บทที่ 6 ผู้ชายที่เตชินท์ไม่กล้าสบตา
บทที่ 6 ผู้ชายที่เตชินท์ไม่กล้าสบตา
"ปล่อยมือเธอ"
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลัง ไม่ได้ดังมาก แต่กลับทำให้ความวุ่นวายบริเวณทางออกห้องจัดเลี้ยงเงียบลงอย่างประหลาด
เตชินท์ชะงัก มือที่กำข้อมืออลิสาอยู่ยังไม่ยอมคลาย เขาหันขวับไปมองคนที่กล้าเข้ามาขัดจังหวะด้วยสีหน้าหงุดหงิด ก่อนความโกรธจะเปลี่ยนเป็นความตกใจในพริบตา
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำสนิทกำลังเดินตรงเข้ามา ท่าทางของเขาไม่เร่งรีบ แผ่นหลังกว้างเหยียดตรงอย่างสง่างาม ใบหน้าคมคายมีความหล่อเหลาชนิดที่ดึงดูดสายตาได้โดยไม่จำเป็นต้องพยายาม หากสิ่งที่ทำให้ผู้คนรอบข้างเผลอถอยห่างกลับเป็นดวงตาคมเข้มคู่นั้น
เยือกเย็นจนแทบอ่านความรู้สึกไม่ออก!
"คุณภาคินทร์!"
เสียงใครบางคนอุทานขึ้นเบา ๆ เพียงชื่อเดียวก็ทำให้แขกหลายคนหันมองตามกันทันที
ภาคินทร์ วรเศรษฐ์!
ประธานกรรมการบริหารวีเค แคปิตอล นักลงทุนวัยสามสิบสองปีที่ได้รับสมญานามว่า มัจจุราชแห่งวงการธุรกิจ ผู้ชายซึ่งสร้างชื่อจากการเข้าซื้อกิจการ การปรับโครงสร้างหนี้ และการเจรจาที่ทำให้คู่แข่งต้องยอมรับเงื่อนไขอย่างจำใจ
คนในวงการรู้ดีว่าภาคินทร์ไม่ใช่คนอารมณ์ร้อน ตรงกันข้าม เขาสุภาพอย่างน่าประหลาดแม้ในวันที่กำลังทำให้อีกฝ่ายสูญเสียเงินมหาศาล รอยยิ้มของเขาก็ยังคงสงบนิ่งราวกับกำลังพูดคุยเรื่องสภาพอากาศ
และนั่นต่างหากที่น่ากลัว! ตระกูลอัครเดชาเคยเผชิญความร้ายกาจของผู้ชายคนนี้มาแล้ว เมื่อสองปีก่อนพวกเขาหมายตาจะซื้อกิจการด้านโลจิสติกส์แห่งหนึ่ง แต่กลับถูกวีเคแคปิตอลเข้าซื้อหุ้นในจังหวะสำคัญด้วยข้อเสนอที่เหนือกว่า
เตชินท์จำได้ดีว่าวันนั้นบิดาโกรธจัดเพียงใด ยิ่งไปกว่านั้นเขายังจำคำเตือนของวิกรมได้ขึ้นใจ
'อย่าเปิดศึกกับภาคินทร์ ถ้ายังไม่รู้ว่าไพ่ในมือมันมีอะไรบ้าง'
แต่ผู้ชายคนนั้นกำลังยืนอยู่ตรงหน้าแล้ว!
"คุณคินทร์!"
เตชินท์รีบปรับสีหน้า พยายามฝืนยิ้มทั้งที่กล้ามเนื้อบริเวณกรามเกร็งแน่น
"ไม่คิดว่าจะพบคุณที่นี่ครับ"
ภาคินทร์ไม่ได้ตอบคำทักทายทันที
สายตาของเขาเลื่อนจากใบหน้าเตชินท์ลงมาที่ข้อมือของอลิสา ซึ่งยังถูกบีบจนผิวขาวเริ่มขึ้นรอยแดง ก่อนค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
"ผมขอให้คุณปล่อยมือเธอ"
น้ำเสียงเรียบเฉยเสียจนคนฟังรู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง เตชินท์กัดฟัน ก่อนหัวเราะกลบเกลื่อน
"คุณคินทร์ครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของผมกับคู่หมั้น ผมแค่ต้องการคุยกับเธอให้เข้าใจ"
"อดีตคู่หมั้นค่ะ" อลิสาแทรกขึ้นทันที
เธอหันไปมองเตชินท์ด้วยสายตาเย็นชา แม้ความเจ็บบริเวณข้อมือจะเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่เขาออกแรง แต่หญิงสาวกลับไม่ยอมแสดงความหวาดกลัว
"ฉันเพิ่งประกาศถอนหมั้นไปเมื่อครู่ พี่เตคงยังได้ยินไม่ชัด"
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากกลุ่มแขกที่ยืนอยู่ไม่ไกล เตชินท์หน้าแดงก่ำทันที
"ไอริส!"
เขาเผลอออกแรงบีบข้อมือเธอแน่นขึ้นอีก หญิงสาวนิ่วหน้า
"เจ็บค่ะ ปล่อย!"
เพียงเท่านั้นรอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากภาคินทร์ก็หายไป เขาก้าวเข้ามาใกล้อีกหนึ่งก้าว ไม่มีการกระชากคอเสื้อ ไม่มีการผลักอก แต่แรงกดดันจากท่าทางสงบนิ่งกลับทำให้เตชินท์เผลอผ่อนแรงโดยไม่รู้ตัว
"คุณเตชินท์"
ภาคินทร์เรียกชื่ออีกฝ่ายชัดถ้อยชัดคำ
"ดูเหมือนคุณจะมีปัญหาเรื่องการฟัง"
เตชินท์หน้าตึง
"อะไรนะครับ?"
"ผู้หญิงคนนี้บอกให้ปล่อยมือสามครั้งแล้ว"
ชายหนุ่มเหลือบมองข้อมืออลิสาอีกครั้ง
"หรือคุณต้องการให้คนอื่นช่วยอธิบายว่าคำว่าไม่ยินยอมหมายถึงอะไร?"
คำพูดนั้นทำให้แขกรอบข้างเงียบกริบ อลิสาเองก็เผลอหันมามองเขา ผู้ชายตรงหน้าไม่ได้ขึ้นเสียงแม้แต่น้อย แต่กลับทำให้เตชินท์ที่เมื่อครู่ยังตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดถึงกับพูดไม่ออก!
"คุณคินทร์ครับ ผมไม่ได้คิดจะทำร้ายเธอ"
เตชินท์รีบแก้ตัว
"ไอริสชอบใช้อารมณ์ บางครั้งเธอก็พูดอะไรโดยไม่คิด ผมแค่พยายามให้เธอสงบสติอารมณ์"
อลิสาหลุดหัวเราะอย่างไม่อยากเชื่อ อีกแล้วหรือ! ไม่ว่าเขาจะทำอะไรผิด สุดท้ายก็ยังเป็นเธอที่ถูกกล่าวหาว่าไม่มีเหตุผลอยู่ดี!
ภาคินทร์กลับไม่ได้สนใจคำอธิบาย เขาเพียงหันหน้าเล็กน้อยไปทางชายหนุ่มในชุดสูทสีเทาเข้มซึ่งเดินตามมาอยู่ด้านหลัง
"ธาม"
"ครับคุณคินทร์"
"ติดต่อผู้จัดการโรงแรม ขอให้เก็บรักษาภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณนี้ไว้ตามขั้นตอน แล้วให้ฝ่ายกฎหมายทำหนังสือขอข้อมูลอย่างถูกต้อง"
ธามพยักหน้าทันที
"รับทราบครับ"
ภาคินทร์หันกลับมามองเตชินท์
"ผมเชื่อว่ากล้องของโรงแรมคงบันทึกภาพได้ชัดพอสมควร"
รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนริมฝีปากเขา
"ถ้าคุณมั่นใจว่าไม่ได้ทำร้ายใคร ก็คงไม่มีอะไรต้องกังวล"
เตชินท์หน้าซีดลงทันที เขาเหลือบมองกล้องวงจรปิดเหนือทางเดิน ก่อนมองไปยังแขกหลายคนที่กำลังจับตามองเหตุการณ์อยู่ บางคนถือโทรศัพท์ไว้ในมือด้วยซ้ำ หากมีภาพเขากระชากข้อมือลูกสาวประธานศิริโภคินกลางงานกาล่าเผยแพร่ออกไป เรื่องนี้คงไม่ใช่แค่การเสียหน้าเพราะถูกถอนหมั้นอีกแล้ว
มันอาจกระทบถึงความน่าเชื่อถือของเขาในฐานะผู้บริหาร! เตชินท์จำใจคลายมือ อลิสารีบดึงแขนกลับทันที ก่อนใช้มืออีกข้างลูบบริเวณที่เจ็บ รอยนิ้วมือสีแดงปรากฏชัดบนข้อมือขาว ภาคินทร์มองมันอยู่ชั่วขณะ ดวงตาคมเข้มเย็นลงอย่างน่ากลัว
"ธาม"
"ครับ?"
"ให้คนเตรียมชุดปฐมพยาบาลด้วย"
"ได้ครับ"
อลิสาเงยหน้ามองชายหนุ่มอย่างประหลาดใจ เธอยังไม่ทันเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ เขากลับสังเกตเห็นความเจ็บปวดของเธอแล้ว เตชินท์เห็นสายตาของคนทั้งคู่ก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิด
"ไอริส เธอคิดจะทำให้เรื่องใหญ่ขนาดนี้เลยหรือไง?"
หญิงสาวหันไปมองทันที
"เรื่องใหญ่? พี่เป็นคนจับฉันจนเจ็บ แต่กลับมาถามว่าฉันทำเรื่องใหญ่?"เธอยกข้อมือที่มีรอยแดงขึ้นเล็กน้อย
เตชินท์ชะงัก อลิสาส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย
"พี่เตคะ ต่อไปเวลาจะโทษใคร ช่วยหันกลับไปมองการกระทำตัวเองก่อนสักครั้งได้ไหม?"
คำพูดนั้นทำให้ชายหนุ่มขบกรามแน่น
"เธอ!"
"พอเถอะค่ะ" หญิงสาวตัดบททันที
"ฉันไม่อยากเสียเวลาคุยกับพี่อีกแล้ว" มินตราซึ่งยืนเงียบอยู่นานรีบขยับเข้ามาใกล้
"คุณไอริสคะ อย่าทำให้เรื่องบานปลายเลยนะคะ พี่เตแค่ตกใจที่คุณถอนหมั้นกะทันหัน"
อลิสาหันขวับไปมอง หญิงสาวในชุดสีขาวยังคงมีดวงตาแดงก่ำ น้ำตาเกาะอยู่ตรงขอบตาอย่างน่าสงสาร ราวกับคนที่ถูกกลั่นแกล้งมาตลอดทั้งคืน
แต่ครั้งนี้อลิสาไม่คิดหลงกลอีกแล้ว
"คุณมินตราคะ"
"คะ?"
"เมื่อครู่คุณก็เห็นว่าเขาจับข้อมือฉันจนเจ็บใช่ไหม?"
มินตราหน้าซีด
"คือมิน..."
"คำถามง่าย ๆ ค่ะ เห็นหรือไม่เห็น?"
อีกฝ่ายเม้มริมฝีปาก ก่อนพยักหน้าเบา ๆ "เห็นค่ะ"
"ถ้าอย่างนั้นคุณก็ควรพูดกับเขาว่าอย่าใช้กำลัง ไม่ใช่หันมาขอให้คนที่ถูกทำร้ายเงียบ"
มินตรานิ่งอึ้ง
อลิสายิ้มบาง
"หรือในสายตาคุณคนที่ทำผิดมีสิทธิ์โกรธ แต่คนที่ถูกทำร้ายไม่มีสิทธิ์ปกป้องตัวเอง?"
"ไม่ใช่นะคะ!"
"ถ้าไม่ใช่ก็พอเถอะค่ะ"
หญิงสาวไม่ได้รอฟังคำแก้ตัวอีก เธอหมุนตัวจะเดินออกไป แต่เตชินท์กลับก้าวเข้ามาขวางทางอีกครั้ง
"เดี๋ยวก่อน!" คราวนี้อลิสาไม่ทันต้องพูดอะไร ภาคินทร์เพียงเลื่อนสายตาไปมอง
"คุณยังมีอะไรอีก?"
เตชินท์ชะงัก ความรู้สึกเสียหน้าต่อหน้าคนจำนวนมากทำให้เขาแทบอยากตะโกนออกมา แต่เมื่อสบกับแววตาเยือกเย็นของอีกฝ่าย คำพูดทั้งหมดกลับติดอยู่ในลำคอ
"เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณ!"
ภาคินทร์ยิ้มบาง
"เกี่ยวตั้งแต่คุณใช้กำลังต่อหน้าผมแล้ว"
ชายหนุ่มหยุดเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลจนน่าขนลุก
"ผมไม่ชอบเห็นคนทำผิดแล้วคิดว่าตัวเองไม่มีวันต้องรับผิดชอบ"
เตชินท์เม้มริมฝีปากแน่น ภาคินทร์ไม่ได้ขยับเข้าไปใกล้อีก แต่คำพูดถัดมากลับทำให้ใบหน้าของอีกฝ่ายแข็งค้าง
"อีกอย่าง ผมแนะนำให้คุณกลับไปดูแลเรื่องบริษัทตัวเองดีกว่า"
"หมายความว่ายังไง?"
รอยยิ้มของชายหนุ่มลึกขึ้นเพียงเล็กน้อย
"วงการธุรกิจไม่ใจดีเหมือนผู้หญิงที่คุณเพิ่งเสียไปหรอกนะ คุณเตชินท์"
พูดจบเขาก็หันไปหาอลิสา
"คุณอยากออกจากตรงนี้ไหม?"
หญิงสาวมองหน้าเขา ก่อนพยักหน้า
"ค่ะ"
"เชิญครับ"
ภาคินทร์ผายมือไปทางทางออกอย่างสุภาพ เขาไม่ได้แตะตัวเธอโดยพลการ ไม่ได้ดึงแขนหรือโอบเอวเพื่อประกาศสิทธิ์ต่อหน้าคนอื่น เพียงขยับไปยืนด้านข้าง เปิดพื้นที่ให้เธอเดินผ่านด้วยตัวเอง อลิสายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
น่าสนใจ!
ผู้ชายที่ใคร ๆ ต่างเรียกว่ามัจจุราช กลับเป็นคนเดียวในคืนนี้ที่ถามความสมัครใจของเธอก่อนลงมือทำอะไรสักอย่าง! เมื่อคนทั้งคู่เดินพ้นบริเวณที่มีแขกมุงดู เสียงพูดคุยก็ดังขึ้นอีกครั้งราวกับเขื่อนแตก
"นั่นภาคินทร์ วรเศรษฐ์จริง ๆ ใช่ไหม?"
"จริงสิ! ฉันเพิ่งเห็นเขาในงานประชุมนักลงทุนเมื่อเดือนก่อน"
"เขาเข้ามาช่วยคุณไอริสทำไมกัน?"
"ไม่รู้ แต่ดูหน้าเตชินท์สิ ฉันไม่เคยเห็นคุณชายอัครเดชาหมดท่าขนาดนี้เลย!"
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งหัวเราะในลำคอ
"หมดท่าเพราะผู้หญิงยังไม่เท่าไร แต่ไปมีเรื่องกับภาคินทร์นี่สิ ถึงเรียกว่าซวยจริง"
เสียงซุบซิบดังขึ้นเป็นระยะ ส่วนเตชินท์กลับยืนตัวแข็งอยู่ที่เดิม เขามองแผ่นหลังอลิสาที่ค่อย ๆ ห่างออกไป หัวใจเต็มไปด้วยความโกรธและความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้
เมื่อก่อนเพียงเขาแสดงสีหน้าไม่พอใจ อลิสาก็จะรีบวิ่งเข้ามาง้อ ต่อให้พูดจารุนแรงเพียงใด เธอก็ยังยอมทน แต่คืนนี้ไม่เพียงเธอจะประกาศถอนหมั้นต่อหน้าผู้คน ยังเดินจากไปกับผู้ชายที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตานาน ๆ อีกด้วย!
"พี่เตคะ"
มินตราเรียกเบาๆชายหนุ่มหันขวับ
"อะไร!"
หญิงสาวสะดุ้ง
"มินแค่เป็นห่วงค่ะ"
"ถ้าเป็นห่วงก็เงียบก่อน!"
มินตราหน้าซีดทันที เธอก้มหน้าลงอย่างน้อยใจ แต่ภายในใจกลับเริ่มปั่นป่วนอย่างรุนแรง เพราะตั้งแต่อลิสาประกาศถอนหมั้น เตชินท์ไม่ได้มีท่าทางโล่งใจเหมือนคนที่กำลังจะได้ครองรักกับเธอเลย
เขากลับโกรธจนแทบควบคุมตัวเองไม่ได้! หรือที่ผ่านมาพี่เตไม่เคยคิดจะปล่อยผู้หญิงคนนั้นไปจริง ๆ? ความคิดนั้นทำให้มินตรารู้สึกเย็นเยียบขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล
ทางเดินด้านนอกห้องจัดเลี้ยงเงียบกว่าภายในมาก แสงไฟจากโคมระย้าสะท้อนพื้นหินอ่อนเป็นประกาย ส่วนเสียงเปียโนจากห้องจัดงานดังแว่วมาเบา ๆ
อลิสาเดินเคียงข้างภาคินทร์ โดยเว้นระยะห่างพอสมควร เมื่อไม่มีสายตาของคนจำนวนมากจับจ้อง เธอจึงเพิ่งรู้สึกถึงความเมื่อยล้าของตัวเอง ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาในปี 2023 จนถึงเวลานี้ เธอแทบไม่ได้หยุดพักอย่างจริงจังเลย
ต้องเผชิญความทรงจำเกี่ยวกับความตาย ต้องรวบรวมสติ และต้องถอนหมั้นกับผู้ชายที่เคยรักจนหมดหัวใจ ถึงจะเตรียมใจมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความเจ็บปวดจะหายไปทั้งหมด อลิสาก้มมองข้อมือที่เริ่มบวมแดง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ
"เจ็บมากไหม?"
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นข้างกาย หญิงสาวเงยหน้า ภาคินทร์กำลังมองข้อมือเธอ
"นิดหน่อยค่ะ"
ชายหนุ่มเลิกคิ้ว
"คำว่านิดหน่อยของคุณนี่ เชื่อได้แค่ไหน?"
อลิสาชะงัก ก่อนหลุดหัวเราะ
"คุณคินทร์คะ เราเพิ่งรู้จักกันเองนะคะ"
"แล้ว?"
"คุณทำเหมือนรู้ว่าฉันชอบโกหกว่าไม่เจ็บ"
ภาคินทร์หยุดเดินเล็กน้อย ก่อนหันมามองเธอเต็มตา
"ผมไม่รู้หรอกว่าคุณชอบอะไร"
ชายหนุ่มเว้นจังหวะ
"แต่เมื่อกี้คุณนิ่วหน้า ตอนนี้ข้อมือยังแดงอยู่ ถ้าผมเชื่อว่าไม่เจ็บก็คงดูไม่ค่อยฉลาดเท่าไร"
อลิสาหลุดหัวเราะอีกครั้ง
"พูดจาเก่งนะคะ"
ภาคินทร์ยกมุมปาก
"เฉพาะเวลาที่จำเป็น"
"แล้วตอนนี้จำเป็นเหรอคะ?"
"ค่อนข้างจำเป็น"
เขาตอบหน้าตาเฉย
"เพราะคนที่ผมกำลังคุยด้วยดูเหมือนจะไม่ชอบให้ใครเป็นห่วง"
หัวใจอลิสากระตุกวูบอย่างไม่ทันตั้งตัว เธอรีบเบือนหน้าหนีเล็กน้อย ผู้ชายคนนี้อันตรายจริง ๆ!ไม่ใช่เพราะชื่อเสียงเรื่องธุรกิจ
แต่เพราะเขาสามารถพูดประโยคธรรมดาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วทำให้หัวใจคนฟังเต้นผิดจังหวะได้อย่างไม่น่าให้อภัย!
****
