บท
ตั้งค่า

บทที่ 10 กลับสกุลหวัง

เจ้าตงตงปล่อยให้ผู้เป็นนายลูบขนสีดำเป็นมันอยู่พักใหญ่ กว่าจะ อ้าปากบอกเล่าเรื่องราวสกุลหวังในช่วงหลายวันนี้

เพราะตั้งแต่พิธีขับไล่ผีมารดานางล่มในครานั้น เลยทำให้บรรดาคนในจวนเงียบสงบ ไม่มีใครกล้าทำอะไรอีก ประจวบเหมาะที่ท่านพ่อกลับมาเช่นกัน พวกเขาจึงพยายามปกปิดเรื่องที่ทำเอาไว้

อย่างตอนนี้ที่นางได้มานั่งอยู่ในเรือนท่านแม่ก่อนตาย แทนที่จะเป็นเรือนท้ายสุดของจวน

“เจ้าทำสีหน้าเหมือนไม่พอใจ”

ซูเหยาหันมองสามีที่กำลังจิบน้ำชาอย่างสบายใจ

“แน่นอนว่าไม่ค่อยสบายใจ เพราะพวกเขาเตรียมตัวมาดี ข้าเลยอดเล่นละคร”

สีหน้านางบอกชัดว่าเบื่อ แต่ก่อนจะหาเรื่องสนุกทำ นางควรไปที่สระบัวท้ายจวนก่อน

“ข้าจะไปพบมารดา ท่านจะไปด้วยไหม”

ชวนเขาไปหาผี แม้จะเป็นผีมารดา แต่เขาก็ยังเกรงใจอยู่ดี ดูจากสภาพแล้วซูเหยาคิดว่าเขาคงไม่ไปด้วยแน่นอน

นางจึงเดินออกไปกับสาวใช้และเจ้าตงตงที่บินนำไปก่อนแล้ว เมื่อไปถึงนางกลับพบใครคนหนึ่งนั่งอยู่

“ท่านพ่อ”

คนเป็นบิดาหันมองบุตรสาว ตอนเจอในห้องโถงไม่อาจพูดคุยได้สะดวกใจ พออยู่กันเพียงลำพังเขาเลยกล้าที่จะพูด

“หากมารดาเจ้ายังอยู่ เจ้าคงไม่ต้องแต่งกับคนไม่เอาไหนคนนั้น”

แน่นอน สามีไม่เอาไหนคนนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่ทุกคนเห็น แต่นาง ก็บอกท่านพ่อไม่ได้เช่นกัน

“ลูกมีความสุขดีเจ้าค่ะ แม้ว่าพวกเราจะแตกต่างกัน แต่เขาก็ให้เกียรติข้ามาก”

คนเป็นบิดาจะดีใจอะไรไปกว่าบุตรได้รับการยอมรับ และให้เกียรติจากสามีเล่า

“หากเขาไม่ดีก็บอกพ่อ พ่อจะได้ไปหักขาเขา”

บิดานางอย่างไรก็รักนางเสมอ แต่เพราะว่าหน้าที่ส่วนใหญ่อยู่ในสนามรบ หนึ่งปีมีสิบสองเดือน อยู่ในสนามรบไปแล้วสิบเดือน กว่าจะได้กลับมาภรรยาก็ตายไปแล้ว

“เหนียงเอ๋อร์ ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน” และได้เพียงแค่มานั่งบ่นคิดถึงเช่นนี้ทุกครั้งไป

ส่วนนางต้องสู้รบกับฮูหยินใหญ่ถึงสิบเดือนเพียงลำพัง จนตัวเองเกือบตาย พอฟื้นขึ้นมาก็ได้พรวิเศษมองเห็นวิญญาณ และได้พบเจอมารดา ความคิดถึงจึงได้เบาลง และคิดว่าเป็นเรื่องดีมากกว่าจะเป็นเรื่องโชคร้าย

“ท่านพ่อ วิญญาณท่านแม่ไม่อาจไปไหนได้จนกว่าคนที่ทำร้าย ท่านแม่จะได้รับการลงโทษ”

หวังจางหมิงเงยหน้ามองบุตรสาว

“คนร้ายอะไรกัน มารดาเจ้าจมน้ำตายต่างหาก เลิกพูดเหลวไหล ได้แล้ว อีกอย่างเรื่องผ่านมาหลายปีแล้ว พวกเราไม่ควรพูดถึงมันอีก”

พอพูดเรื่องนี้บิดานางก็พูดประโยคนี้เสมอ นางมองไปที่ริมสระบัวก็เห็นมารดากำลังร้องไห้เสียใจ เพราะครั้งนั้นพวกเขาเตรียมตัวอย่างดี

ครานั้นบิดาแต่งเหวยผิงหรือฮูหยินใหญ่ในตอนนี้เข้ามาเป็นอนุคนใหม่ได้เพียงสามวันก็ต้องเร่งออกศึกที่ชายแดน คล้อยหลังบิดาจากไปได้เพียงสามเดือน มารดานางก็จมน้ำตาย ในตอนนั้นมีจดหมายลาตายของมารดาที่ตัดพ้อเสียใจที่บิดารับอนุเข้ามาใหม่

หากคนเราอยากตาย เหตุใดไม่ตายตอนที่อีกฝ่ายทำพิธีมงคลเล่า จะรอสามเดือนทำไม เห็นได้ชัดว่ามีคนอยากเป็นใหญ่ และนางก็เชื่อว่าเป็นฝีมือฮูหยินใหญ่แน่นอน

เมื่อคิดเช่นนั้นก็รู้สึกแค้นเคืองบิดาที่เอาแต่หูหนวกตาบอด“แล้วเรื่องที่ลูกถูกรังแกเล่า” นางชี้ไปยังเรือนเก่าโทรมที่ต้องอยู่มาร่วมปี

บิดาเห็นแล้วถอนใจอีกรอบ “ฮูหยินบอกว่าเจ้าเอาแต่คุยกับนก และพูดถึงมารดา บอกว่าเห็นวิญญาณนาง นางก็รู้สึกกลัว จึงต้องจำใจส่งเจ้ามาอยู่ที่นี่”

ซูเหยากำมือแน่นจนแทบจะเป็นเลือดแล้ว ตั้งแต่ต้นจนจบ บิดาเข้าข้างฮูหยินใหญ่ไม่เปลี่ยน ไม่แปลกอันใดเลยที่คนจะคิดว่ามารดานางฆ่าตัวตายเพราะน้อยใจท่าน

“ถ้าท่านพ่อจะเข้าข้างนางจนออกนอกหน้าเช่นนี้ เรื่องที่ข้าถูก ขึ้นเกี้ยวแทนน้องสาวก็คงเป็นเรื่องเล็กน้อยแล้วกระมัง”

หวังจางหมิงลุกขึ้น ทำสีหน้าเหมือนเสียใจ “เรื่องมันเกิดแล้ว และเจ้าเองก็บอกว่าเขาดีกับเจ้า เช่นนั้นก็ถือว่านางได้ทำดีตอบแทนเจ้าแล้ว”

สุดท้ายความคาดหวังที่นางจะให้บิดาช่วยมาตลอดสิบเดือนก็ไร้ความหมายจริง ๆ เพราะคนที่ช่วยนางได้คือจือหยวน แบบนี้หรือเปล่า ที่เรียกว่า พอขาดมารดา บุตรก็ไร้ความหมาย

เมื่อเป็นเช่นนี้นางก็ไม่พูดอะไรอีก ปล่อยให้บิดาจากไปแต่โดยดี ส่วนมารดานางนั้นก็น้ำตาไหลเป็นสายเลือดอีกรอบ ดวงตานั้นบอกว่าเสียใจแค่ไหนที่ต้องมาพบเจอเรื่องแบบนี้ แต่ตัวเองทำอะไรไม่ได้

“ท่านแม่อย่าร้องไห้เลย ข้ามิเป็นไรหรอกเจ้าค่ะ” ผ่านมาหลายปีแล้ว นางถือว่าตัวเองไร้มารดาขาดบิดา อยู่ตัวคนเดียวมานานแล้ว

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ นางก็ควรเลิกเกรงใจทุกคนได้แล้ว

“ฟงจิว คืนนี้เรามาเล่นอะไรสนุก ๆ กันดีกว่า”

สาวใช้ฟงจิวมองรอยยิ้มผู้เป็นนายแล้วก็ขนลุกตั้งขึ้นมาทันที เพราะเล่นอะไรสนุก ๆ ของนายสาว ดูเหมือนจะบันเทิงกันทั่วหน้าเลยทีเดียว

ในคืนที่เงียบสงบ คนในจวนสกุลหวังต่างนอนหลับอย่างมีความสุข โดยเฉพาะเรือนฮูหยินใหญ่ เมื่อบ่าวในเรือนต่างสอดรู้สอดเห็นคาบข่าวไปบอกก็ยิ่งได้ใจว่าตัวเองมีนายท่านเข้าข้างตน

กลุ่มควันเริ่มคืบคลานเข้าไปในห้องแต่ละห้อง ก่อนจะมีเสียงสุนัขเห่าหอนดังจนกระทั่งคนหลับเริ่มรู้สึกตัว เสียงประตูหน้าต่างเปิดกระแทก ไปมาทั้งที่ไม่มีลม ก็ยิ่งทำให้คนในห้องถึงกับสะดุ้งตัวลอย

“แม่นม เจ้าไปดูที ใครกันที่ทำแบบนี้” แม่นมที่นอนอยู่ด้านหน้าห้องก็รีบขยับไปเปิดประตูใหญ่ แต่กลับมีเงาดำเคลื่อนเข้ามา

“กา กา” เสียงอีกาดังขึ้นพร้อมกับบินโฉบหน้าของแม่นม อีกฝ่ายตกใจจนหงายหลัง “ว้าย” ไม่ทันจะเอ่ยอะไรก็มีเงาดำที่หน้าต่าง

ฮูหยินใหญ่เห็นเช่นนั้นก็ตกใจ รีบยกผ้าขึ้นคลุมหัว พลันมีเสียงดังขึ้นที่หน้าต่าง “เจ้าฆ่าข้าทำไมมมม”

เสียงลากยาวนั้นตามมาด้วยเสียงลม ประสมกับเสียงหมาหอนที่ดังทั่วเรือน ไม่เพียงเท่านั้น บานหน้าต่างยังเปิดปิดไม่หยุดจนคนที่หลับอยู่ ต่างลุกขึ้นมาแล้ววิ่งหนี

“ผีหลอก”

ซูเหยาที่จับเชือกอยู่ด้านบนต้นไม้ และมองอีกาหลายสิบตัวที่บินไปมาอย่างสนุกสนาน ด้านข้างมีจือหยวนนั่งมองแผนหลอกผีของผู้เป็นภรรยา

“เจ้าพอใจหรือยัง”

ตอนนี้ผมของคนพวกนั้นตั้งตรงเสียยิ่งกว่าอะไร ภาพบิดาของนาง ที่วิ่งออกจากห้องอนุ เสื้อก็ไม่ได้ใส่ ฮูหยินใหญ่นั้นสลบไปแล้ว แม้แต่บ่าวและสาวใช้ในจวนก็ไม่เว้นสักคน การเอาคืนของนางครั้งนี้ทบต้นทบดอกจริง ๆ

“อันนี้ก็แค่ดอกเบี้ยเท่านั้น” รอให้นางสืบให้แน่ชัดก่อนว่าฮูหยินใหญ่เป็นคนทำจริง ๆ นางจะเล่นหนักจนผมร่วงหมดหัวแน่นอน

รุ่งเช้าวันถัดมา ซูเหยามองโต๊ะอาหารที่เหลือเพียงพวกเขาสองคน

ฟงจิวรายงาน “นายท่านและฮูหยิน พร้อมอนุคนอื่น ๆ ไม่สบาย เจ้าค่ะ มื้อนี้เลยต้องให้คุณหนูและคุณชายกินกันสองคนก่อน”

แน่นอนว่านางไม่สนใจพวกเขาอยู่แล้ว ดีเสียอีกที่ได้กินเพียงสองคน จือหยวนผู้เป็นสามีที่ดีก็รีบคีบอาหารใส่ถ้วยให้อย่างเอาใจ กำลังกินอย่างอร่อยก็ได้ยินเสียงโวยวายด้านนอก

“เอาดินไปถมสระน้ำให้หมด” ฮูหยินใหญ่สั่งบ่าวในจวนที่กำลังขนดินใส่ถังไม้เดินตามกันเป็นแถว แต่ไม่มีใครกล้าขยับไปท้ายจวนสักคน

ซูเหยาวางตะเกียบแล้วรีบเข้าไปขวางทางเอาไว้ “พวกท่านจะทำอะไร”

“ก็ถมสระบัวน่ะสิ ถ้ายังอยู่ก็เอาแต่หลอกพวกเราไม่หยุด จะมีไว้ทำไม”

“ถ้าพวกท่านกล้าเข้ามาก็ลองดู” หากสระถูกถมแล้วมารดานาง จะไปอยู่ที่ไหน ขณะที่นางเข้าขวาง ลมแรงก็พัดมาพร้อมกับเมฆที่ตั้งเค้า

ตอนแรกฮูหยินใหญ่คิดว่าทำตอนกลางวันคงไม่เป็นไร แต่กลายเป็นว่าความโกรธแค้นนั้นทำให้พลังงานของมารดานางเพิ่มขึ้นไปอีก

“ถ้าเป็นพ่อเล่า เจ้าจะกล้าขวางหรือไม่”

แม้แต่ท่านพ่อยังเห็นด้วย ซูเหยาแทบไม่เชื่อสายตา แววตานั้นเต็มไปด้วยความผิดหวังและเสียใจ “ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ห้ามเข้ามาเด็ดขาด”

พอสิ้นคำนาง บิดาก็สั่งให้บ่าวจับตัวนางเอาไว้ แต่ยังไม่ทันถึงตัวจือหยวนก็เข้ามาขวางเสียก่อน เขาสะบัดมือสองสามครั้งบ่าวพวกนั้น ก็กระเด็นไปคนละทาง

“ข้าคิดว่าเรื่องเล็กน้อยพวกนี้เราควรมีทางออกที่ดีกว่านี้ ท่านก็ทราบว่าเหยาเหยาผูกพันกับสระน้ำนั่นขนาดไหน แม้แต่สิ่งสุดท้ายที่นางรักท่านก็คิดจะพรากไปจากนางอย่างนั้นรึ เช่นนี้แล้วผู้คนภายนอกจะคิดเห็นกับเรื่องนี้ยังไง”

จือหยวนยกคนนอกจวนมาอ้างเพื่อให้อีกฝ่ายเห็นแก่หน้าตัวเอง ที่ต้องรักษาเอาไว้ ได้ผล หวังจางหมิงนิ่งเงียบไปชั่วครู่ “เรื่องเมื่อคืนนั้น”

“พวกข้าล้วนนอนหลับสบายดี ไม่เห็นได้ยินเสียงอะไรเลยสักนิด สิ่งที่พวกท่านประสบล้วนเป็นความหวาดกลัวในใจหรือเปล่า พอได้ยินเสียงลมนิด นกบินผ่านหน่อยก็ตกใจ”

“กา กา”

เสียงตงตงร้องขึ้นมาพอดี ทำให้คนในจวนสะดุ้งจนผวาทรุดลงนั่ง กับพื้น ขนแขนก็ตั้งขึ้นมาอีกรอบ จือหยวนชี้ไปทางเจ้าตงตง

“ก็แค่นกตัวหนึ่ง จับมาย่างกินก็จบเรื่อง”

คำว่าย่างกินทำเอาเจ้าตงตงตาวาว ก่อนรีบกระพือปีกบินหนี ในใจก็คิดว่าทั้งสองคนจิตใจอำมหิตไม่ผิดกันเลยสักนิด

ซูเหยามองบิดาจากนั้นก็คุกเข่า “ที่ผ่านมาลูกไม่เคยขอร้องอะไร ท่านพ่อเลย แต่ครั้งนี้ลูกขอร้องท่านด้วยใจจริง อย่าทำลายสระบัวนั่นเลยได้โปรด”

คำว่าศักดิ์ศรีไม่เคยยอมผู้ใดของนางบัดนี้หายไปสิ้น เรื่องที่นางทำเมื่อคืนถือว่าทำไปเพราะความสะใจ แต่ใครจะคิดว่ามันย้อนเข้าหาตัวเอง

ซูเหยามองมุมปากฮูหยินใหญ่ที่ยิ้มอย่างพอใจหลังจากตัวเอง ถูกหลอกจนผมตั้งเมื่อคืน คนเป็นบิดาเห็นบุตรขอร้องก็ใช่ว่าจะใจดำ จึงยอมยกเลิกคำสั่ง

“ข้าจะสั่งปิดทางเรือนหลังนั้น ต่อไปห้ามใครเข้าใกล้อีก”

“ท่านพ่อ”

“เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว ถือว่าข้าตัดสินใจแล้ว แล้วนี่พวกเจ้าจะกลับเมื่อไหร่” ถึงกับเอ่ยปากไล่แบบนี้นางก็ไม่ขออยู่

“วันนี้เจ้าค่ะ”

“พ่อกับแม่ไม่ค่อยสบาย พวกเราขอส่งเจ้าแค่เพียงเท่านี้” พูดจบก็สะบัดเสื้อกลับเข้าไปด้านใน เป็นการตัดเยื่อใยอย่างที่สุด จือหยวนรีบมาประคองนางลุกขึ้น

“เจ้าอย่าเสียใจเลย มีข้าอยู่ทั้งคน”

นางเลิกเสียใจไปนานแล้ว เพียงแต่ตัวเองคิดน้อยไป เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก็เลยคิดใหม่อีกรอบ “พวกเรากลับสกุลเหยียนเถอะเจ้าค่ะ” เพราะมีเรื่องต้องไปจัดการเร่งด่วนยิ่งกว่า

หากไม่เร่งจัดการ เกรงว่าสระบัวแห่งนั้นจะต้องหายไปแน่นอน นางช้าไม่ได้อีกแล้ว...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel