ตอนที่ 33 ชายลึกลับ 1
เรือนคุณชายนพเก้า แต่เวลาได้หมุนเวียนเปลี่ยนแปลง
บรรยากาศภายในเวลายามสาม (24.00 น. ถึง 03.00 น.) ดูชวนขนหัวลุก เสียงสุนัขเห่าหอน มันดังมาแต่ไกล ความมืดรอบกายทำให้ผิวหนังได้สัมผัสถึงความเยือกเย็น บวกกับลมหนาวพัดผ่านเมื่ออยู่นอกห้อง
ร่างแม่หญิงจำปานอนพิงผนังเรือนอย่างไม่รู้สึกตัว คอพับไปทางซ้าย แสงสว่างจากดวงจันทร์พอให้เห็นตัวนางอยู่เล็กน้อย จางลู่หยิบผ้าคลุมไหล่จากพื้นเรือน ก่อนจะถามวั่งฉีด้วยความเป็นห่วง
"วั่งฉี เจ้าเจ็บตรงใดหรือไม่? " นางชำเลืองมอง และเอียงกายให้เห็นรอยสีแดงแผลบนแผ่นหลังวั่งฉี
"ข้าไม่เป็นไรขอรับ นายหญิง แค่แผลเล็กน้อยเองขอรับ" มือข้างหนึ่งของนักรบวั่งฉีพลางแตะไหล่เบาๆ
"เจ้าไม่น่ามาปกป้องข้าเลย ถ้าเจ้าไม่ทำก็ไม่ได้บาดแผลเยี่ยงนี้ ข้ากำลังหลบปลายดาบอยู่ดีๆ ข้าป้องกันตัวเองได้" สาวน้อยจางลู่สบตาวั่งฉีอย่างจริงใจ
"แม่หญิงจำปาน่าจะปลอดภัยแล้วขอรับ" นักรบวั่งฉีหันหลังไปมองแวบหนึ่ง
"แต่ข้ายังไม่มั่นใจ วิญญาณอาฆาตช่างร้ายกาจนัก ข้าสังเกตได้ว่ามันไม่มีความปรานี ข้าไม่อยากทำร้ายนางเลย หากแม่หญิงจำปาตายแต่วิญญาณดวงนั้นรอดก็ไม่คุ้ม" สาวน้อยจางลู่ก็แตะท่อนแขนที่มีกล้ามเนื้อเป็นหมัดๆ ของวั่งฉีเพราะเขาเป็นนักธนู นางสื่อว่าอย่าเพิ่งไปเข้าใกล้แม่หญิงจำปาและวิญญาณร้ายยังไม่ออกจากร่าง เพราะต้องดูกิริยาท่าทางของปีศาจร้ายก่อน
"ข้าว่า ใช้เชือกมามัดแม่หญิงจำปาไว้ก่อนดีกว่าขอรับ อย่าให้มันหลุดมือไปได้ขอรับ" นักรบวั่งฉียืนครุ่นคิดพลาง
"ความคิดเจ้าเข้าท่าดี ข้าว่าจะหาวิธีที่ทำให้แม่หญิงจำปาปลอดภัย" สาวน้อยจางลู่พยักหน้ารัวๆ และยกนิ้วชี้มากัดเบาๆ เหมือนกำลังครุ่นคิดบางอย่าง
ระหว่างที่วั่งฉีกำลังผูกมัดข้อมือแม่หญิงจำปาอยู่นั้น ก่อนที่เชือกจะแน่นพอ แต่เปลือกตาของแม่หญิงจำปาเปิดขึ้นราวผีดิบฟื้นคืนชีพจากหลุมฝังศพ เผยให้เห็นนัยน์ตาสีแดงจัดดั่งสายเลือดมาแทนจุดสีดำในดวงตา วิญญาณอาฆาตในร่างแม่หญิงจำปาผู้ไม่ยอมถอยง่ายๆ ก็ใช้หน้าผากอันแข็งแกร่งดั่งหิน จนกระทบกลางจมูกของวั่งฉีอย่างสุดแรง
ตึง!
"โอ๊ยยยย" นักรบวั่งฉีอุทานด้วยความเจ็บด้วยน้ำเสียงทุ้มและหยุดการมัดเชือกทันใด
เท้าเปล่าของแม่หญิงจำปาที่มีฝ่าเท้าสีขาวตัดกับผิวสีน้ำผึ้งอ่อนๆ หนึ่งคู่ก็ถูกยกขึ้นมาเหนือพื้นเรือนประมาณสามคืบ ก่อนจะดันร่างวั่งฉีบนเสื้อสีน้ำตาลกลางอกให้ห่างออกไปราวปีศาจร้ายกำลังฉุนเฉียว
'ฟุบ!! '
เสียงร่างหนาๆ กระทบพื้นเรือนก็ได้ลากเป็นทางยาวจนพื้นห้องเป็นรอยถูไถเหมือนใช้ผ้าถูพื้น ทำให้กางเกงนั้นมีรอยแปดเปื้อนด้วยเศษฝุ่น
"วั่งฉี เจ้าถอยไปก่อน" สาวน้อยจางลู่กล่าวอุทานเตือนวั่งถีเพื่อให้เขาอยู่ห่างจากแม่หญิงจำปา ก่อนที่จะสิ้นคำพูด สาวน้อยจางลู่จึงได้ฉีกผ้าคลุมไหล่ที่มีความสวยงามอย่างไม่รู้สึกเสียดาย ก่อนจะมัดต่อกันให้ยาวขึ้น นางพยายามวิ่งปรูไปมัดรอบตัวแม่หญิงจำปาอย่างว่องไวปานสายลม
"แม่หญิงจำปา มองหน้าข้าดีๆ ข้าคือนายหญิงของเจ้า เจ้าจำได้หรือไม่? " สาวน้อยจางลู่สบตาแม่หญิงจำปาด้วยความจริงใจ พลางกอดสาวใช้ที่อยู่เบื้องหน้าอย่างแนบแน่น
วิญญาณอาฆาตในร่างแม่หญิงจำปาไม่สนใจคำพูดใดๆ เหมือนกับว่าเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา พูดไปก็ไม่มีประโยชน์ แม่หญิงจำปาก็เริ่มมึนหัว และดวงตาสีแดงดั่งสายเลือดเกิดอาการติดๆ ดับๆ ขึ้นเหมือนเปลวเทียนต่อสู้กับสายลม
"กรี๊ดดดดด"
นางจำปาร้องดังลั่นด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวเหมือนความทรงจำจะกลับขึ้นมาแล้ว แต่เสียงดังลั่นอันรบกวนโสตประสาทนั้นกลับมีพลังอันมหาศาลจนจะมีใครสักคนจะต้านทานมันไหว
สาวน้อยจางลู่ใช้มือปิดหูทั้งสองข้างให้สนิท ส่วนวั่งฉีก็ปิดหูด้วยขณะนั่งอยู่บนพื้นเรือน พลังของเสียงทำให้เราอยากปลิวว่อนให้ห่างไกลจากที่นี้เหมือนเจอพายุขนาดใหญ่
ท่ามกลางเสียงดังอันวุ่นวายแต่มีเสียงฝีเท้าสองคู่เดินเหยียบบันไดเรือนอย่างไม่รู้สึกหวาดหวั่น ไม่แสดงความเจ็บปวดใดๆ เขาคนนั้นคือผู้ใด? ช่างอยากเป็นคนนั้นยิ่งนัก เสียงในใจของสาวน้อยจางลู่และนักรบวั่งฉีสามารถกล่าวในความหมายเดียวกันว่า
'เมื่อใดนางปีศาจนั้นจะหยุดร้องสักที? ข้าอยากจะปิดปากนางนั้นให้เงียบลงซะ'
ชายคนหนึ่งได้ปรากฏตัวก่อนจะถึงกลางเรือน พร้อมกับชายอีกคนที่อยู่ด้านหลัง เหมือนกับว่ามีทั้งเจ้านายและคนใช้ แต่ความมืดยามนั้นพอจะเดาได้ว่าสองคนนั้นดูคุ้นตายิ่งนัก ทำให้สาวน้อยจางลู่และนักรบวั่งฉีที่กำลังเป็นเหยื่อของปีศาจร้ายและดูมีความหวังขึ้นมาบ้างเมื่อเจอวีรบุรุษมาให้ความช่วยเหลือ
"ท่านพี่...."
"นายท่าน"
คำพูดที่เปล่งอยู่ในใจอย่างแจ่มชัดแม้พูดออกมาไม่ได้ให้ใครเข้าใจในความหมายนัก เพราะต้องปิดริมฝีปากให้สนิทเพื่อไม่ให้ฝุ่นเข้าปากที่ลอยตามลมมา ความปลื้มปีติค่อยๆ ซึมเข้าสู่จิตใจเหมือนจะมีคนให้ความช่วยเหลือแล้ว
"กรี๊ดดดดดด"
น้ำเสียงที่ใช้พลังมหาศาลได้แปรเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงแห่งความเจ็บปวด จนระดับเสียงดูเบาลง ทำให้สาวน้อยจางลู่กับนักรบวั่งฉีรู้สึกสบายใจขึ้น ก่อนจะคลายฝ่ามือออกจากใบมือทั้งสองข้าง
หลังจากนั้นแม่หญิงจำปากรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเหมือนถูกแส้ฟาดจนรู้สึกแสบ เพราะชายคนนั้นได้สะบัดฝุ่นแป้งสีขาวลอยกระทบร่างแม่หญิงจำปาเพื่อไล่วิญญาณอาฆาตออกไปให้พ้น
ผงโลกันตร์สยบเทพแห่งมาร...
เมื่อผงโลกันตร์สยบเทพแห่งมารแตะร่างแม่หญิงจำปาเพียงนิดเดียวก็เกิดสะเก็ดไฟสีส้ม ทำให้วิญญาณอาฆาตในร่างแม่หญิงจำปารู้สึกร้อนรนจนต้องลอยออกจากร่างนางในที่สุด แม้แต่มารทั้งหลายก็ยังหวาดกลัวตั้งแต่มารบนพื้นดินจนกระทั่งมารบนชั้นฟ้า และเผยให้เห็นควันสีดำลอยออกจากร่างเมื่อรู้สึกว่าบ้านหลังนั้นอากาศร้อนนักเหมือนจะเผาตัวเอง
"ท่านพี่..."
"นายท่านขอรับ"
แสงจากดวงจันทร์ทำให้เห็นใบหน้าได้แจ่มชัดขึ้น เสียงสองเสียงที่แตกต่างเปล่งออกมาด้วยความดีใจ และหลบหลังวีรบุรุษหนุ่มอย่างระแวดระวัง
และชายคนนั้นก็คือ
[เฉาหลิงถูกชุบเลี้ยงโดยบิดาบุญธรรมตั้งแต่ยังเด็ก บิดาบุญธรรมของเฉาหลิงนั้นล่วงลับไปแล้ว เขามีวิชาแพทย์เพื่อรักษาคนและวิชายุทธในการปราบภูตผีปีศาจไปในตัวด้วย ระหว่างที่เฉาหลิงกำลังเติบโตเป็นหนุ่มเขาได้รับการถ่ายทอดวิชาแพทย์และวิชายุทธปราบมารพร้อมๆ กัน แต่เดิมบิดาบุญธรรมของเฉาหลิงเป็นประชากรจากแคว้นสุโขทัย ได้ออกเดินทางช่วยผู้คนทั้งสองแคว้นให้ปลอดภัยทำให้รู้สองภาษาที่ไม่ต่างจากบิดาของจางลู่ ก่อนจะมาใช้ชีวิตในหมู่บ้านชาวป่าชาวเขาอย่างสงบสุข ด้วยความที่เฉาหลิงเป็นคนฉลาดหลักแหลมและมุ่งมั่นทำให้เขามีความรอบรู้ในการแพทย์และปราบมารอย่างดียิ่ง]
"วิญญาณร้ายออกจากร่างนางแล้ว" ชายหนุ่มเฉาหลิงเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา
"ห๊ะ วิญญาณร้าย? " เสียงนุ่มและเสียงทุ้มเปล่งออกมาพร้อมกันอย่างที่คิดไว้ไม่ผิด
"ท่านพี่เป็นหมอหรือเจ้าคะ? " สาวน้อยจางลู่ถามเพื่อความแน่ใจ ก่อนที่จะก้าวเท้าออกมาอยู่เบื้องหน้าเฉาหลิง
"ใช่ ข้าเป็นหมอ" ชายหนุ่มเฉาหลิงตีหน้านิ่งตอบเหมือนคนกำลังเหนื่อยจากการเดินทาง
"อ้าว เหตุใดท่านพี่ถึงไม่บอกข้าตั้งแต่แรก ข้าจะได้รีบพาท่านพี่ไปรักษาน้องสาวของข้าอย่างเร็วไว" สาวน้อยจางลู่แสดงสีหน้าประหลาดปนกับความสงสัย
"ถ้าข้าบอกเจ้าว่าข้าเป็นหมอที่รักษาน้องสาวของเจ้าได้ เจ้าอาจจะกลับบ้านก่อนที่จะมาถึงแคว้นสุโขทัย" เฉาหลิงกระตุกคิ้วเบาๆ เหมือนเขาได้ปกปิดความลับบางอย่าง
"แล้วน้องสาวของข้าละ? ท่านพี่จะทำเยี่ยงไร? เดี๋ยวนางจะไม่ฟื้นหากปล่อยไว้นานๆ " สาวน้อยจางลู่กล่าวอย่างกังวล พลางคิดถึงน้องสาวที่นอนอยู่บนเตียง
"เรื่องนี้ข้าจัดการให้เรียบร้อยแล้ว" ชายหนุ่มเฉาหลิงหัวเราะเบาๆ เพื่อกลบความตึงเครียดของสาวน้อยจางลู่
"เยี่ยงไรหรือ? ท่านพี่? " หญิงสาวนามจางลู่ขมวดคิ้วเป็นปมคล้ายจะเวียนหัว
"คือว่า ข้าได้ส่งยาเม็ดหนึ่ง ฝากให้นักรบหนึ่งนายของเจ้า เขาหายดีแล้วก่อนที่เจ้าจะถึงแคว้นสุโขทัย น้องสาวของเจ้าหายดีแน่นอน ข้ามั่นใจ"
"ขอบพระคุณท่านพี่ยิ่งนักที่ได้ช่วยชีวิตน้องสาวของข้า" น้ำตาของจางลู่เริ่มเอ่อล้นออกมาอย่างปลื้มปีติ ก่อนที่นางจะนั่งคุกเข่าลงเหมือนจะแสดงความเคารพต่อผู้มีพระคุณ
เม็ดยาสีดำที่ประกอบไปด้วยสมุนไพรหลากหลายชนิด นับว่าเป็นยาวิเศษที่หายากนัก แม่หญิงจำปาได้รับการดูแลรักษาจากเฉาหลิงหลังจากวิญญาณอาฆาตได้ออกจากร่างนางแล้ว อีกไม่นานแม่หญิงจำปาก็จะฟื้นขึ้นไม่ต่างจากสาวน้อยแคว้นลิ่วเฉียนที่มีนามว่า จางลิ่ว
