ตอนที่ 32 วิญญาณอาฆาต
ภายในห้องครัว ณ เรือนคุณชายนพเก้า
เตาไฟร้อนระอุ เปลวไฟลุกท่วมใต้หม้อดิน กุ้งแม่น้ำสิบสองตัวอัดแน่นเต็มหม้อขนาดใหญ่ ทัพพีขยับไปมาเพื่อผสมเครื่องปรุงให้คลุกเคล้ากัน แม่หญิงจำปายืนขึ้นและก้มหน้าดูหม้อต้มยำกุ้งน้ำข้นอันชวนน่ากินนัก และตักน้ำสีส้มปนสีขาวร้อนๆ ใส่ถ้วยใบเล็ก ก่อนจะยกขึ้นมาชิม ดูว่ารสชาติพอดีและกลมกล่อมหรือยัง?
ชายหนุ่มนามว่า วั่งฉี ช่วงนี้ดูผอมแห้งและเหน็ดเหนื่อย เวลานี้มีเขาเดินผ่านแสงแดดจ้า ก่อนจะทำหน้าที่ตัดฟืนไม้หลังเรือนคุณชายนพเก้า พอวั่งฉีมาอยู่ที่นี้ทำให้กองฟืนเพิ่มขึ้นมากกว่าตอนแรกในวันที่แม่หญิงจำปาอยู่เฝ้าเรือนคนเดียว
สาวน้อยจางลู่นั่งบนเตียงไม้ไผ่ นางกำลังจัดเตรียมสำรับอาหารมื้อเที่ยง มือบางๆ คอยบรรจงหั่นแตงโมเป็นชิ้นเล็ก ดูเหมือนจะเท่ากันมาก และเหมือนบุคคลหนึ่งที่เชี่ยวชาญในการทำอาหารจริงๆ พอหั่นผลไม้ชนิดหนึ่งเสร็จ นางก็ยกมือขึ้นตักข้าวสวยร้อนๆ ใส่ถ้วยสีขาวเคลือบใส วางตะเกียบไว้ข้างๆ ถ้วยนั้นเพื่อให้วั่งฉีได้ทานด้วยกันเพราะชาวลิ่วเฉียนนิยมใช้ตะเกียบ
เมื่อถึงเวลาอาหารเที่ยงจนตรงเวลา ทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตาบนเตียงเดียวกัน นั่งล้อมจนดูเหมือนรูปร่างสามเหลี่ยม กลิ่นหอมจากต้มยำกุ้งน้ำข้นโชยประสาทดมกลิ่นทำให้มีความอยากอาหารมากขึ้น สีส้มจากน้ำพริกเผาตัดกับน้ำกะทิสีขาวข้นๆ จนดูเหมือนตกแต่งหน้ากาแฟ ปลานิลทอดตัวโตสามตัวนอนหลับซ้อนกันอย่างไม่มีชีวิตบนจานใบใหญ่ ผิวด้านนอกของปลานิลดูสีเหลืองกรอบ พอใช้ไม้ตะเกียบจิ้มก็ดูนุ่มนิ่ม คีบคำใหญ่ๆ ได้อย่างจุใจ ก่อนที่สาวน้อยจางลู่จะถึงเรือน นางได้แวะซื้อของที่ร้านขายปลาร้านเดิมด้วย หลังจากเหตุการณ์ตามจับหัวขโมยเป็นอันจบสิ้น
คนที่ดูหิวมากที่สุด คงจะเป็นนักรบนามวั่งฉี หากทำงานจะต้องใช้พลังอย่างมากจึงต้องทานอาหารให้มากด้วย ไม้ตะเกียบสีน้ำตาลคู่หนึ่งคีบเนื้อปลานิลทอดคำโตอย่างว่องไว จากนั้นคุ้ยเม็ดข้าวสีขาวๆ ใส่ปากอย่างรวดเร็ว เพราะว่าวั่งฉีไม่ได้กินอาหารดีๆ มาหลายวันแล้ว เหมือนคนอดอยากปากแห้ง แถมด้วยอาหารไทยแปลกใหม่มีรสชาติเข้มข้นและดียิ่งนัก ตักข้าวใส่ถ้วยเพิ่มอีก สะสมไปเรื่อย ๆ จนเป็นห้าหกถ้วยจนหน้าท้องดูเต่งตึง หญิงสาวสองคนที่เห็นเช่นนั้นก็ทำหน้าตาเหวอ หยุดนิ่งไปสักพักด้วยความประหลาดใจข้างล่างเรือน
"เจ้าไม่ต้องเกรงใจดอก กินเท่าใดก็กินเถิด ขอเพียงให้เจ้าอิ่ม"
สาวน้อยจางลู่ยกถ้วยตัวเองยกให้วั่งฉี ดูเหมือนว่านางอิ่มแล้ว
"ถ้วยข้าด้วย ข้าให้เจ้า" แม่หญิงจำปาก็ยื่นตาม นางพลางยิ้มแห้งๆ
ดวงอาทิตย์เป็นอันใกล้ตกดิน บ่งบอกได้ว่าใกล้ถึงเวลาพลบค่ำแล้ว ชายรูปร่างดีคนหนึ่งนามวั่งฉี อาบน้ำอยู่หลังเรือนคุณชายนพเก้าได้นุ่งเพียงผ้าโสร่งลวดลายสี่เหลี่ยมสลับสีแดงและสีเขียวตัดกัน ถัดจากโอ่งน้ำจะมีท่าน้ำอยู่ใกล้ๆ จึงตักน้ำใส่โอ่งมาอาบได้อย่างสะดวก
คุณชายนพเก้าเดินทางกลับจากการทำงาน พร้อมกับพ่อบ้านที่อายุมากกว่าตามมาติดๆ ด้วย พอทั้งคู่ลงเกวียนม้าเสร็จ พ่อบ้านจึงทำหน้าที่จ่ายค่าเดินทางแทน
"คุณชายมาแล้ว คุณชายรับอันใดดีหรือเจ้าคะ? " แม่หญิงจำปาก้าวเท้าอย่างรวดเร็วก่อนจะวางมีดหั่นผัก มาต้อนรับคุณชายด้วยตัวเองข้างหน้าเรือนอย่างดีอกดีใจ แต่สาวน้อยจางลู่ก็นั่งทำขนมจีบต่อหลังจากเหลียวมองคุณชายนพเก้าหน้าเรือน
"ข้า ขอน้ำผึ้งมะนาวได้หรือไม่? ข้าเจ็บคอ" คุณชายนพเก้ากล่าวอย่างแผ่วเบาเนื่องจากทำงานหนัก
"ได้เจ้าค่ะ รอสักนิดเจ้าค่ะ เชิญคุณชายไปนั่งที่ก่อนเจ้าค่ะ" แม่หญิงจำปาผายมือทันใด และเตรียมยกขันน้ำสีเงินเพื่อล้างเท้าให้คุณชายนพเก้าอย่างยินดี
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง
ดรุณีน้อยจางลู่กำลังนั่งทานอาหารมื้อเย็นกับคุณชายนพเก้า บนโต๊ะอาหารมีทั้งอาหารแคว้นสุโขทัยและอาหารลิ่วเฉียน คุณชายนพเก้าจับตะเกียบคู่หนึ่งเพื่อยกขนมจีบไส้กุ้ง ก่อนจะจิ้มน้ำพริกสีดำอย่างเอร็ดอร่อย พอเคี้ยวหมดคำจึงเอ่ยขึ้นเพราะความอยากรู้ สายตามองนักรบนามวั่งฉีสักพักหนึ่ง
"ชายคนนั้นเป็นผู้ใด? มาจากที่ใด? เจ้าจ้างเข้ามาทำงานในเรือนหรือ? " คุณชายนพเก้าเห็นวั่งฉีใส่เสื้อแขนสั้นสีน้ำตาลที่มีกระดุมอยู่กลางอกและโจงกระเบนสีน้ำตาลเข้มแวบหนึ่ง แล้วมาสบตาสาวน้อยจางลู่ที่นั่งอยู่ตรงข้ามต่อ
"อ่อ เอ่อ เจ้าค่ะ ชายคนนี้นามว่าวั่งฉี เขาคือผู้คุ้มกันข้าเองเจ้าค่ะ เป็นนักรบแม่นธนูเจ้าค่ะ เขาเดินทางมาจากแคว้นเดียวกัน แคว้นลิ่วเฉียนกับข้าเจ้าค่ะ" สาวน้อยจางลู่พูดจาอย่างนอบน้อมเพราะเกรงใจคุณชายนพเก้า
"น่าสนใจ ข้าก็อยากยิงธนูแข่งกับเขาบ้าง ถ้าว่างๆ ค่อยมาประลองกัน" บุรุษนามนพเก้าหนุ่มหัวเราะเบาๆ
"แต่ว่า เขายังไม่มีธนูเจ้าค่ะ ธนูของเขาหายไปแล้ว" สาวน้อยจางลู่ทำท่าเหมือนวิตกกังวล
"เรื่องนี้ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวข้าจัดการเอง" คุณชายก้มหน้าดูโต๊ะอาหารพลาง ไม่รู้จะเลือกอันใดดี และคุณชายก็สะดุดตาไปที่วั่งฉีสักครู่หนึ่งแทบจะหัวเราะภายในใจ
"พ่อบ้านจาน" บุรุษหนุ่มนามนพเก้าเรียกเขาที่นั่งอยู่ข้างล่าง ถัดจากเขา
"ขอรับ" พ่อบ้านที่มีนามว่าจาน เงยหน้าขึ้นนิดหนึ่ง แล้วก้มหน้ารับคำ
"เจ้าไปดูแลการแต่งกายของวั่งฉีให้เรียบร้อย เพราะว่าเขานุ่งโจงกระโจมไม่ถูกต้อง ผ้าอาจจะหลุดได้ เดี๋ยวก็อายแม่หญิงทั้งสอง" คุณชายนพเก้ากล่าวเหมือนใช้เสียงกระซิบ และพ่อบ้านก็เอนกายอยู่ใกล้ๆ
"ขอรับ ถ้าเป็นคำสั่ง ข้าจะทำขอรับ" เขาก้มหน้ารับคำและพาวั่งฉีไปที่ห้องนอนคุณชายเพื่อสอนวิธีโจงกระเบนให้เรียบร้อย ดูแน่นและดูมั่นคง ไม่หลุดไปง่ายๆ
และคุณชายยกน้ำผึ้งมะนาวขึ้นมาจิบหลังจากเคี้ยวข้าวสวยร้อนๆ ไปหนึ่งคำ เพื่อเพิ่มความสดชื่นให้ร่างกายและช่วยกระตุ้นต่อมอยากอาหาร
"ว่าแต่ เจ้ากินอิ่ม นอนหลับสบายหรือไม่? " บุรุษหนุ่มนามนพเก้าพลางวางถ้วยน้ำผึ้งมะนาวลงเบื้องหน้า
"เจ้าค่ะ ข้ากินอิ่มเจ้าค่ะ และนอนหลับสบายดีเจ้าค่ะ" สาวน้อยจางลู่ฝืนยิ้มบางๆ
"อืม ก็ดี ถ้าเจ้าชอบอยู่ที่นี้ ถ้าไม่รังเกียจก็อยู่ที่นี้นานๆ เป็นเพื่อนข้าได้หรือไม่? " คุณชายนพเก้าก็ส่งรอยยิ้มหวานๆ ให้
แม่หญิงจำปาได้ฟังทั้งคู่สนทนากันใต้แสงเทียนยามค่ำคืน ดูเหมือนจะโรแมนติกยิ่งนัก นางจึงได้หัวเราะภายในใจ แต่เสียงหัวเราะนั้นเหมือนจะดังกังวานในระบบประสาท นางยิ้มเขินอายราวกับว่าตัวเองกำลังดูละครโรแมนติกบนจอทีวีจริงๆ เพราะนางอยากให้สาวน้อยจางลู่คู่กับเจ้านายของตนจริงๆ
"ได้เจ้าค่ะ ถ้าท่านพ่อกับท่านแม่อนุญาตเจ้าค่ะ" สาวน้อยจางลู่ฝืนยิ้มแห้งๆ ด้วยความเกรงใจหลังจากจิบน้ำเปล่าขันสีเงินใบเล็กเท่าฝ่ามือ
แม่หญิงจำปาได้แต่บ่นพึมพำในใจ "เฮ้อ ถ้าเป็นข้า ข้าจะตอบว่า ได้ ได้แน่นอนเจ้าค่ะ โดยไม่ต้องขอพ่อแม่เลย เสียเวลาจริงๆ ไม่น่าเล่นตัวขนาดนี้เลยนายหญิงของข้า"
"ถ้าข้ามีโอกาส ข้าจะขอพบพ่อแม่ของเจ้า ข้าจะได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนเจ้าอีกครั้ง" บุรุษหนุ่มนามนพเก้าขยับตัวเล็กน้อย เหมือนรู้สึกเป็นตะคริวที่ขาขณะนั่งแบบขัดสมาธิ
"ได้เจ้าค่ะ แต่ว่าไกลยิ่งนักเจ้าค่ะ เกรงว่าท่านพี่จะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางเป็นแน่" สาวน้อยจางลู่กล่าวอย่างกังวล
"ไม่เป็นไร ไกลเท่าใด ลำบากเท่าใด ข้าจะไปให้ได้" คุณชายนพเก้าส่งยิ้มอย่างอารมณ์เหมือนบอกว่าให้มองโลกในแง่บวก
"ว่าแต่เจ้าจะไปเรือนญาติเมื่อใด? ข้าจะไปส่งเจ้าเอง" บุรุษหนุ่มนามนพเก้านั่งครุ่นคิด
"อ่อ ดียิ่งนักเจ้าค่ะ ข้าเกือบลืมสนิท ข้ามีแผนที่ไปที่เรือนญาติของข้า" สาวน้อยจางลู่ยิ้มกว้างขึ้นอย่างจริงใจ
ก่อนจะหันศีรษะไปบอกแม่หญิงจำปา "แม่หญิงจำปา ไปหยิบแผนที่ที่ลิ้นชักชั้นล่างสุดมาให้คุณชาย เร็วเข้า"
"เจ้าค่ะ" แม่หญิงจำปาก้มหน้ารับคำก่อนที่จะก้าวเดินผ่านทั้งชายทั้งสองที่นั่งอยู่เบื้องล่างอย่างช้าๆ และเร่งฝีเท้าไปที่ห้องนอนของจางลู่ทันใด
คืนวันถัดไป ในวันที่คุณชายนพเก้าไม่อยู่ที่เรือนเพราะคุณชายไปทำงานในพระราชวัง
ภายในเรือนหลังนั้นจึงมีเพียงสามคน สาวน้อยจางลู่ แม่หญิงจำปา และนักรบวั่งฉีหลับสนิทในยามดึกดื่น เวลานี้คือเวลาเที่ยงคืน ดูเงียบสงัดและวังเวง หมอกสีขาวบางๆ บนอากาศลอยผ่านยอดของต้นไม้หลายต้น เมฆสีดำก็บังดวงจันทร์จนมืดสนิทเหมือนบังดวงอาทิตย์ยามกลางวัน เคลื่อนตัวช้าๆ จนกระทั่งมองเห็นดวงจันทร์ในที่สุด และก้อนเมฆหนาๆ มาบดบังดวงจันทร์อีกครั้ง
ใบไม้แห้งลอยผ่านตามสายผมและลอยผ่านหน้าต่างไปที่ห้องนอนของจางลู่ จนมันหยุดนิ่งบนพื้นห้อง สาวน้อยจางลู่ขยับกายเพื่อลุกออกจากเตียง ก่อนจะจุดตะเกียงที่อยู่ใกล้ๆ จนเกิดความสว่างไสวทำให้เห็นแม่หญิงจำปานอนหลับข้างล่างบนเบาะลายขิต และสาวน้อยจางลู่ยกผ้าผืนบางมาคลุมไหล่เพื่อกันหนาวเมื่อจะออกไปข้างนอกเรือน เพราะว่านางรู้สึกปวดท้องเบาๆ จนอยากปลดทุกข์
ระหว่างที่สาวน้อยจางลู่นั่งปวดเบาเพื่อปลดทุกข์หลังพุ่มไม้หนาทึบอยู่นั้น นางมองเห็นควันสีดำล่องลอยผ่านอากาศในยามค่ำคืน และนางคงเข้าใจว่า มันคือควันธรรมดาจากการเผาไหม้ลอยมาและนางไม่รู้สึกสนใจกับสิ่งนั้น ควันสีดำลอยห่างจากสายตาประมาณแปดเมตรเข้าสู่หน้าต่างห้องนอนของจางลู่อย่างช้าๆ
สาวน้อยจางลู่ไม่ได้คิดอันใดมากนัก และนางก็มุ่งหน้ากลับห้องนอนเพื่อจะนอนหลับต่อหลังจากเสร็จภารกิจส่วนตัว จากนั้นนางก้าวเดินผ่านเรือนไม้ ร่างกายฝ่าความหนาวเหน็บยามค่ำคืน และเท้าเปล่าเหยียบพื้นเรือนเย็นๆ
'เอี๊ยดดดดดด'
เสียงประตูสองบานเปิดออกมาพร้อมกัน สองเท้าก้าวข้ามไป มือบางๆ ยื่นตะเกียงไปเบื้องหน้าที่ปรากฏแสงสีส้มช่วยนำทางเดิน สายตาคู่หนึ่งดูเหมือนจะสะดุดร่างหญิงสาวที่ยืนตัวตรงอยู่เบื้องหน้า
"แม่หญิงจำปา เจ้าทำให้ข้าตกใจหมด เหตุใดเจ้าถึงมายืนอยู่เยี่ยงนั้น? ดึกมากแล้ว เจ้านอนไม่หลับหรือ? " สาวน้อยจางลู่ยกมือบางๆ ทาบอก แสดงความตกใจ คงไม่ใช่ผีหลอกที่ใดดอก? แม่หญิงจำปายังยืนนิ่งๆ ไม่ตอบคำถามเหมือนคนเย็นชาและส่งสายตาอันแข็งทื่อราวจะกินเลือดกินเนื้อ
สองเท้าบางๆ ก้าวเดินอย่างมีชีวิตชีวากว่าแม่หญิงจำปา สาวน้อยจางลู่คงคิดในใจว่า แม่หญิงจำปาไม่สบายและดูอ่อนเพลียหลังจากตื่นกลางดึก
ตะเกียงส่องทั่วร่างแม่หญิงจำปาใกล้ๆ มากขึ้น แต่ว่าทำไมนางถึงได้ถืออาวุธประจำตัวของจางลู่ไว้แน่นอย่างนั้น สาวน้อยจางลู่สัมผัสได้ถึงพฤติกรรมที่ไม่ใช่ตัวตนของแม่หญิงจำปา เพราะเห็นสายตาอันอาฆาต มุ่งร้าย หมายจะฟาดฟันร่างกายให้ขาดจากกัน
"เจ้า เจ้าจะทำ? "
สาวน้อยจางลู่กล่าวยังไม่จบประโยค แสงดาบอันแวววาวส่องแสงจันทร์ผ่านหน้าต่าง สะบัดไปที่ร่างบางๆ ของจางลู่ แต่นางก็เอียงตัวหลบคมดาบได้อย่างว่องไวปานสายลม สายตาสาวน้อยจางลู่เพ่งมองราวเหยี่ยวอย่างเด็ดเดี่ยวและดูเหมือนว่ากำลังประชันกับงูเห่าที่อยู่เบื้องหน้าพร้อมพ่นพิษอยู่ทุกเมื่อ
ดวงตาสีแดงฉานเป็นสายเลือดได้ก่อตัวที่ร่างแม่หญิงจำปาจนดูคล้ายนางปีศาจร้ายกระหายเลือด
'ฉับ ฉับ ฉับ'
เสียงดาบดาบได้สะบัดและปาดอากาศอันว่างเปล่าอย่างไม่หยุดนิ่ง
"แม่หญิงจำปา หยุด หยุดก่อน นี้คือข้า ข้าคือนายหญิงของเจ้าเอง" นางกล่าวพลาง หลบคมดาบพลาง
"เจ้าต้องตายยยยยย" แม่หญิงจำปากล่าวเสียงแข็งและน้ำเสียงดูเหมือนไม่ใช่แม่หญิงจำปา สัมผัสได้ถึงความอาฆาตแค้น
'ฉับ ฉับ'
คมดาบปาดมุ้งสีขาวเป็นเส้นตรงดั่งใช้มีดโกนบางๆ รวมทั้งที่นอนมีรอยตัดจนปุยสีขาวลอยฟุ้งผ่านอากาศเหมือนดาบสับที่นอนอย่างต่อเนื่อง สาวน้อยจางลู่พยายามหลบดาบอยู่อย่างนั้นจนลมหายใจเหนื่อยหอบ
เสียงดังอันวุ่นวายจากข้างบนของเรือน ทำให้นักรบนามวั่งฉีสะดุ้งตื่นภายในมุ้งสีน้ำเงินอ่อนๆ เขาก้าวเดินอย่างรีบเร่ง หยิบมีดหนึ่งเล่มจากห้องครัว ได้ยินเสียงสองคนต่อสู้กัน พร้อมจะปกป้องผู้เป็นนายเพราะรู้ว่าเกิดอันใดขึ้น
"นายหญิง นายหญิงเป็นอันใดหรือไม่ขอรับ? " นักรบนามวั่งฉีพลางเดินตัดหน้าสาวน้อยจางลู่ ถามนางด้วยความเป็นห่วงและสายตาเพ่งมองแม่หญิงจำปาเป็นระยะๆ
แต่ดาบนั้นตัดหลังวั่งฉีเป็นแนวเฉียงหลังจากเขาหมุนกายเพื่อปกป้องนายหญิง เลือดสีแดงย้อมเสื้อสีตาลที่มีความยาวประมาณสองคืบ แต่แผลไม่ลึกมากเพราะหลบได้ทัน
มีดจากห้องครัวที่นักรบวั่งฉีกำไว้แน่น หมายจะปัดดาบที่ยาวกว่าให้หลุดมือ แต่ความแรงของแม่หญิงจำปาหนักอึ้งยิ่งกว่า
'ควับ!! '
นักรบนามวั่งฉีคว้าแขนตรงกลางของฝ่ายตรงข้ามได้ทันใด ก่อนมีดที่สั้นกว่าจะหลุดมือชายคนนั้นไป เขาสามารถกระชากดาบจากแม่หญิงจำปาได้อย่างสมใจ
"กรี๊ด ปล่อยข้า ปล่อยข้า" เสียงกรีดร้องดังลั่นจนรบกวนประสาทหู
นักรบนามวั่งฉีรู้สึกรำคาญนัก จนเขาต้องถีบร่างสตรีที่มีปีศาจร้ายข้างใน ปลิวว่อนไปกระทบผนังเรือนจนแตกร้าวเหมือนกระจก
'เงียบซะ' เสียงภายในใจนักรบวั่งฉีดังกังวานก้องโสตประสาท พลางใช้เท้าถีบด้วยความโมโห
ความอลหม่านที่เกิดขึ้นกับแม่หญิงจำปาเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ต่างจากน้องสาวของจางลู่ นามว่าจางลิ่ว และห้ามให้อาวุธอยู่ใกล้นางปีศาจที่สิงในร่างมนุษย์เด็ดขาด เพราะมันพร้อมจะสังหารได้ทุกเมื่อ
