ตอนที่ 42 รถม้า
ชายสองนายยกหีบอาภรณ์และเครื่องใช้จากชั้นสองจนถึงชั้นล่าง ในช่วงกลางวันท้องฟ้ามืดครึ้มแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฝนจะตก แสงแดดถูกก้อนเมฆสีเทาปิดบังเหมือนหลังคาเรือนอันกว้างใหญ่ เวลาผ่านไปเพียงนาทีท้องฟ้าก็กลายเป็นสีฟ้าทำให้เห็นก้อนเมฆสีขาวคล้ายสำลีบริสุทธิ์ที่มีลักษณะไม่เท่ากัน
จางลู่ เฉาหลิงและข้าทาสบริพารกำลังเดินทางกลับแคว้นลิ่วเฉียนพร้อมกับยานพาหนะคันใหม่ที่ได้รับการลงทุนลงแรงจากญาติอย่างลุงทศและผู้อุปการคุณอย่างคุณชายนพเก้า แม้ว่าทรัพย์สินเงินทองจะเหลือเพียงน้อยนิดแต่ก็ได้รับการดูแลอย่างดีจากเจ้าถิ่นแคว้นสุโขทัย มิตรภาพและทรงจำก็เคยเกิดขึ้นที่แคว้นสุโขทัยและไม่สามารถลืมมันได้ลง แต่ก็มีการสูญเสียเพื่อนร่วมทางหนึ่งคนจนไม่สามารถกลับมาด้วย ช่างน่าโศกเศร้ายิ่งนัก
"นายหญิงเจ้าค่ะ ข้าไปด้วยได้หรือไม่? ถ้าไม่มีนายหญิง ข้าจะต้องเหงาและโดดเดี่ยวเป็นแน่ ข้าได้ทำขนมหวานและอาหารคาวให้แก่นายหญิงและคนอื่นด้วยเจ้าค่ะ" แม่หญิงจำปายกห่อใบตองหลายห่อที่มัดด้วยเส้นไม้บางๆ รวมทั้งยังมีกระบอกไม้ไผ่หลายกระบอกสำหรับบรรจุน้ำดื่ม
"โอ้ คุณพระช่วย เจ้าต้องเหนื่อยมากเป็นแน่ เจ้าไม่ต้องลำบากถึงขนาดนี้ก็ได้ เอ่อ คือ ถ้าไปได้ก็ไป แต่เจ้ามีภารกิจที่ต้องทำอยู่ที่นี้" จางลู่มีสีหน้าประหลาดใจปนกับความดีใจ
"ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ไว่เถ้า วั่งฉี แม่นางฟางฟ่างยังช่วยข้าทำและจัดเตรียมวัตถุดิบเจ้าค่ะ พวกเขายังรู้ก่อนนายหญิงเจ้าค่ะ นายหญิงควรทานให้มากเถิดเจ้าค่ะ" แม่หญิงจำปายิ้มด้วยกำลังใจและในดวงตามีความโศกเศร้าอยู่ตรงนั้น
"เจ้าก็ควรดูแลตัวเองให้มาก" จางลู่มอบสิ่งของในมือ ส่งให้แม่นางฟางฟ่างคนที่อยู่ข้างๆ
"เดินทางปลอดภัยเจ้าค่ะ นายหญิง" แม่หญิงจำปายกมืออ่อนนุ่มมาแนบแก้มตนเอง
"ไปกันเถิดขอรับ นายหญิง" วั่งฉีเปิดประตูรถม้ารอพร้อมสะพายคันธนูและกระเป๋าลูกธนูอันใหม่เพราะคุณนพเก้ามอบให้เป็นอาวุธคุ้มกันนายหญิงจางลู่
สาวน้อยจางลู่กำลังคิดถึงวันเวลาที่ผ่านมาไม่นานเกี่ยวกับแม่หญิงจำปาระหว่างทางกลับแคว้นของตน
รถม้าแล่นบนพื้นดินราบเรียบจนกระทั่งพื้นดินแห้งแล้งทำให้รถม้าต้องเอนเอียงไปมาจนรู้สึกน่ารำคาญใจ อากาศร้อนอบอ้าวแทบอยากไปลงสระน้ำเย็นๆ ที่ใดสักแห่ง และช่วงเวลาพลบค่ำใกล้มาถึงก็เห็นดวงตะวันสีแสดอ่อนๆ กระทบรถม้า อุณหภูมิรอบกายก็เริ่มลดลงตามธรรมชาติเพราะความร้อนจากรังสีอาทิตย์ได้หายไป ด้วยรถม้าใหม่เอี่ยมทำให้ล้อหมุนได้สะดวกกว่ารถม้าคันเก่าที่เดินทางจากแคว้นลิ่วเฉียน
อีกหนึ่งวันก็จะถึงแคว้นลิ่วเฉียน ทุกคนที่เดินทางด้วยรถม้า วั่งฉีกับไว่เถ้านั่งข้างหน้าฝั่งคนขับ ส่วนคนที่เหลือก็ได้นั่งข้างในรถม้าข้างหลังที่มีหลังคา เวลาสายันต์มาเยือน และทุกคนได้นอนหลับกลางป่า
วั่งฉีรู้สึกปวดเบาขณะหลับจึงได้ลุกขึ้นออกมา เขาจึงได้ยืนแนบต้นไม้ใหญ่ หลับตาพลิ้มเหมือนได้ปลดทุกข์ เมื่อลืมตาขึ้นก็มาสะดุดกับหญิงสาวนางหนึ่ง
"แม่หญิงจำปาเจ้ามาอยู่ที่นี้ได้เยี่ยงไร? " วั่งฉีก็ตกใจ ทำอะไรไม่อยู่เมื่อเห็นหญิงสาวเดินผ่านแล้วหันหลัง เมื่อเสร็จกิจก็ได้ตามนางไป
"ข้าคิดถึงท่านพี่จึงตามมาเจ้าค่ะ" แม่หญิงจำปาพูดภาษาจีนชัดแจ๋ว น้ำเสียงออดอ้อน
"เจ้าพูดภาษาแคว้นของข้าได้ตั้งแต่เมื่อใด? " วั่งฉีตาค้าง และรู้สึกอึ้งไปชั่วขณะ และเดินเข้าไปเรื่อยๆ เพราะนางเป็นแม่หญิงที่มาสถานที่นี้คนเดียวคงจะไม่ปลอดภัยเป็นแน่
"ก็ข้ารักท่านพี่ ข้าก็ทำได้ทุกอย่างเจ้าค่ะ" นางยังหันหลังให้วั่งฉีอยู่ ชายหนุ่มคนนั้นอาจคิดว่านางเขินอาย
แม่หญิงจำปาผมที่ยาวเหยียดตรงก็ได้หันหน้าช้าๆ จนชัดเจนแล้วว่าเป็นใคร
"จะ เจ้า เหตุใดเจ้าถึงเป็นเยี่ยงนี้? ผะ ผี หลอกกกก" วั่งฉีขนลุกชันเมื่อเจอสิ่งที่น่ากลัวที่สุด
"เจ้าจะไปที่ใด? ท่านพี่ มาอยู่กับข้าก่อน มาอยู่กับข้าก่อน" เสียงเยือกเย็นทำให้มีความหลอนขึ้นไปอีก
ทั่วร่างของวั่งฉีขยับไม่ได้สักนิดเดียว ทำได้เพียงกลอกตาไปมาเพราะรู้สึกเหมือนถูกควบคุมด้วยเถาวัลย์อันหนาแน่น
'นางไม้'
"ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย" วั่งฉีเปล่งเสียงออกมาไม่ได้ราวกำลังฝันร้าย เถาวัลย์เลื้อยยาวจากพื้นดินเหมือนงูเลื้อยขึ้นมาปิดปาก เขาทำได้เพียงออกเสียงในใจอันดังก้องทั่วโสตประสาท
"ไม่มีคนใดมาช่วยเจ้าได้ดอกพ่อหนุ่ม คืนนี้เจ้าคืออาหารอันโอชะของข้าแล้ว" นางไม้ตนหนึ่งแลบลิ้นยาวราวห้านิ้วออกมาเลียใบหน้าจนคนดูรู้สึกสยดสยอง น้ำลายยืดๆ ติดใบหน้าคล้ายครีมใสๆ ทาหน้า วั่งฉีทนดูหน้าตาอัปลักษณ์ไม่ไหวจึงปิดเปลือกตาทั้งสองข้างลง ลำตัวทั่วร่างสั่นสะเทือนเหมือนคนป่วยไข้
ฉึบ!
คมดาบเล่มหนึ่งตัดเถาวัลย์ที่เหยียดเป็นเส้นตรงตรงกลางระหว่างนางไม้กับวั่งฉี เถาวัลย์เส้นใหญ่ถูกตัดเพียงไม่นานคนที่ตัดเถาวัลย์ก็คือสาวน้อยจางลู่ จากนั้นนางถูกเส้นไม้นั้นเลื้อยพันจนถึงขาทำให้นางสะดุดล้มลมเพราะไม่ทันได้ตั้งตัว นางไม้ควบคุมรากไม้ไม่ให้จางลู่ยึดดาบไว้ได้ ส่วนวั่งฉีพยายามแกะเถาวัลย์ที่กำลังหลวมก็ถูกเถาวัลย์เส้นใหม่มารัดตัวอีกครั้งจนมันแน่นขึ้นกว่าเดิม
ร่างจางลู่กับวั่งฉีก็ถูกห้อยบนกิ่งไม้ที่อยู่เหนือพื้นดินคล้ายถูกกับดักใยแมงมุม
"กรี๊ดดดด"
เสียงกรีดร้องของนางไม้ดั่งถูกเปลวเพลิงแผดเผาเพราะมีชายคนหนึ่งนามเฉาหลิงใช้ผงโลกันตร์สยบเทพแห่งมาร ท่ามกลางความมืดมิดก็มีความสว่างขึ้นคล้ายกองเพลิงกำลังเผานางไม้ แม้ใช้ดาบเล่มหนึ่งก็ไม่สามารถสยบนางไม้ตนนั้นได้ หากตัดมันแล้ว มันก็สามารถงอกใหม่ขึ้นมาได้ สิ่งที่นางไม้กลัวที่สุด คือ ไฟ
ศีรษะของทั้งคู่อยู่ข้างล่างสุดจนรู้สึกมึน หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม ใบหน้ากลายเป็นสีแดงดูเหมือนสายเลือดมารวมกัน สายตาเพ่งมองเฉาหลิงที่กำลังโรยผงโลกันตร์สยบเทพแห่งมาร แม้อยู่ใกล้เพียงไม่กี่เก้าก็สามารถปาได้ถึง เพราะผงโลกันตร์สยบเทพแห่งมารนั้นลอยผ่านอากาศได้อย่างอัตโนมัติเหมือนสนามแม่เหล็ก
ฉึก! ฉึก!
เฉาหลิงรับคันธนูจากไว่เถ้าแล้วยิงทีละนัดจนทั้งสองตกลงสู่พื้นเหมือนเคยล่าสัตว์มาก่อน ด้วยสัญชาตญาณแห่งนักรบ พวกเขาก็พลิกตัวจากศีรษะกับปลายทางสลับกันราวตีลังกาอย่างไม่รู้สึกเจ็บใดๆ
"ข้าเจอแม่หญิงจำปาขอรับ นายท่าน เหตุใดนางถึงเป็นเยี่ยงนี้? " วั่งฉีรู้สึกงุนงงแทบใจสลาย
"ที่แท้ไม่ใช่แม่หญิงจำปา นางไม้ตนนั้นสามารถสะกดจิตได้เฉพาะผู้ชายให้เห็นภาพลวงตา แม้มันไม่รู้ว่าชายคนนั้นรักหรือหลงใหลหญิงคนใด" เฉาหลิงตบไหล่วั่งฉีเบาๆ ราวปลอบใจและอธิบายได้อย่างแจ่มแจ้ง
"อ่อ เยี่ยงนี้นี่เอง ข้าก็ว่าเยี่ยงงั้น ข้าไม่เคยเห็นนางไม้เป็นแม่หญิงจำปาสักนิดเดียว" จางลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
"ส่วนข้ามองแวบเดียวก็รู้ว่า ปีศาจตนนั้นคือ นางไม้ ข้าก็รู้เพียงมีจิตสัมผัส เพราะข้าใช้แก้วกันเสียงวิญญาณ มันทำให้ข้าได้ยินเสียงที่แท้จริงของปีศาจที่ปลอมตัวเป็นมนุษย์ ถ้าข้าไม่ถือมันมา มีเพียงเดียวที่ช่วยได้คือ จางลู่" เฉาหลิงแบมือออกมาก็แลเห็นแก้มกันเสียงทรงกลม
"มหัศจรรย์ยิ่งนัก" จางลู่กล่าวเชยชม เพ่งมองดวงแก้วอย่างตื่นตาตื่นใจเหมือนกำลังมองมาลีสีสันงดงาม
จู่ๆ ก็มีเสียงม้าวิ่งมาเป็นฝูง รวมทั้งคบเพลิงหลายดวงที่กำลังเข้ามาใกล้ทุกๆ วินาที ทำให้ทุกคนต้องตั้งตัวและเตรียมรับการต่อสู้กับอันตราย เมื่อรู้สึกสงสัยก็หยิบดาบหรือไม่ก็เตรียมใช้ธนู
ใช้ที่ปรากฏตรงหน้าก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คงจะเป็นคนคุ้นหน้าที่สวมใส่ชุดอื่น เขาคนนั้นมาเป็นกองทัพกับทหารประมาณยี่สิบนายและมีทหารหญิงใส่ชุดเกราะสีดำหนึ่งคนเพราะนางเป็นองครักษ์
"พวกเจ้าหยุดก่อน วางอาวุธทั้งหมดลง พวกนี้คือพวกเดียวกันกับข้า ไม่ใช่ศัตรู" คุณชายนพเก้ากล่าวด้วยน้ำเสียงเข้ม
"พ่ะย่ะค่ะ องค์ชาย"
"เพค่ะ องค์ชาย"
ทหารหลายคนกล่าวพร้อมเพรียงกัน องค์ชายที่เห็นอยู่นี้ คือ องค์ชายนพเก้า
ส่วนทหารหญิงที่มีทักษะการต่อสู้ในหมู่ทหารชาย คือ แม่หญิงจำปา
ทุกคนที่เห็นกองทัพทหารนั้นก็รู้สึกตะลึงลานตามๆ กัน เพราะได้รู้ความจริงแล้วว่า คุณชายนพเก้าคือองค์ชาย แม่หญิงจำปาและพ่อบ้านจานนั้นคือทหารองครักษ์ที่อยู่เคียงข้างองค์ชาย พวกเขามีแผนอะไรกันแน่?
"ขออภัยเพค่ะ องค์พระชายา ข้าทหารองครักษ์หญิงจำปา พร้อมถวายรับใช้เพค่ะ" แม่หญิงจำปาลงจากหลังม้าและย่อตัวลงเพื่อถวายความเคารพ
"ข้าขออภัยที่ปกปิดความจริงเจ้าค่ะ สิ่งที่องค์พระชายาทอดพระเนตรนั้น คือ ตัวตนที่แท้จริงของข้ากับองค์ชายเพค่ะ" ทหารหญิงย่อตัวลงอีกครั้ง
แม่นางฟางฟ่างก็วิ่งมาดูเหตุการณ์หลังจากตื่นขึ้นแล้วไม่เจอใครจึงออกตามหาจนพบ นางก็รู้สึกตกใจเช่นเดียวกับพวกเขาแต่ก็มีความยินดีมากขึ้นเมื่อรู้ว่าคุณหนูจางลู่ได้มีฐานะเป็นองค์พระชายาขององค์ชายนพเก้าแล้ว
ภายในใจของเฉาหลิงก็บอกได้ว่า "ยินดีด้วย น้องสาวที่รักของข้า ข้ายังไม่ได้บอกว่า ข้าคือ พี่ชายแท้ๆ ของเจ้า หากข้าบอกความจริงทั้งหมด เจ้าก็คงเสียใจไม่แพ้ข้าเป็นแน่"
