ตอนที่ 1 : ชะตาฟ้าที่มิอาจหลีกหนี
ฟ้าดินในคืนปลายฤดูใบไม้ร่วงเงียบงันผิดปกติ เมฆดำเคลื่อนต่ำบดบังแสงจันทร์จนมิด เสียงลมพัดผ่านป่าเขาดังคล้ายเสียงคร่ำครวญของบางสิ่งที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ย ภูเขาชางอวิ๋นซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ชายขอบแผ่นดินต้าฮวา ถูกขนานนามว่าเป็นแดนต้องห้ามมาตั้งแต่โบราณ ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงล้ำลึกเข้าไปเกินกว่าตีนเขา เพราะเล่าลือกันว่า ใต้ผืนดินและฟากฟ้าแห่งนี้ คือจุดบรรจบของพลังฟ้าดิน หากผู้ใดไร้วาสนา ย่างกรายเข้าไปก็มีแต่ตายกับตาย
ทว่าในค่ำคืนนี้ กลับมีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่กลางป่าเขาโดยไม่รู้เลยว่าตนกำลังเหยียบย่างอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างชีวิตกับโชคชะตา
หลินเทียนอวี่สะพายตะกร้าฟืนบนหลัง เสื้อผ้าเก่าขาดถูกปะซ้ำหลายชั้น เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยสิบเก้าปีจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมเขา ชีวิตเรียบง่าย ไม่มีสำนัก ไม่มีครู ไม่มีแม้แต่ชื่อเสียงให้ใครจดจำ ทุกวันที่ผ่านไปมีเพียงการตัดฟืน ล่าสัตว์เล็ก ๆ และแลกอาหารประทังชีวิต หากถามว่าเขาเคยฝันอยากเป็นจอมยุทธ์หรือไม่ คำตอบคือเคย…แต่ฝันนั้นถูกฝังกลบไปนานแล้วพร้อมกับความจริงที่ว่า โลกนี้ไม่ได้เมตตาคนธรรมดา
ลมเย็นพัดแรงขึ้นอย่างไร้สาเหตุ ใบไม้ไหวกระทบกันเสียงดัง หลินเทียนอวี่ชะงักฝีเท้า หัวใจพลันเต้นแรงโดยไม่รู้เหตุผล เขาเงยหน้ามองฟ้า เมฆดำเริ่มหมุนวนเป็นวงกว้าง ราวกับถูกบางสิ่งดึงดูด
“ฝนจะตกหรือ…” เขาพึมพำกับตนเอง แต่ยังไม่ทันก้าวถอย เสียงฟ้าคำรามก็ดังสนั่น
เปรี้ยง—!
สายฟ้าสีม่วงฉีกฟ้าเป็นเส้นยาว พุ่งลงมากลางป่าห่างจากเขาไม่ถึงสิบก้าว แรงอัดมหาศาลซัดร่างหลินเทียนอวี่กระเด็นล้มลงกับพื้น ศีรษะกระแทกหินจนภาพตรงหน้าพร่าเลือน ก่อนที่สติจะดับวูบลงท่ามกลางแสงสว่างเจิดจ้า
ในห้วงความมืด เสียงหนึ่งดังก้องขึ้นช้า ๆ หนักแน่น ราวกับมาจากฟ้าดินเอง
“ชะตาฟ้าที่หลับใหล…ได้เวลาตื่นแล้ว”
หลินเทียนอวี่รู้สึกว่าร่างกายตนลอยคว้าง ไม่หนัก ไม่เบา พลังบางอย่างไหลผ่านเส้นลมปราณอย่างเชื่องช้าแต่ทรงอำนาจ เขาพยายามขยับริมฝีปาก แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา สิ่งเดียวที่รับรู้ได้ คือความรู้สึกเชื่อมโยงกับโลกทั้งใบ ดิน หิน ลม ฟ้า ทุกสิ่งราวกับเป็นส่วนหนึ่งของเขา
เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ฟ้าครึ้มได้สลายไปแล้ว แสงจันทร์ส่องลงมาบนพื้นป่า ร่างของเขานอนอยู่ตรงจุดเดิม แต่ฝ่ามือขวากลับมีอักขระสีทองจาง ๆ ปรากฏขึ้น อักขระนั้นเต้นระยิบราวมีชีวิต ก่อนจะค่อย ๆ จมหายเข้าไปใต้ผิวหนัง
หลินเทียนอวี่นั่งขึ้นอย่างงุนงง หัวใจเต้นแรง ความรู้สึกบางอย่างเปลี่ยนไป เขาหายใจเข้าเบา ๆ และพบว่าลมหายใจนั้นแตกต่างจากเดิม อากาศรอบกายไหลเข้าสู่ร่างอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับโลกยอมรับการมีอยู่ของเขา
“นี่มัน…” เขากำมือแน่น ความกลัวและความตื่นตะลึงปะปนกันอย่างไม่อาจอธิบาย
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ณ ดินแดนห่างไกลออกไปหลายพันลี้ บนยอดเขาสูงที่ปกคลุมด้วยหมอกขาว สำนักเซียนหลิงเทียนอันยิ่งใหญ่ สตรีนางหนึ่งลืมตาขึ้นจากการนั่งสมาธิอย่างฉับพลัน
เซียวเยว่หลัน
ใบหน้างดงามเย็นสงบ ดวงตาคมใสแต่ไร้แววอารมณ์ เสื้อผ้าสีขาวสะอาดไร้ลวดลาย บนข้อมือซ้ายมีตราผนึกสีเงินจาง ๆ ส่องประกายแผ่วเบา นางขมวดคิ้วเล็กน้อย มือที่วางบนเข่ากำแน่นโดยไม่รู้ตัว
พลังฟ้าดิน…แปรปรวน
ความรู้สึกนั้นชัดเจนเกินกว่าจะมองข้าม แม้นางจะถูกผนึกพลังส่วนใหญ่ แต่สายเลือดและวิญญาณยังคงตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของชะตาฟ้า เยว่หลันหลับตาลงอีกครั้ง พยายามกดความรู้สึกนั้นไว้ดังเช่นที่ทำมาตลอดชีวิต
“อย่าใส่ใจ” เสียงเย็นชาดังขึ้นในความคิดของนาง ราวกับเป็นคำสั่งที่ถูกปลูกฝัง “ตัวตนของเจ้า…ไม่มีสิทธิ์สั่นไหว”
ในอีกมุมหนึ่งของยุทธภพ ชายหนุ่มในชุดสำนักสีครามกำลังยืนอยู่บนลานฝึก มู่เฉินอวิ๋น ศิษย์เอกผู้เป็นความหวังของสำนักใหญ่ เงยหน้ามองฟ้าเช่นกัน ดวงตาฉายแววครุ่นคิด เขารับรู้ถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนไป แม้จะไม่อาจอธิบายได้ แต่ประสบการณ์บอกเขาว่า นี่ไม่ใช่ลางดีหรือร้ายธรรมดา หากเป็นการเริ่มต้นของคลื่นใต้น้ำที่อาจกลืนทุกคนเข้าไป
ส่วนที่ตลาดเมืองชายแดน หญิงสาวผู้หนึ่งหัวเราะเสียงใส ขณะต่อรองราคากับพ่อค้า ถังเสวี่ยหลิง ดวงตาเป็นประกายสดใส นางไม่รับรู้ถึงฟ้าดินหรือชะตาใด ๆ แต่หัวใจกลับรู้สึกหวิววาบอย่างประหลาด ราวกับการเดินทางบางอย่างกำลังรออยู่ข้างหน้า
ชะตาฟ้าได้ขยับแล้ว
และการผจญภัยของคนทั้งสี่…เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
