ตอนที่ 2 : ก้าวแรกสู่เส้นทางยุทธภพ
รุ่งเช้าหลังคืนฟ้าคำราม แสงอาทิตย์อ่อนส่องผ่านยอดไม้หนาทึบของภูเขาชางอวิ๋น หมอกขาวลอยต่ำปกคลุมพื้นดิน ราวกับฟ้าดินพยายามปกปิดร่องรอยของสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อน หลินเทียนอวี่ยืนอยู่หน้ากระท่อมไม้เก่าของตน สายตามองไปยังป่าเขาที่คุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก แต่กลับรู้สึกว่าทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาเมื่อคืน เขาแทบไม่อาจข่มตาหลับได้ พลังบางอย่างในร่างกายยังคงไหลเวียนอย่างไม่หยุดยั้ง ลมหายใจแต่ละครั้งดึงพลังฟ้าดินเข้าสู่เส้นลมปราณโดยอัตโนมัติ แม้เขาจะไม่เข้าใจวิธีฝึกตน แต่ร่างกายกลับจดจำและตอบสนองราวกับเคยทำสิ่งนี้มานับร้อยปี
หลินเทียนอวี่ก้มมองฝ่ามือของตนอีกครั้ง อักขระสีทองที่เคยปรากฏหายไปแล้ว ทว่าเมื่อเขาตั้งสมาธิ ความร้อนอ่อน ๆ ก็แล่นผ่านฝ่ามือทันที เขารีบกำมือแน่น ใจเต้นแรง ความกลัวผสมความไม่แน่ใจค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น
“แบบนี้…ข้าจะกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้หรือ” เขาพึมพำกับตัวเอง
คำตอบนั้นชัดเจนอยู่แล้ว แม้เขาจะไม่อยากยอมรับ
เสียงฝีเท้าหนักดังขึ้นจากทางเข้าหมู่บ้าน หลินเทียนอวี่เงยหน้าขึ้นก็เห็นชายสามคนในชุดสีเข้ม กำลังเดินตรงเข้ามา สีหน้าของพวกเขาแข็งกระด้าง แววตาเย็นชา และที่สำคัญ…พลังอันกดดันที่แผ่ออกมาไม่ใช่ของคนธรรมดา
“เจอแล้ว” หนึ่งในนั้นเอ่ยเสียงต่ำ ดวงตาจับจ้องมาที่หลินเทียนอวี่โดยไม่ปิดบัง
หัวใจของหลินเทียนอวี่กระตุกวูบ สัญชาตญาณร้องเตือนทันทีว่า คนเหล่านี้ไม่มาเยือนด้วยเจตนาดี เขาถอยหลังหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
“พวกท่านเป็นใคร” เขาถาม พยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น
ชายตรงกลางแสยะยิ้ม “ไม่จำเป็นต้องรู้ รู้แค่ว่าเมื่อคืนเจ้าอยู่ที่ไหน และฟ้าผ่าลงที่ใด…ก็เพียงพอแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้เลือดในกายหลินเทียนอวี่เย็นวาบ พวกเขารู้…และมาเร็วเกินไป
ยังไม่ทันที่เขาจะคิดหาทางหนี ชายทั้งสามก็ขยับพร้อมกัน พลังอัดกระแทกซัดฝุ่นดินกระจาย หลินเทียนอวี่รู้สึกเหมือนถูกภูเขาทั้งลูกกดทับ ร่างกายแข็งค้าง ขยับแทบไม่ได้
ในวินาทีคับขันนั้นเอง พลังในร่างเขาพลันตอบสนอง อักขระสีทองส่องวาบในเส้นลมปราณโดยไม่ต้องเรียกใช้ ลมแรงก่อตัวขึ้นรอบกาย ผลักแรงกดดันออกไปอย่างฉับพลัน
“ถอย!” ชายคนหนึ่งร้องลั่น สีหน้าเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก
หลินเทียนอวี่เองก็แทบไม่เชื่อสายตา เขายืนอยู่ตรงนั้น หายใจแรง แต่กลับไม่บาดเจ็บ พลังฟ้าดินหมุนวนรอบกายเขาอย่างไร้การควบคุม
ทว่าเขาไม่มีเวลาได้ตั้งสติ เสียงหวีดแหลมของกระบี่ดังขึ้น ชายคนหนึ่งพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว หลินเทียนอวี่หลับตาแน่น สัญชาตญาณสั่งให้ยกมือขึ้นป้องกัน
เปรี้ยง—!
แรงปะทะดังสนั่น ชายผู้นั้นกระเด็นถอยหลังหลายก้าว กระบี่ในมือสั่นสะท้าน สีหน้าฉายแววหวาดกลัว
“พลังชะตาฟ้า…ไม่ผิดแน่!”
ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายไปกว่านี้ เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างสงบนิ่งจากด้านหลัง
“ถอยไป”
น้ำเสียงนั้นไม่ดัง ไม่แข็งกร้าว แต่กลับแฝงแรงกดดันที่ทำให้ทั้งสามคนชะงักพร้อมกัน ชายร่างสูงในชุดสำนักสีครามก้าวออกมาจากเงาไม้ สีหน้าเยือกเย็น ดวงตาคมลึกประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว
มู่เฉินอวิ๋น
เพียงยืนอยู่ตรงนั้น พลังของเขาก็ทำให้บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนไป ชายทั้งสามสบตากันก่อนจะกัดฟัน ถอยหลังอย่างไม่เต็มใจ
“สำนักใหญ่จะไม่ปล่อยเขาไว้” หนึ่งในนั้นเอ่ยทิ้งท้าย ก่อนจะหายไปในป่า
หลินเทียนอวี่ยืนตัวแข็ง ใจยังเต้นแรงไม่หยุด เขาหันไปมองชายแปลกหน้าที่ช่วยไว้ ความระแวงฉายชัดในแววตา
“เจ้าไม่ควรอยู่ที่นี่อีกต่อไป” มู่เฉินอวิ๋นกล่าวตรงไปตรงมา “ตั้งแต่วินาทีที่พลังของเจ้าตื่นขึ้น หมู่บ้านนี้ก็ไม่ปลอดภัย”
“ท่านคือใคร” หลินเทียนอวี่ถาม
“ผู้ที่เห็นสิ่งเดียวกับที่คนอื่นเห็น” ชายหนุ่มตอบ “และเป็นคนที่รู้ว่า หากเจ้ายังลังเล เจ้าจะไม่รอด”
คำพูดนั้นทำให้หลินเทียนอวี่เงียบงัน เขาหันกลับไปมองกระท่อมไม้เก่า สถานที่ที่เขาเรียกว่าบ้านมาตลอดชีวิต หัวใจเจ็บแปลบ แต่ก็รู้ดีว่าเขาไม่มีทางเลือก
ในเวลาเดียวกัน บนยอดเขาสำนักหลิงเทียน เซียวเยว่หลันยืนอยู่ริมหน้าผา ลมพัดเส้นผมยาวปลิวไสว นางมองไปยังทิศทางเดียวกับที่พลังฟ้าดินสั่นสะเทือนเมื่อคืน ความรู้สึกนั้นยังไม่จางหาย
“ในที่สุด…เจ้าก็ออกเดินทางแล้วสินะ” นางพึมพำเบา ๆ แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดใจจึงแน่ใจเช่นนั้น
ตราผนึกบนข้อมือส่องแสงวาบ นางกำมือแน่น ดวงตาฉายแววลังเลเพียงชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาเย็นชาดังเดิม
ส่วนที่เมืองชายแดน ถังเสวี่ยหลิงสะพายถุงผ้า เดินออกจากประตูเมืองด้วยรอยยิ้มสดใส นางไม่รู้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะพาไปพบใคร แต่หัวใจกลับเต็มไปด้วยความคาดหวังอย่างประหลาด
เส้นทางยุทธภพได้เปิดออกแล้ว
และชะตาของคนทั้งสี่ กำลังค่อย ๆ บรรจบกัน
