ตอนที่ 8 เด็กน้อยในอ้อมรัก
เปรมนีย์นอนอยู่บนเตียงในห้องพักฟื้นผู้ป่วยแบบห้องพิเศษ ปภาวรินทร์ลูบศีรษะน้องสาวเบาๆ เปรมนีย์คงจะเจ็บปวดทรมานมากตอนคลอดลูก สีหน้าของเปรมนีย์ซีดลงดูอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้พยาบาลเข็นเด็กน้อยมาในห้องแล้ว รอให้เปรมนีย์ตื่นจะได้เอาลูกเข้าเต้า เนื่องจากเปรมนีย์คลอดลูกเสร็จก็สลบเหมือดไปเลย ทางหมอเลยให้นมชงไปก่อน
“อื้อ...” เสียงครางเบาๆ ใบหน้าแสดงให้เห็นว่าเจ็บปวดและรำคาญตัวเองจากเลือดที่ไหลออกมาจากช่องคลอดเยอะจนเหนอะหนะ
“เป็นยังไงบ้าง” ปภาวรินทร์ถามเปรมนีย์ส่ายหน้าถอนหายใจ
“สุดๆ แล้วค่ะพี่ปราย เปรมไม่คิดว่าจะเจ็บปวดอะไรได้เท่านี้อีกแล้ว”
“แต่เปรมก็เก่งมากนะ น้องมะปรางหนักตั้ง 3,800 กรัม ตัวใหญ่มาก เบ่งคลอดออกมาเองด้วย ดูสิแข็งแรงแก้มจิ้มลิ้มเชียว” รพีพูดแล้วเอานิ้วมือเขี่ยๆ พวงแก้มเท่าซาลาเปาของเด็กน้อย เปรมนีย์ยันกายลุกขึ้นมองลูกสาวน้ำตาซึม
“หน้าตาน่ารักเชียว”
อุแว้!
เสียงเด็กร้องไห้จ้าหลังถูกลุงและป้าเอานิ้วเขี่ยแก้มเล่นอย่างสนุกสนาน ปภาวรินทร์กดออดเรียกพยาบาลให้เข้ามาสอนเอาลูกเข้าเต้า รพีกับปภาวรินทร์จึงขอตัวออกมารอหน้าห้อง ตอนนี้รพีเดินเรื่องเอกสารรับเป็นพ่อเด็กเรียบร้อยแล้ว เปรมนีย์ทราบก็ร้องไห้ตื้นตันใจนัก อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้โดดเดี่ยว มีคนร่วมต่อสู้ฟันฝ่ากับอุปสรรคด้วย
เมื่อเดินกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง เธอได้เจอสีหน้าเคร่งเครียดของเปรมนีย์ ตอนนี้เด็กน้อยหลับไปอีกรอบแล้ว มือของเปรมนีย์กำโทรศัพท์แน่น
“เปรม... มีอะไรหรือเปล่า”
“พี่ปราย เปรมจะต้องกลับไปสอบวันศุกร์นี้” เปรมนีย์บอกพี่สาว ปภาวรินทร์เบิกตากว้าง
“อะไรนะ”
“ค่ะ เปรมมีสอบวันศุกร์นี้แล้วก็สัปดาห์หน้าทั้งสัปดาห์เลย”
“แล้วแกจะไปไหวเหรอ เพิ่งคลอดลูกนะ” ปภาวรินทร์ถามอย่างเป็นห่วง
“ไม่ไหวก็ต้องไหวค่ะ เปรมอยากสอบให้มันจบๆ ไป อุตส่าห์ไม่ดรอปเรียนแล้ว คะแนนเก็บก็ตั้งใจทำมาดี เปรมเสียดายค่ะ” เปรมนีย์พูดอย่างมุ่งมั่น ปภาวรินทร์หันไปขอคำปรึกษาจากรพี
“ถ้าอยากไปสอบก็ไป กลับเชียงใหม่พร้อมพี่ เดี๋ยวพี่จะดูแลแกเองไม่ต้องเป็นห่วง ส่วนเด็กน้อยนี่ก็ให้ยัยปรายเลี้ยงไปพลางๆ ก่อน” รพีบอก ปภาวรินทร์แทบสำลักน้ำลายตัวเอง แม้จะทำใจมาแล้วว่าเธอจะต้องเลี้ยงเด็ก แต่นี่มันเร็วเกินไป พี่เลี้ยงก็ยังไม่ได้หา แต่อนาคตของน้องสาวก็สำคัญ
“ก็ได้ แกไปสอบเถอะไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวฉันจะดูแลเด็กคนนี้เอง”
สามวันผ่านไปไวเหมือนโกหก ในที่สุดเปรมนีย์ก็ต้องเดินทางไปสอบที่เชียงใหม่ ระหว่างที่อยู่โรงพยาบาลปภาวรินทร์ฝึกอาบน้ำ เปลี่ยนแพมเพิส ป้อนนม อุ้มเรอด้วยตัวเอง จนเปรมนีย์แทบไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากเอาลูกเข้าเต้า แม้ว่าหมอจะอนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่เธอต้องเฝ้าติดตามดูแลเด็กน้อยอย่างใกล้ชิด เพราะเด็กน้อยมะปรางมีค่าเหลืองมากกว่าปกติ ทางหมอให้กินนมแม่เยอะๆ
ปภาวรินทร์อุ้มเด็กมาที่คอนโดโดยมีรพีเป็นผู้ช่วยยกข้าวของมาให้ วันนี้เปรมนีย์จะต้องบินกลับเชียงใหม่แล้วด้วย เธอเริ่มรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองเสียแล้วว่าจะเลี้ยงคนนี้ได้อย่างไร แม้ว่าอยากจะทำนมสต็อก แต่มันก็ไม่ทันการณ์ เนื่องจากน้ำนมของเปรมนีย์มาน้อย
“แกไหวนะ” รพีถามแววตาเป็นห่วงมากกว่าปกติ เมื่อเพื่อนสาวต้องเผชิญกับการเลี้ยงทารกเพียงลำพัง
“ไหวสิ ฉันอ่านภาคทฤษฎีมาเยอะ”
“ไอ้พวกบ้าทฤษฎี แต่พอเจอของจริงก็ไปไม่เป็นทุกราย” เขาค่อนแคะ เปรมนีย์แอบยิ้มกับความน่ารักของพี่สาวและเพื่อนชายคู่นี้
“ของแบบนี้มันต้องลอง แกไม่ต้องเป็นห่วงฉันยังมียัยแพรวมาช่วยอีกคน เดี๋ยวคืนนี้ฉันจะโทรให้มันมานอนเป็นเพื่อน” ปภาวรินทร์เอ่ยถึงเพื่อนสาวอีกคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มเพื่อนมหาวิทยาลัยด้วยกัน เพื่อนคนนี้ขอความช่วยเหลือเมื่อไหร่ก็พร้อมมาได้ทุกเมื่อ
“อย่างนี้ค่อยเบาใจหน่อย แล้วแกจะย้ายไปอยู่บ้านเมื่อไหร่”
“มะรืนนี้ รอเก็บของก่อน”
“อืม ถ้ามีอะไรแกก็เรียกพวกเพื่อนๆ มาช่วยนะ ฉันกับยัยเปรมไปก่อน” รพีจับไหล่บางของเพื่อนสาวไว้แน่น ขณะที่เปรมนีย์เข้ามาสวมกอดพี่สาว น้ำตาซึม
“เปรมฝากมะปรางด้วยนะพี่ปราย ถ้าสอบเสร็จเมื่อไหร่เปรมจะรีบกลับมาทันที”
“ไม่ต้องเป็นห่วงนะ พี่จะดูแลหลานเป็นอย่างดี อย่าลืมที่พี่บอกล่ะ ปั้มนมทุก 3 ชั่วโมงแล้วแช่แข็งรวบรวมแพ็คไว้ พอสอบเสร็จก็เอาขึ้นเครื่องกลับมาด้วย น้ำนมทุกหยดมีคุณค่ากับลูกแกนะ” ปภาวรินทร์กำชับ
“ค่ะพี่ปราย”
“เดินทางปลอดภัยกันนะ ถึงแล้วโทรบอกฉันด้วย”
“ค่ะพี่ปราย”
เมื่อน้องสาวและเพื่อนชายออกเดินทางแล้ว ความบันเทิงก็เริ่มเกิดขึ้น เหมือนเจ้าเด็กน้อยจะรู้ว่ามารดาไม่อยู่แล้ว ร้องไห้จ้าเสียงดังลั่นไปทั้งชั้น ปภาวรินทร์ให้กินนม อุ้มเรอแล้วก็ยังไม่หยุดร้อง จนต้องโทรหาเพื่อนสาวที่ชื่อแพรวามาช่วย เมื่อเพื่อนมาถึงก็จับเด็กให้นอนลง เอามือวางตรงท้องป่องๆ ของเด็ก
“ท้องอืด” คำตอบของแพรวาสั้นๆ ง่ายๆ เหมือนเป็นเรื่องที่ไม่น่าตกใจ หล่อนจับเด็กอุ้มพาดบ่าเอามือลูบหลัง บ้างก็จับยกขาทำท่าปั่นจักรยาน สักพักเด็กก็เรอเอิ๊กออกมาเสียงดัง แถมด้วยตดดังปุ๋ง
“ถ้าไม่ได้แกมาช่วยฉันคงต้องสติแตกแน่ๆ นี่ฉันกะจะพาไปหาหมอแล้ว” ปภาวรินทร์สารภาพ เงยหน้าขึ้นมองดูนาฬิกาที่บ่งบอกเวลาตี 2 ตอนนี้สภาพเธอหัวยุ่งฟูไปหมด
“เด็กทารกร้องมีไม่กี่อย่าง หิว อึ ฉี่ ท้องอืด ไม่สบายตัว อย่างให้อุ้ม กับที่ร้ายแรงที่สุดคือร้องโคลิค” แพรวาผู้มีประสบการณ์บอกเพื่อน ปภาวรินทร์ทำหน้าแหยง
“ฉันหวังว่ามะปรางจะไม่เป็นโคลิค”
โคลิค คืออาการร้องไห้อย่างไม่มีสาเหตุของเด็กทารก ปภาวรินทร์ภาวนาเหลือเกินว่าอย่าให้เกิดขึ้นกับหลานตัวเอง แค่เธอดูแลทารกไม่กี่วัน สภาพหน้าตาของเธอแทบดูไม่ได้
“ฉันก็หวังอย่างนั้น แต่เด็กที่กินนมผงจะย่อยยาก ท้องอืดมากกว่ากินนมแม่นะ”
“อืม ฉันเตรียมใจเรื่องนั้นไว้แล้ว”
หลังจากนั้นทั้งหมดก็เข้าสู่โหมดพักผ่อน ปภาวรินทร์ลาพักร้อนไปครึ่งเดือนหลังมีวันหยุดสะสมที่ไม่ได้ใช้ไว้เยอะ เธอเอามาลางานทีเดียวรวด แน่นอนว่าเจ้านายเธอบ่นขรมเพราะตอนนี้งานกำลังเร่ง แต่ทำยังไงได้ในเมื่อมันจำเป็น เธอต้องเลือกหลานมากกว่างานอยู่แล้ว
ดูเหมือนการเลี้ยงเด็กจะไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่เธอคิด แม้ว่าแพรวาจะมาช่วยมานอนค้างแต่ก็ไม่สามารถมาค้างกับเธอได้ทุกวัน ตอนเช้าเพื่อนเธอต้องไปทำงาน แต่ต้องมานอนดึกเพราะต้องช่วยเลี้ยงเด็ก เดินกล่อมเด็กแบบนี้มันก็ไม่ค่อยเวิร์ค
แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือตอนนี้เริ่มมีผู้ร้องเรียนเรื่องเสียงเด็กร้องจนเพื่อนร่วมคอนโดไม่ได้นอนแล้ว เนื่องจากคอนโดที่เธออยู่มันราคาถูก เวลาใครจะทำอะไรมักมีเสียงเล็ดลอดออกมาให้ได้ยินอยู่บ่อยๆ เธอจึงต้องค่อยๆ ย้ายของออกจากคอนโดไปไว้ที่บ้าน โดยมีบรรดาเพื่อนๆ มาช่วยขนในช่วงเย็น
วันนี้เป็นวันที่ 5 แล้วที่เด็กหญิงเปรมสิณีลืมตาขึ้นดูโลก แต่ความไม่สบายใจของเธอก็บังเกิดขึ้นอีกเมื่อเด็กหญิงมีสีผิวที่เหลืองอย่างเห็นได้ชัด เริ่มตั้งแต่ใบหน้า ขอบตา นัยน์ตาขาวที่กลายเป็นสีเหลืองอ่อนๆ แถมตรงหน้าท้องแผ่นหลังก็เริ่มมีสีเหลืองด้วยเช่นกัน ปัสสาวะก็เหลืองเข้ม ปภาวรินทร์เห็นแบบนี้ก็ใจไม่ดี เธอตัดสินใจเก็บของจำเป็นใส่กระเป๋าแล้วอุ้มเด็กไปขึ้นนั่งคาร์ซีทแล้วขับรถออกไปโรงพยาบาลทันที
