย่าง เงินทองจำนวนมากเช่นนี้ก็ต้องสืบที่มาที่ไปให้ชัดเจน”
พูดจบทั้งสัปเหร่อและพ่อบ้านลู่ก็ถูกนำตัวไปที่ศาลที่ว่าการ เพื่อสอบสวนเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด การมองเห็นผีของนางก็ใช่ว่านางจะเก่งทุกเรื่อง ส่วนสามีนางก็ไม่สามารถออกหน้าออกตาได้ ในเมื่อมีคนของทางการให้เลือกใช้ นางก็เลือกสิ่งนั้นแทน
ข่าวเรื่องพ่อบ้านลู่ถูกจับกุมรู้ถึงจวนสกุลเหยียนในเวลาไม่นาน นายท่านเหยียนมีสีหน้าไม่พอใจ ก่อนจะอนุญาตให้คนของทางการรื้อค้นห้องของพ่อบ้านลู่ แต่กลับไม่พบสิ่งใดที่ผิดปกติ
ซูเหยาทำเป็นเพียงคนมองดูเหตุการณ์ ถ้าจะจับผิดเรื่องการตายของน้าเผยและมารดานาง ดูแล้วคงสายเกินไป เวลาผ่านมาเนิ่นนานหลักฐานคงถูกทำลายหมด มีทางเดียวคือทำให้พวกเขารับสารภาพเท่านั้น
ในเมื่อทางการไม่มีหลักฐานมัดตัวพ่อบ้านลู่ เขาจึงได้รับการปล่อยตัว อย่างรวดเร็ว ช่วงจังหวะนั้นเองที่ซูเหยารอคอย รอคอยว่าหลักฐานที่แอบซ่อนตัวจริงนั้นอยู่ที่ไหน
งานนี้นางต้องใช้งานเจ้าตงตงแล้ว... เจ้านกนั่นต้องมีประโยชน์กว่าการจับย่างกินแน่นอน
ในคืนที่เงียบสงบ บ้านเรือนต่างปิดประตูเงียบไม่มีผู้ใดกล้าออกมาด้านนอก เพราะกลัวทั้งโจรและข่าวลือเรื่องผีสกุลหวังของนาง ถนนหนทางจึงเงียบสงบไร้ผู้คน
มีเพียงคนเดียวที่แอบออกนอกจวน แล้วมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันตกของเมือง จากนั้นก็เข้าไปยังร้านค้าเหล็กแห่งหนึ่ง เจ้าตงตงบินตามมาเกาะ ที่หลังคาเรือน จากนั้นก็เอียงหูฟังบทสนทนาด้านใน
“ไหนเจ้าว่าคนจะไม่ระแคะระคายเรื่องหรูเหม่ยเล่า”
ช่างเหล็กทำหน้าเหมือนร้อนใจ “ข้าพลั้งมือฆ่าคนตายทั้งคน ท่านจะไม่รับผิดชอบอะไรเลยหรือไง ที่ข้าทำก็เพื่อท่านนะ”
พ่อบ้านลู่ถอนใจ “เรื่องที่ข้ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเฟยจวิ้นนั้น นอกจากเจ้ากับข้าแล้วก็ไม่มีผู้ใดรู้อีก การที่หรูเหม่ยเห็นข้าออกจากห้องเฟยจวิ้นก็ย่อมเป็นภัยต่อข้าแน่นอน บุญคุณครั้งนี้ข้าย่อมไม่ลืม”
ว่าแล้วเขาก็หยิบเงินขึ้นมาถุงหนึ่งส่งให้ช่างเหล็กที่เป็นญาติห่าง ๆ ให้หนีออกนอกเมือง
“จริงสิ แล้วของพวกนั้นท่านจะให้ข้าทำลายเลยหรือไม่”
พ่อบ้านลู่มีสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะส่ายหน้า “เก็บไว้ก่อน ยังไงก็มีประโยชน์”
เจ้าตงตงฟังแล้วก็ไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ลืมที่จะกลับไปรายงานซูเหยา ทุกประโยค ของสิ่งนั้นคืออะไรกันแน่ หรือจะเป็นหลักฐานการตายของมารดานาง
