ตอนที่ 30 ผลของกิเลสตัณหา
คนใช้ประจำตัวของแม่หญิงบัวคำยกสำรับอาหารมื้อกลางวันที่เพิ่งปรุงสุกใหม่ๆ มาจากห้องครัว ในถาดสำรับอาหารนั้นจะเห็นว่า มีแกงเลียงใส่ตำลึง ไก่ย่างสีน้ำตาลกับจุดสีดำเล็กน้อย น้ำพริกกะปิปลาทูทอดตัวอวบๆ หนึ่งตัว ขนมล่าเตียง ผลไม้อย่างลองกองพวงหนึ่งและแตงโมรูปสามเหลี่ยมหกชิ้น
เมื่อนางใบตองก้าวเข้าไปในห้อง ขณะที่แม่หญิงบัวคำนั่งอยู่ มีอาการซึมเศร้า สายตาเหม่อลอย ใบหน้าหยุดนิ่งคล้ายคนไร้สติบนเตียงนอนเบาะนุ่ม
"แม่หญิงเจ้าค่ะ เชิญทานข้าวก่อนเจ้าค่ะ" นางบัวตองเขย่าขาเบาๆ เพื่อปลุกนางให้ตื่นขึ้นจากภวังค์
"งั้น เดี๋ยวข้าป้อนให้เจ้าค่ะ แม่หญิงชอบอันใด? ข้ารู้ว่าแม่หญิงชอบขนมล่าเตียง ข้าทำให้อย่างดีเจ้าค่ะ" นางใบตองหยิบมันขึ้นมาอยู่ตรงหน้าริมฝีปากแม่หญิงบัวคำ
แต่นางไม่ยอมอ้าปากสักที ภายในแววตามีแต่ความซึมเศร้าไม่ยอมทานข้าวและดื่มน้ำจนร่างกายดูซูบผอมลง ใบหน้าดูหม่นหมอง ขอบตาดำคล้ำเหมือนคนอดหลับอดนอนมาหลายวัน
"ท่านพี่ ท่านพี่รักข้าคนเดียว" แม่หญิงบัวคำบ่นพึมพำ
สักพักหนึ่งแม่หญิงคำบัวลุกขึ้นยืน นางใบตองเห็นท่าทางของนางเปลี่ยนไปจนต้องวางขนมล่าเตียงที่อยู่ในมือลงบนใบตองสีเขียวเข้ม ดังเสียงลั่นที่ไม่อยากจะคิดกระทบต่อโสตประสาทคนที่อยู่ใกล้ๆ แม่หญิงบัวคำกรีดร้องออกมาทันใด
"กรี๊ด นางจางลู่ นางมารร้าย เจ้าลักขโมยท่านพี่ของข้าไป เอาคืนมา เอาคืนมา ข้าจะฆ่าเจ้า" นางตะโกนด่าด้วยความเกลียดชังราวกับว่ามีสาวน้อยจางลู่ยืนยิ้มเยาะเย้ยและกอดแขนคุณชายนพเก้าอยู่เบื้องหน้าจริงๆ และนางก็ปาหมอนจากด้านข้างผ่านอากาศอันว่างเปล่า
"แม่หญิงเจ้าค่ะ เชิญนั่งลงก่อนเจ้าค่ะ แม่หญิงจางลู่ไม่ได้อยู่ที่นี้จริงๆ เจ้าค่ะ ในห้องนี้ไม่มีใครนอกจากข้าและแม่หญิงเจ้าค่ะ" นางบัวตองลุกขึ้นยืน กำชับให้แม่หญิงบัวคำนั่งลงอย่างเรียบร้อย
เวลานั้นเองแม่หญิงบัวคำเห็นนางใบตองเป็นสาวน้อยจางลู่
"เจ้า เจ้าอยู่ที่นี้เองหรือ? นางจางลู่ นางแพศยา ข้าจะฆ่าเจ้า ตายซะ ตาย....." ก่อนที่นางจะพูดจบนางได้บีบคอคนใช้ของตัวเองที่อยู่เบื้องหน้า ร้องเสียงแหลมและลากเสียงยาวกับคำสุดท้าย
"แม่หญิง แม่หญิง ข้าเองเจ้าค่ะ ปล่อยข้าเถิดแม่หญิง" นางใบตองกล่าวเสียงแหบแห้ง ไอกระอ่วน หายใจไม่สะดวก สองมือพยายามแกะให้มันคลายออก
บิดาของนางก็มาพบเห็นเข้า ไม่ต่างจากครั้งที่แล้ว วิ่งปรูมาดูอาการของบุตรสาวอย่างน่าเป็นห่วง และช่วยนางบัวตองให้ห่างจากกำมือของแม่หญิงบัวคำอย่างชุลมุน
"ลูกพ่อ หยุดเถิด" ลุงทศกล่าวเสียงแผ่วเบาเหมือนคนไม่มีแรง
มือหนาๆ และหยาบกร้านพยายามคลายออกจนสำเร็จ นางบัวตองหายใจเข้าออกยาวเพราะรู้สึกโล่งอก คิดว่าตัวเองจะไม่มีชีวิตเสียแล้ว ลุงทศจึงกอดบุตรสาวอย่างแนบแน่น
"ท่านพ่อ ข้าคิดถึงท่านแม่ ท่านแม่ไม่อยู่ ข้าก็กลัว" ใบหน้าของนางแนบอกของผู้เป็นบิดาบังเกิดเกล้า
"แม่ของเจ้าอยู่บนสวรรค์แล้วลูก" ลุงทศลูบศีรษะนางด้วยความอ่อนโยน
"สวรรค์ ข้าอยากขึ้นสวรรค์ ข้าอยากเป็นนางฟ้า นางฟ้าแสนสวย นางฟ้าบินได้" ตัวนางก็หลุดออกจากอ้อมกอด ก่อนจะทำท่ากางปีกอย่างวิหคเหินลมกลางอากาศ และนางกระโดดโลดเต้นเหมือนเด็กน้อยกำลังจินตนาการ
ลุงทศมองบุตรด้วยสายตาอันแสนเศร้า
"โถ่ ลูกพ่อ เวรกรรมอันใดของข้า? เหตุใดลูกข้าถึงเป็นเยี่ยงนี้? "
"ข้าก็ไม่เข้าใจเช่นกันเจ้าค่ะ อยู่ดีๆ แม่หญิงก็เสียสติไปเองเจ้าค่ะ" นางบัวตองประสานมือไว้ข้างหน้า กล่าวอย่างนอบน้อม
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วัน
สาวน้อยจางลู่กับแม่หญิงจำปา เดินทางกลับมาจากวัดไทยแห่งหนึ่ง เนื่องจากได้จัดพิธีเผาศพตามธรรมเนียมประเพณีของไทยโดยมีแม่หญิงจำปาคอยชี้แนะ ทำให้นางได้เรียนรู้วัฒนธรรมไทยมากขึ้น มือบางๆ ของจางลู่ ถือโกศใส่อัฐิอย่างแนบแน่นอยู่กลางอก ภายในใจจางลู่แสดงความไว้อาลัย ช่วงวันนี้สาวน้อยจางลู่สวมเสื้อสีขาวกับซิ่นผืนยาวสีดำ ส่วนแม่หญิงจำปานั้นก็ได้สวมผ้าสไบสีขาวกับนุ่งโจงกระเบนสีม่วงแก่
"นายหญิงเจ้าค่ะ เสี่ยวปาลี่ไปอยู่ในชาติภพที่ดีแล้วเจ้าค่ะ นายหญิงทำใจให้ดีๆ ไว้ เพลานี้นายหญิงดูซูบผอมลงเจ้าค่ะ คุณชายนพเก้าจะรู้สึกเป็นห่วงนายหญิงแน่เจ้าค่ะ"
แม่หญิงจำปาค่อยพยุงกายให้จางลู่นั่งลงบนเตียง
"ข้าสูญเสียเพื่อนไปหนึ่งคน เขายังไม่ได้กลับบ้านเกิดเมืองนอนด้วยซ้ำ แต่เขาก็มาจากไปเสียแล้ว" จางลู่บ่นพึมพำด้วยความโศกเศร้า
"นายหญิงดูเหนื่อยมากเจ้าค่ะ พักผ่อนให้เต็มที่เถิดนายหญิง ส่วนโกศนั้น ข้าจะเก็บไว้ที่อื่น ที่เหมาะสมเจ้าค่ะ"
และแม่หญิงจำปาก็คลายมือจางลู่ออกอย่างช้าๆ วางลงบนโต๊ะใกล้ๆ ตัว
"เชิญนายหญิงพักผ่อนให้เต็มที่เถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะดูแลนายหญิงเอง ข้าจะจัดเตรียมสำรับอาหารมาให้เจ้าค่ะ"
แม่หญิงจำปาพยุงร่างนางให้นอนราบกับพื้นและห่มผ้าบางๆ ก่อนจะหยิบโกศจากโต๊ะข้างๆ ไปไว้ที่อื่น
