ตอนที่ 43 สมัครนางกำนัล
ณ เรือนใหญ่ ใต้เท้าจิ้นเลี่ยว
ปลาคาร์ปลวดลายสีส้มกับสีขาว บางตัวก็สีเหลืองล้วน ยังมีปลาคาร์ปที่มีสีแดงตัดกับสีขาวและจุดสีดำกระจายตามตัวของมันเหมือนแต่งแต้มด้วยงานศิลปะบนตัวมัจฉา พวกมันแหวกว่ายร่วมกันเป็นฝูง ผู้ดูแลปลากราฟในบ่อน้ำกลางเรือนได้โยนไส้เดือนดินที่เป็นอาหารอันโอชะของฝูงปลาคาร์ปนั้นจนมันจะแย่งอาหารกันกิน
จางลิ่วกำลังปักผ้าสีม่วงเข้มลวดลายนกเป็ดน้ำ นางนั่งยิ้มชื่นบานขณะจับเข็มและด้ายอย่างประณีตในศาลาหน้าเรือนข้างๆ ประตูทางเข้า และมีขนมเปี๊ยะไส้ถั่วแดงกับน้ำชาร้อนๆ ตั้งอยู่บนโต๊ะหินอ่อนข้างๆ
"คุณหนูเจ้าค่ะ น้ำชาหมดแล้ว เดี๋ยวข้าไปต้มมาใหม่เจ้าค่ะ" คนใช้นามว่าตานต้านเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ
"อืม" และก็นั่งปักผ้าต่อ ไม่สนใจสิ่งใด
"จางลิ่ว เราไปเดินเล่นข้างนอก ดีหรือไม๋? " โจเลี้ยวผู้เป็นสามีกล่าวอย่างร่าเริงเมื่อเห็นนางสนใจแต่ปักผ้าอยู่ในเรือน
"ข้ายังปักผ้าไม่เสร็จเจ้าค่ะ ท่านพี่" จางลิ่วปักผ้าพลาง กล่าวพลาง
"พอดีว่า ข้าจะพาเจ้าไปสมัครนางกำนัลที่วังหลวง และทางวังหลวงได้เปิดรับสมัครแล้ว เจ้าสนใจหรือไม่? " บุรุษหนุ่มโจเลี้ยวยืนอย่างสง่างามและอมยิ้ม
"จริงหรือเจ้าค่ะท่านพี่ วันนี้ ใช่หรือไม่? ข้ารู้สึกสนใจยิ่งนัก" มือข้างหนึ่งที่จับเข็มโลหะก็ได้หยุดชะงักทันใด
"เป็นความจริงขอรับ จางลิ่ว ถ้ายังไม่เสร็จก็ค่อยมาทำต่อก็ได้" โจเลี้ยวหยิบเข็มปักผ้าออกจากมือนางแล้ววางไว้บนโต๊ะหินอ่อนสี่เหลี่ยม
"คุณชาย คุณหนู น้ำชาร้อนๆ มาแล้วเจ้าค่ะ" แม่นางตานต้านยกกาน้ำชากับถ้วยสองใบบนถาดโลหะใบหนึ่ง
"คุณชาย คุณหนู รอข้าก่อน ท่านทั้งสองจะไปที่ใดเจ้าคะ? " แม่นางตานต้านวางถาดไว้บนโต๊ะและเดินตามเจ้านาย
"ข้าจะไปสมัครนางกำนัลในวังหลวง ฝากเก็บผ้าที่ปักยังไม่เสร็จให้ด้วย" จางลิ่วบิดตัว และหันหลัง
"ข้าไปด้วยได้หรือไม่? ข้าอยากไปเจ้าค่ะ" คนใช้นามตานต้านใช้น้ำเสียงอ้อนๆ
"งั้นเจ้าก็เก็บของบนโต๊ะของข้าก่อน ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่นี้" จางลิ่วกับโจเลี้ยวก็พากันนั่งบนศาลา
"เจ้าค่ะ" คนใช้รับคำ และยกขึ้นมาเก็บของไว้บนเรือน
ทั้งสองหนุ่มสาวก็พบเห็นใครบางคนเข้ามาในเรือนจึงได้เพ่งมองและยืนขึ้นด้วยความดีอกดีใจ
"ท่านพี่หญิงจางลู่" จางลิ่วเร่งฝีเท้าเข้ามากอดจางลู่ด้วยความดีใจ สภาพร่างกายตอนนี้จางลิ่วดูแข็งแรงขึ้น และสายตาเหลียวมองหาบุคคลที่ต้องการพบ
"เสี่ยวปาลี่อยู่ที่ใด? ท่านพี่หญิง เขาอยู่ที่ใด? แม่นางฟางฟ่าง เขาอยู่ที่ใด? " จางลิ่วเดินกลับไปกลับมาเหมือนการเดินทางที่ไร้จุดหมาย
สีหน้าจางลู่กับแม่นางฟางฟ่างดูเงียบงันอย่างผิดปกติ ในที่สุดแม่นางฟางฟ่างก็กล่าวออกมาทั้งน้ำตา
"ขออภัยเจ้าค่ะคุณหนู เขาตายแล้ว"
ความมืดปกคลุมจิตใจหญิงสาวจางลู่จนสมองเต็มไปด้วยว่างเปล่า "ห๊ะ ตายแล้ว? " จางลิ่วก็เริ่มยืนนิ่งเหมือนหุ่นขี้ผึ้งทันใด
"ใครทำ? ข้าจะไปฆ่ามัน" จางลิ่วกล่าวอย่างแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความโกรธเคือง
"อย่าไปเลยเจ้าค่ะ พวกมันมีพละกำลังมาก ที่สำคัญ คือ คุณหนูไม่ได้รู้จักเขา เขามีนามว่า เหนียนปอปอเจ้าค่ะ ข้าเห็นกับตาจนข้ารู้สึกสงสารเสี่ยวปาลี่ยิ่งนัก ตอนที่เขาเข้ามาเจอข้า ข้าก็รู้สึกว่าสวรรค์มาโปรดแล้ว ขณะที่เขาจูงมือข้าออกจากหอนางโลมในแคว้นสุโขทัยก็พบกับเหนียนปอปอขวางทางเอาไว้เพราะเขาจำได้ว่าพวกเราเป็นศัตรูกันกับเขาเจ้าค่ะ" แม่นางฟางฟ่างกอดแขนจางลิ่วแนบแน่นและน้ำตาก็เปื้อนแขนเสื้อสีฟ้าของจางลิ่ว
"จางลู่ มาแล้วหรือลูก? " แม่นางหลิวอี้เดินมากับหลงหานอย่างร้อนรน
"ท่านพี่หลงหูอยู่ที่ใดเจ้าคะ? " จางลู่ถามขึ้นเมื่อไม่มีใครสักคนอยู่ที่นี้
"เขากลับไปหมู่บ้านหลุยซานของเราแล้ว ไปดูแลกิจการการค้าของเรา" หลงหาน ชายวัยกลางคนตอบแทน
"ข้ามีคนที่ให้ท่านพ่อได้รู้จักเจ้าค่ะ เขาเป็นหมอที่ปรุงยาให้จางลิ่วเจ้าค่ะ เขามีนามว่า เฉาหลิง เจ้าค่ะ" จางลู่จับแขนเสื้อสีดำของเฉาหลิงเบาๆ เชิญเขามาอยู่เบื้องหน้า
"เฉาหลิง? " แม่นางหลิวอี้กับหลงหานเปล่งเสียงออกมาพร้อมกันด้วยความสงสัย พลางครุ่นคิด
"องค์ชาย ถวายคำนับพ่ะย่ะค่ะ ทรงพระเจริญหมื่นๆ พ่ะย่ะค่ะ" หลงหานนั่งคุกเข่าบนพื้นต่อหน้าเฉาหลิง
"องค์ชาย ถวายคำนับเพค่ะ ทรงพระเจริญหมื่นๆ ปีเพค่ะ" แม่นางหลิวอี้ทำความเคารพตามหลงหาน
สองสามีภรรยาเคยจำองค์ชายเฉาหลิงในวัยเด็ก พอเฉาหลิงเติบโตขึ้นในวัยหนุ่มก็ไม่รู้ว่าลักษณะหน้าตาเป็นอย่างไร? เพียงจำแต่ชื่อเขาก็ว่าเป็นองค์ชายและมีกระดิ่งทองแดงที่พระมารดามอบให้ก็มีความแน่ใจมากขึ้น จางลู่ก็รู้ว่าชายที่อยู่เบื้องหน้าคือองค์ชายเพราะเฉาหลิงเคยบอกนางไว้ก่อนแล้ว แต่เรื่องเดียวที่จางลู่ยังไม่รู้ คือ เฉาหลิงคือพี่ชายแท้ๆ ของนาง
"ถวายคำนับเพค่ะ ทรงพระเจริญหมื่นๆ ปีเพค่ะ" จางลู่ก็ถวายความเคารพเช่นเดียวกันจนบุคคลที่เหลือก็ได้ทำความเคารพตามอย่างเกรงใจ
เฉาหลิงเห็นน้องสาวแท้ๆ ก็รู้สึกไม่สบายใจเมื่อตนได้ปกปิดความจริงต่อนาง ในดวงตาของเฉาหลิงมีความขุ่นมัวเพราะความทุกข์ทันใด
"เอาล่ะ เอาล่ะ ไม่ต้องพิธีรีตองมากก็ได้ ตอนนี้ข้าอยู่ในฐานะสามัญชน ทุกคนลุกขึ้น ขอให้ทุกคนสบายใจได้" บุรุษหนุ่มเฉาหลิงได้เปล่งเสียงออกมาราวกับความว่ามันเป็นบรรยากาศองค์ชายวัยเยาว์ในวังหลวง
"ท่านพ่อ ท่านแม่เจ้าค่ะ มีอีกคนที่จะแนะนำเจ้าค่ะ คือ องค์ชายนพเก้าจากแคว้นสุโขทัยเจ้าค่ะ" จางลู่ผายมือเหมือนต้อนรับแขกเข้าโรงแรม
ทหารองครักษ์จากแคว้นสุโขทัยได้ยืนและเดินกระจัดกระจายที่ชั้นล่างเหมือนกับว่าทำหน้าที่ผู้คุ้มกันภายในวังหลวง องค์ชายนพเก้าเสด็จมาพร้อมกับทหารองครักษ์ที่มากฝีมืออย่างพ่อบ้านจานกับแม่หญิงจำปา แต่พวกเขาได้เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นสามัญชนเพื่อไม่ให้ใครบางคนสงสัยราวกับว่าเป็นสายลับ
"หลงหาน เจ้าคือ ข้าราชการการทูตแห่งแคว้นลิ่วเฉียนหรือ? " องค์ชายนพเก้าทรงจำหน้าได้ตั้งแต่ตอนวัยเยาว์แต่มีความแตกต่างกันที่กาลเวลาจึงเหลือเพียงเส้นผมสีขาวบางส่วน ผิวหนังเริ่มเหี่ยวย่นเพราะอายุจะมากแล้ว
"พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมหลงหานเองพ่ะย่ะค่ะ" หลงหานไม่รู้จะใช้ภาษาอันใดเพราะรู้ทั้งสองภาษา เขาจึงใช้ภาษาไทยดีกว่า เมื่อองค์ชายได้ตรัสเป็นภาษาไทยก็ตอบเป็นภาษาไทย
"แม่หญิงจางลู่ ในฐานะของนางตอนนี้ นางคือ พระชายาของข้าแล้ว" องค์ชายนพเก้าตรัสด้วยสีหน้าแย้มยิ้ม
"พ่ะย่ะค่ะ มะ มะ กระหม่อมรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ" หลงหานเหงื่อแตกพลั่กๆ เมื่อรู้ว่าบุตรสาวบุญธรรมมีฐานะเปลี่ยนไป นางไม่ใช่สามัญชนแล้ว จางลู่ก็ไม่สามารถทำอันใดได้เช่นกัน
"พระองค์ต้องการอันใดพ่ะย่ะค่ะ? " เหงื่อกาฬไหลตามใบหน้าจนทำอันใดไม่ถูก
"เจ้าไม่ต้องคิดมากแล้ว ข้ามาที่นี้ ข้ามาขอบุตรสาวของเจ้าเป็นพระชายาแห่งแคว้นสุโขทัย ได้หรือไม่? " องค์ชายนพเก้าจับแขนหลงหานชายวัยกลางคนให้ลุกขึ้น
"กระหม่อมก็ไม่สามารถขัดคำสั่งพระองค์ได้ ถ้าเป็นสิ่งที่บุตรสาวของข้ามีความสุข ข้าก็พร้อมยินดีถวายพ่ะย่ะค่ะ" หลงหานยืนอย่างแน่นิ่ง ทั่วลำตัวเย็นเฉียบเหมือนถูกก้อนน้ำแข็ง
"ท่านพ่อ อย่าคิดมากไปเจ้าค่ะ ข้าก็ไม่ได้มีความทุกข์ใจเลย" จางลู่สบตาบิดาบุญธรรมอย่างอ่อนโยน
"หากกระหม่อมล่วงเกินพระองค์ทั้งในอดีตก็ดี ปัจจุบันก็ดี และอนาคตก็ดี โปรดประทานอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ" หลงหานกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ
"ไม่ว่าเรื่องใดที่ท่านพ่อทำ ท่านพ่อมีความปรารถนาดีต่อข้ายิ่งนัก ท่านพ่อไม่ได้ทำผิดเจ้าค่ะ ท่านพ่อโปรดทำใจให้สบายเจ้าค่ะ" จางลู่กล่าวปลอบใจบิดาบุญธรรม
แม่นางหลิวอี้ที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็รู้ภาษาต่างแคว้นเพียงไม่กี่คำจึงมีหญิงสาวนามจางลู่คอยแปลภาษาให้อย่างเป็นระยะๆ ความรู้สึกของนางก็เปลี่ยนไป ไม่ต่างจากชายวัยกลางคนผู้เป็นสามี ในที่สุดแม่นางหลิวอี้ก็ได้กระซิบอยู่ข้างๆ หลงหานทำให้หลงหานรู้สึกประหลาดใจขึ้นไปอีก
"อะ องค์หญิง โปรดฟังกระหม่อมเถิดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่ใช่บิดาแท้ๆ ของพระองค์ โปรดประทานอภัยกระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ" หลงหานก็ได้คุกเข่าลงทันใด
"หม่อมฉันก็ไม่ใช่มารดาแท้ๆ ของพระองค์เพค่ะ โปรดประทานอภัยเพค่ะ" แม่นางหลิวอี้ก็คุกเข่าตาม
"เป็นความจริงหรือไม่? ท่านพ่อท่านแม่ของข้าคือใคร? " จางลู่ก็รู้สึกงุนงงไปชั่วขณะเหมือนความมืดมิดปิดบัง
"เป็นความจริงเพค่ะ องค์หญิง องค์ชายเฉาหลิงคือพระเชษฐาแท้ๆ ของพระองค์เพค่ะ" แม่นางหลิวอี้ก็ได้จับมือจางลู่อย่างอ่อนโยน
"จริงหรือไม่? ท่านพี่" จางลู่บิดลำตัวและหันหน้าไปหาเฉาหลิง
บุรุษหนุ่มเฉาหลิงก็ได้เพียงพยักหน้าตอบรับ "จริง"
ทั่วอินทรีย์ของดรุณีน้อยจางลู่เมื่อรู้ฐานะที่แท้จริงของตนเอง และรู้ว่าตัวเองมีเชื้อพระวงศ์เช่นเดียวกับเฉาหลิงที่เป็นพระเชษฐาแท้ๆ พวกเขาทั้งสองได้พลัดพรากจากกันมาหลายปี เหตุผลที่ปกปิดฐานะที่แท้จริงนั้นคือ เพื่อความปลอดภัย
สาวน้อยจางลู่มีอาการหน้ามืดเหมือนคนทำงานหนักมาหลายวัน ร่างกายดูอ่อนเพลีย เปลือกตาทั้งสองหนักอึ้งจนยกไม่ขึ้นทำให้นางหมดสติทันใด บุคคลที่อยู่ใกล้นางที่สุดจึงได้พยุงกายนางอย่างองค์ชายนพเก้า ในที่สุดนางก็หลับลงไปเหมือนวิญญาณได้หลุดออกจากร่าง
"องค์หญิง! "
"จางลู่! "
ทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็ได้อุทานอย่างน่าตกใจทั้งที่นางมีสุขภาพแข็งแรงและมีฝีมือในการต่อสู้ แต่ก็ต้องมาเป็นลมล้มพับไปอย่างไม่คาดคิด
