ตอนที่ 31 จอมขโมย
ยามเช้าในวันถัดไป ณ ตลาดสองแคว้น
เสียงคนพูดคุยกันข้างทางตามร้านอาหาร ร้านน้ำชา และเสียงฝีเท้าเดินไปมาของผู้ที่มาจับจ่ายใช้สอย จนกระทั่งเสียงสุนัขข้างหน้าต่างวิ่งไล่กัดกัน เมื่อเดินผ่านตลาดสองแคว้นก็เจอผู้คนมากมายทั้งสองแคว้นมาตั้งร้านค้าเรียงรายอยู่ที่นี้จนเลือกไม่ถูก ทานเดินนั้นก็ไม่ได้กว้างนักแต่ก็พอเดินทางได้สะดวก
"นายหญิงเจ้าค่ะ ปลานิลตัวนี้ใหญ่มากเจ้าค่ะ เนื้อดียิ่งนักเจ้าค่ะ ดูอุดมสมบูรณ์ สงสัยมันจะกินจุมากเจ้าค่ะ" แม่หญิงจำปายกชี้นิ้วไปที่ร้านขายปลาและจูงมือสาวน้อยจางลู่อย่างตื่นตาตื่นใจ ราวกับว่านางเคยไปมาแล้ว จึงแนะนำร้านนี้
"ข้าก็อยากได้เหมือนกัน ยังมีกุ้งแม่น้ำด้วยหรือ? " สาวน้อยจางลู่ชำเลืองมองกองกุ้งแม่น้ำหลายตัวในถังน้ำขนาดกว้างที่อยู่ถัดจากปลานิล
"นายหญิง กุ้งแม่น้ำก็ตัวใหญ่นักเจ้าค่ะ คงอิ่มไปหลายวันเป็นแน่เจ้าค่ะ" แม่หญิงบัวคำนึกถึงอาหารจานเด็ดจนดูเหมือนน้ำลายจะยืดเป็นเส้นเหนียวๆ แล้ว
"ก็ดี ข้าอยากลองชิมแบบใหม่ รสชาติใหม่ นอกเหนือจากกุ้งย่างไฟ" สาวน้อยจางลู่กำลังคิดเมนูใหม่พลาง
"ข้าว่ากุ้งแม่น้ำก็น่าสนใจเจ้าค่ะ รสชาติเข้มข้นดีใส่กะทิ เปรี้ยว เผ็ด หวาน มัน" แม่หญิงจำปาใช้นิ้วชี้เคาะขมับสองครั้งเหมือนกำลังคิดอาหารจานเด็ด
"ต้มยำกุ้งน้ำข้นเจ้าค่ะ" และแม่หญิงจำปาก็ดีดนิ้วดังเปาะหนึ่งครั้ง หมายความว่า ได้ความคิดที่ต้องการแล้ว
"อืม น่าสนใจยิ่งนัก เอาไว้ทำเป็นมื้อเที่ยงก็แล้วกัน หวังว่าคงจะถูกปากข้าเป็นแน่" สาวน้อยจางลู่ยิ้มอย่างตื่นเต้น แต่ภายภายในใจยังมีความคิดถึงเพื่อนร่วมทางที่ยังไม่พบแม้แต่เงา หากเจอแม่หญิงจำปากับวั่งฉี พวกเขาก็คงจะทำภารกิจสำเร็จและเดินทางกลับแคว้นและเจอหน้าครอบครัว น้องสาวนามจางลิ่วคงจะยิ้มระรื่นอย่างเป็นสุขอยู่เบื้องหน้าสาวน้อยจางลู่เช่นเดียวกัน
"ถูกปากนายหญิงจริงแท้แน่นอนเจ้าค่ะ แม่หญิงต้องการอันใดเพิ่ม สั่งข้าได้เจ้าค่ะ" แม่หญิงจำปาขยับปากเข้าด้านใน เพื่อกลืนน้ำลายลงคอ นางคิดในใจว่ามันแซบแน่ๆ
เมื่อตัดสินใจเลือกปลานิลและกุ้งแม่น้ำได้ไม่นาน แม่หญิงจำปาก็หยิบถุงใส่เงินสีขาวจากเอวของตนทันใดเพื่อจ่ายให้แม่ค้า ภายในใจกำลังคิดจำนวน ก่อนจะยื่นให้แม่ค้า แต่เหรียญสตางค์ยังไม่ถูกนำออกมาจากปากถุง
'พรึบ!! "
??
ในกำมือของแม่หญิงจำปากลายเป็นความว่างเปล่าระดับสายตา ถุงใส่เงินสีขาวหายไปราวกับถูกเล่นมายากล
"คุณพระช่วย! " แม่หญิงจำปาอุทานอย่างแผ่วเบาด้วยความตกใจ พลางวางฝ่ามือทาบอกนิ่งๆ
"เงินทองของข้า" นางพูดเสียงแข็งเหมือนจะหามันให้ได้
จากนั้นแม่หญิงจำปาก็ได้ตั้งสติไว้คงมั่นแล้ว หันซ้าย หันขวา ดูว่าคนใดถึงกล้าลักขโมยของมีค่าไป ในที่สุดก็เจอชายคนหนึ่งสวมเสื้อผ้าเก่าขาดวิ่น ดูสกปรกเหมือนคนไม่อาบน้ำมาหลายวัน เขาวิ่งไปได้ไกลราวม้าวิ่ง และกำลังเลี้ยวขวาตรงอาคารหลังหนึ่ง
"ไวนัก เจ้าโจรชั่ว เอาถุงเงินของข้าคืนมา...."
แม่หญิงจำปาคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว และแล้วนางก็ขยี้ฝีเท้าออกแรงและวิ่งสุดแรง ปล่อยให้นายหญิงจางลู่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น แต่สาวน้อยจางลู่ก็นึกสนุกขึ้นมาอีก นางอยากออกกำลังเสียแล้ว สลัดทิ้งความเป็นสตรีเรียบร้อยอย่างกุลสตรีไทยจนกลายเป็นสาวห้าว สาวแก่น จางลู่ได้วิ่งตามหลังสาวใช้นามแม่หญิงจำปาไปด้วย โดยที่ยังไม่ได้ปลานิลกับกุ้งแม่น้ำสักตัวเพราะยังไม่จ่ายเงิน
ระหว่างที่ขาเรียวยาวกับเท้าที่ห้อหุ้มด้วยรองเท้าแตะแบบคีบได้ขยับไปมาอย่างรวดเร็ว ดอกจำปาที่ปักบนศีรษะได้หลุดลอยออกจากเกล้าผมตามสายลม ผ้าสไบสีน้ำเงินลายกนกพลิ้วไหวตามแรงวิ่ง เมื่อใกล้ถึงหน้าร้านขายผ้าก็เตรียมหยิบหนึ่งหยวนเป่าโยนให้พ่อค้าชาวลิ่วเฉียนที่มีหนวดยาวถึงต้นคอ สาวน้อยจางลู่ก็คว้าผ้าผืนยาวสีม่วงอ่อนที่ห้อยอยู่หน้าร้านไปผืนหนึ่ง หารู้ไม่ว่าหนึ่งหยวนเป่านั้นสามารถซื้อผ้าได้มากกว่าผืนเดียว แต่นางไม่สนใจเรื่องนั้น นางสนใจเพียงว่าจะนำผ้าผืนนั้นไปใช้ทำอะไรในเวลาอันใกล้
เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งก้านธูปก็ได้พบแม่หญิงจำปากำลังต่อสู้ด้วยร่มหนึ่งคัน สาวน้อยจางลู่เคยเห็นนางใช้การศิลปะต่อสู้ในฉบับมวยไทยแล้วครั้งแรกตอนที่คนใช้แม่หญิงบัวคำจ้างชายร่างใหญ่มาบุกห้อง แต่ครั้งนี้มันดูสนุกยิ่งกว่าหลายเท่า ชายหัวขโมยไม่ใช่ใครที่ไหน ดูภายนอกเหมือนคนขอทานแต่ควรจะเป็นนักฆ่ามืออาชีพแน่นอน เพราะดูแล้วว่าฝีไม้ลายมือก็ไม่ธรรมดา รวมๆ แล้วทั้งสองฝ่ายดูสูสีกันยิ่งนักราวอยู่บนเวทีการประลอง
ไม่มีใครแพ้ ไม่มีใครชนะ
หากเพ่งมองสภาพใบหน้าของชายจอมขโมยคนนั้นแล้ว ไม่สามารถตอบได้ว่าเป็นใคร และเปิดเผยได้ไม่ชัดเจนนัก เนื่องจากมีเส้นผมสีดำหนาๆ ปิดบังอยู่ เส้นผมนั้นดูหยิกและรุงรัง พังยับเยินจนดูเหมือนนักโทษชายที่ถูกขังไว้เป็นเวลานาน
"ไอ้หัวขโมย คืนเงินมาให้ข้าดีๆ ข้าจะได้ไม่ต้องเสียแรงในการสู้กับเจ้า ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่"
แม่หญิงจำปาตวาดเสียงด้วยความโมโห
อีกฝ่ายก็ไม่ได้สนใจคำพูดของแม่หญิงจำปาว่านางพูดอะไร แต่เขาก็เข้าใจได้ว่านางต้องการอันใด ก่อนที่ทั้งคู่จะหยุดการต่อสู้เหมือนขอเวลาพักการชกมวยสักครู่หนึ่ง
ชายจอมขโมยก็ได้โอกาสวิ่งหนีไปอีกครั้ง จนผ่านสะพานหินสีขาวใกล้ๆ ต้นดอกคูณ เมื่อพ้นสะพานแล้วก็หยุดอยู่กับที่ราวกับว่าจะประลองกันอีกครั้ง แม่หญิงจำปาก็กระโดดผ่านอากาศโดยมีร่มหนึ่งคันชูเหนือศีรษะ แต่ร่มมันหักเสียแล้วก่อนจะฟาดถึงศีรษะชายคนหนึ่งที่มีเส้นผมรุงรังและพันเป็นปม เพราะท่อนแขนอันหนาๆ เป็นกำบังไว้
'พรึ่บ!! "
'ควับ!! '
มือหนาๆ คว้าข้อมือแม่หญิงจำปาอย่างว่องไว โดยที่นางไม่ทันได้ตั้งตัว ทิ้งร่างนางลอยกลางอากาศ
'ตู้มมมมมมม!! '
"กรี๊ดดดดดด"
จากนั้น แม่หญิงจำปาก็ตกลงไปในบ่อน้ำข้างๆ สะพานหินสีขาวและอยู่ใต้ร่มเงาต้นดอกคูณ รอบกายมีดอกบัวสีชมพูบางดอกเบ่งบานสะพรั่ง ร่างของแม่หญิงจำปาห่างจากริมฝั่งประมาณสองเมตร
ก่อนที่แม่หญิงจำปาจะตกน้ำ สาวน้อยจางลู่ได้หยิบหินก้อนหนึ่งเท่ากำปั้นขึ้นมาพันกับผ้าผืนยาวสีม่วงอ่อน นางได้เตรียมไว้ก่อนแล้ว จากนั้นก็ได้ขว้างก้อนหินกับผ้าเพื่อโจมตีศัตรู แต่ชายผมยาวรุงรังคนนั้นกลับหักหลบได้ทันควันราวหลบลูกธนูหรือกระสุนปืน
'พรึ่บ พับ พรึ่บ พับ'
สาวน้อยจางลู่ขว้างอาวุธนั้น แล้วเด้งก้อนหินมาเก็บไว้แล้วขว้างต่อ จนกระทั่งอาวุธนั้นหมุนเป็นวงกลมคล้ายพัดลม
ร่างที่สูงกว่าสาวน้อยจางลู่นั้นได้นอนราบกับพื้นหญ้าแห้งๆ ก่อนที่มันจะพันรอบขาไว้แน่น นางลากเขาเข้ามาใกล้ๆ พอชายผมยาวรุงรังตั้งสติได้แล้ว เขาลุกขึ้นอย่างว่องไว และยกกำปั้นพุ่งผ่านอากาศเข้ามาที่แก้มซ้ายของนางแต่ก็ได้หยุดชะงักลงทันใด ก่อนที่จะถึงแก้มอ่อนนุ่มนั้นสักหนึ่งคืบ ผ้าสีม่วงอ่อนยังติดรอบขาของคนนั้นอยู่
ชายผมยาวรุงรังนั่งคุกเข่าลงราวกับว่ายอมแพ้หรือขอขมา
ดรุณีน้อยจางลู่รู้สึกงุนงงกับกิริยาท่าทางที่เปลี่ยนไปของเขา นางคิดอยากจะต่อสู้อีกเพราะมันยังไม่จบ
และเสียงทุ้มดังขึ้นช้าๆ อย่างนุ่มนวล
"นายหญิงขอรับ"
เขาเงยหน้าขึ้นพร้อมกับยกมือขึ้นเพื่อเปิดเส้นผมสีดำที่ปกปิดหน้าทำให้สาวน้อยมองเห็นใบหน้าที่ชัดเจนขึ้น
"วั่งฉี เจ้านี้เอง" สาวน้อยจางลู่อุทานด้วยความประหลาดใจ ไม่คาดคิดว่าจะพบเจอเพื่อนร่วมทางอีกคนหนึ่งโดยบังเอิญราวสวรรค์ลิขิตแท้ๆ
"ขอรับ ข้าวั่งฉีจากแคว้นลิ่วเฉียนเองขอรับ" วั่งฉีจับเส้นผมพลางเหมือนรวบผมให้เรียบร้อย
"ถ้าข้ารู้ว่าเป็นเจ้า เราก็ไม่จำเป็นต้องมาต่อสู้กันถึงเพียงนี้ แต่ก็ขอขอบใจเจ้ามากนักที่ข้าได้ประลองฝีมือก็เจ้าสักครั้ง ฝีมือเจ้าไม่ธรรมดาจนข้าต้องสงสัย งั้นก็ถือว่า วันนี้สนุกยิ่ง ว่าแต่เจ้าไปอยู่ที่ใดมา? " นางก้มหน้าเพราะวั่งฉีนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นหญ้าแห้งๆ และยกมือขึ้นเพื่อสื่อความหมายว่าให้ลุกขึ้น
"ข้าบาดเจ็บ แต่ไม่มากขอรับ ข้าได้ขอทานตามตลาดแต่ไม่ได้สักสตางค์เดียว ถึงจะได้ก็ได้เพียงน้อยนิดขอรับ" เขากล่าวอย่างโศกเศร้า
สาวน้อยจางลู่ได้ฟังเรื่องราวของวั่งฉีที่ได้พลัดพรากกันหลังจากพักอยู่โรงเตี๊ยมเทียนเทียนในคืนนั้น นางรู้สึกสงสารก็พาเขาไปที่เรือนคุณชายนพเก้าที่ตนพำนักอยู่ หลังจากพาวั่งฉีไปที่แห่งนั้นเพื่ออาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ ส่วนแม่หญิงจำปาจะเดินทางถึงเรือน อาภรณ์ของนางเปียกโชกและเปื้อนไปด้วยโคลนตม นางรู้สึกโมโหต่อวั่งฉีที่เหวี่ยงนางลงบ่อน้ำ แม่หญิงจำปารู้สึกหงุดหงิด และคิดว่าไม่น่าโยนนางลงบ่อน้ำแบบนั้น นางรู้สึกอับอายยิ่งนักเมื่อเดินผ่านชาวบ้าน เกรงกลัวว่าจะไม่มีชายหนุ่มมาจีบเหมือนสูบสิ้นความเรียบร้อยแห่งกุลสตรี
