ตอนที่ 7 คลอดลูก
เสียงร้องโอดโอยของน้องสาวดังลั่นรถ รพีเหยียบคันเร่งหนักขึ้นเพื่อไปให้ถึงโรงพยาบาลอย่างเร็วที่สุด เหงื่อเริ่มไหลซึมออกมาตามไรผม มือน้อยกำชุดคลุมท้องแน่น น้ำคร่ำแตกไหลเปื้อนเต็มชุดและขาไปหมด ไม่ต้องสาธยายถึงรถเก๋งคันงามของพี่สาว เพราะตอนนี้มันเละเทะไปหมดแล้ว
“โอย... โอ้ย... ไม่ไหวแล้ว ฮือ...” เปรมนีย์ร้องลั่น เจ็บปวดเจียนจะขาดใจตาย ตอนท้องก็ลำบากพอตัว ตอนท้องแก่ก็ลุกขึ้นเดิน นั่งไม่สะดวก แต่ตอนจะคลอดนี่ยิ่งแล้วใหญ่ ปวดบีบเกร็งไปหมด เธอบิดเร่าๆ ร้องโวยวายลั่น
“อดทนหน่อยนะ อดทนหน่อย อีกนิดเดียวก็จะถึงโรงพยาบาลแล้ว” ปภาวรินทร์บอกเสียงสั่น ทั้งสงสารและตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน
“ไอ้ปราย ใครใช้ให้แกเลือกโรงพยาบาลที่ห่างไกลคอนโดอย่างนี้วะ ทำไมไม่เลือกโรงพยาบาลที่มันใกล้ๆ หน่อย” รพีหันมาบ่น โชคดีที่เขามาทำธุระที่กรุงเทพและแวะมาหาปภาวรินทร์ จังหวะมันได้เลยกลายเป็นสารถีให้สองสาว
“ก็ฉันคิดว่าโรงพยาบาลมันใกล้บ้านที่ฉันซื้อไว้ ตอนนั้นคิดว่าคงจะได้ย้ายเข้ามาอยู่บ้านหลังใหม่ที่ซื้อไว้ก่อนยัยเปรมคลอด ใครจะคิดว่ามันยังต่อเติมไม่เสร็จล่ะ” เธอว่า
“แกน่ะมันเรื่องมากไง มันจะเสร็จตั้งนานแล้วมัวแต่เติมนั่นต่อนี่กลายเป็นไม่เสร็จสักที แล้วทางไปโรงพยาบาลมันไปทางไหนต่อวะ” รพีโวยวายไม่แพ้เปรมนีย์ที่ร้องโอดโอย
“ขับตรงไปเลย ตรงไปอีก”
“โอ้ย! เปรมเจ็บ ฮือ...”
“ไกลฉิบหาย จะเหยียบแล้วนะ เกาะดีๆ” รพีเร่งความเร็วขึ้น
“เกาะดีแล้ว แกไม่ต้องเร็วขนาดนั้นก็ได้ ฉันยังอยากเห็นหน้าหลานอยู่” ปภาวรินทร์สะกิดบอกชายหนุ่ม กลัวตายก่อนที่จะได้เห็นหน้าหลาน
“ฉันกลัวมันคลอดบนรถ!” รพีตะโกนกลับมา
“โอ้ย! เจ็บ!”
“ฉันก็กลัว แล้วก็กลัวตายด้วย เบาๆ ขับเบาๆ แกอย่าลืมว่าฉันยังไม่มีผัว!” ปภาวรินทร์ตะโกนเสียงลั่นเมื่อรพีดริปรถเอี๊ยดอ๊าดเลี้ยวเข้ามายังโรงพยาบาล ปภาวรินทร์กับเปรมนีย์เผลอถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งอก
“ไม่ต้องห่วง ฝีมือระดับนี้แล้วไม่ทำให้แกตายก่อนมีผัวหรอก” มันยังมีหน้าหันมายิ้มแล้วยักคิ้วให้อีก ปภาวรินทร์ส่ายหน้าระอา เวรเปลเข็นรถพยาบาลเข้ามารับตัวเปรมนีย์เข้าห้องคลอด ปภาวรินทร์และรพีเดินง่วนอยู่หน้าห้องคลอดด้วยความตื่นเต้น
“แกว่าเราตื่นเต้นมากกว่ายัยเปรมหรือเปล่าวะ” ปภาวรินทร์ถามเพื่อนหลังเริ่มรู้สึกตัวว่าเดินจนเหนื่อย
“ไม่รู้สิ แต่ฉันเดินไปเดินมากับแกจนเมื่อยแล้วเนี่ย นั่งพักก่อนดีกว่า” รพีบอก ปภาวรินทร์พยักหน้าเห็นด้วย ทิ้งกายลงนั่งบนโซฟาหน้าห้องคลอดอย่างเหนื่อยๆ
“ญาติไปรอที่ห้องพักผู้ป่วยก่อนก็ได้นะคะ น่าจะนานอีกหลายชั่วโมงน่ะค่ะ” พยาบาลเดินออกมาบอก
“ยังไม่คลอดอีกเหรอคะ ทำไมนานล่ะคะ”
“ปากมดลูกเปิด 7 เซ็นติเมตรเองค่ะ ต้องรอให้เปิด 10 เซนติเมตรก่อนถึงจะคลอดได้” พยาบาลบอก รพีกับปภาวรินทร์หันไปมองหน้ากัน
“ได้ครับ ถ้าคลอดแล้วรบกวนแจ้งด้วยนะครับ” รพีพูดกับพยาบาล พยาบาลสาวพยักหน้ารับแล้วเดินเข้าไปในห้องคลอด
“ฉันอยากอยู่ที่นี่ ยังไม่อยากไปไหน เป็นห่วงยัยเปรม”
“ฉันรู้ว่าแกเป็นห่วงน้อง แต่แกอยู่ตรงนี้แกก็ช่วยอะไรมันไม่ได้ แกจะไปช่วยมันเบ่งลูกก็ทำไม่ได้ใช่ไหมล่ะ” รพีเตือนเพื่อนสาว
“ที่แกพูดมันก็ถูก เฮ้อ...”
“ขึ้นไปนอนพักกันก่อนดีกว่า พอยัยเปรมคลอดแล้วแกจะได้มีแรงช่วยเลี้ยงหลานไง” รพีจับมือเพื่อนสาวเดินไปที่ลิฟต์ แม้จะยึกยักในช่วงแรกแต่พอพิจารณาเหตุผลที่รพีพูดเธอก็เห็นด้วย ยอมขึ้นไปบนห้องพักผู้ป่วยเพื่อพักผ่อน เพราะตอนนี้ก็ปาเข้าไปตี 3 แล้ว ปภาวรินทร์นอนอยู่บนโซฟา ส่วนรพีนอนอยู่บนพื้น เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมาตอน 6 โมงเช้าจึงรีบไปอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟัน สะกิดปลุกเพื่อนอีกคนเพื่อลงไปดูน้องสาวที่ห้องคลอด
เด็กหญิงตัวน้อยถูกเข็นออกมาจากห้องคลอด ปภาวรินทร์มองเด็กหญิงหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูน้ำตาซึม เธอกับรพีมารอหน้าห้องคลอดได้ไม่ถึง 10 นาทีพยาบาลก็แจ้งว่าเปรมนีย์คลอดแล้ว เด็กน้อยมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงดี ตอนนี้ต้องเอาไปเข้าตู้อบสักพักก่อนแล้วค่อยเอามาให้แม่ให้นม
“น่ารักดี ตั้งชื่อหรือยัง” รพีถามเพื่อน
“ตั้งแล้ว”
“ชื่ออะไร”
“ชื่อเปรมสิณี ชื่อเล่นมะปราง” ปภาวรินทร์ตอบ
“ชื่อน่ารักดี แม่ชื่อเปรมนีย์ ลูกชื่อเปรมสิณี ใครเป็นคนตั้งอะ”
“ฉันตั้งเอง” ปภาวรินทร์หันมาบอกอย่างภาคภูมิใจ
“แกนี่เสร่อจริงๆ แทนที่จะให้แม่เค้าตั้งจะได้เป็นสิริมงคล”
“ฉันตั้งนี่ก็สิริมงคลเหมือนกันล่ะน่า”
“เออ เอาเถอะ ว่าแต่... พ่อเด็กล่ะ จะลงชื่อพ่อเด็กเป็นไอ้วศินหรือเปล่า” รพีถาม สีหน้าเคร่งลงนิดนึง ปภาวรินทร์ส่ายหน้า
“ไม่ล่ะ น้องสาวฉันตัดขาดกับมันไปแล้ว อีกอย่าง... ฝ่ายนั้นก็ไม่ติดต่อมาด้วย”
“งั้นมะปรางก็นะเป็นเด็กไม่มีพ่อในทางกฎหมาย” รพีเอ่ยเสียงแผ่ว รู้สึกโหวงๆ ในใจชอบกล แม้แต่ชื่อพ่อยังไม่มีเลย
“อืม...”
“เอางี้ไหม ลงชื่อฉันเป็นชื่อพ่อของเด็กไป” รพีพูดหน้าตาจริงจังเป็นงานเป็นการอย่างที่ปภาวรินทร์ไม่ค่อยได้เห็นเท่าไหร่นัก
“หืม...?”
“ฉันสงสารเด็ก ให้เด็กได้มีพ่อเถอะ ฉันจะรับเด็กคนนี้เป็นลูกบุญธรรมเอง” รพีบอกเจตนารมย์ของตัวเอง
“รพี...” ปภาวรินทร์อึ้งในความเสียสละของเพื่อนชายตรงหน้า มันรู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก
“ตกลงตามนี้นะ ทางนิตินัยเด็กคนนี้จะเป็นลูกแท้ๆ ของฉัน แต่ในทางพฤตินัยจะเป็นลูกบุญธรรม ฉันจะช่วยพวกแกเลี้ยงเด็กคนนี้เอง”
“แกไม่กลัวเมียแกว่าเหรอ ถามเมียแกหรือยัง”
“ไอ้ปราย! แกลืมไปแล้วเหรอว่าฉันไม่มีเมีย เหมือนกับแกที่ไม่มีผัวเนี่ยแหละ โว๊ะ!” รพีสบถหยาบคายตามหลัง ปภาวรินทร์หัวเราะคิก
“ฉันหมายถึงเมียในอนาคตของแกต่างหาก”
“ช่างเมียมันสิ ถ้าฉันจะมีเมีย เมียก็ต้องยอมรับลูกบุญธรรม เข้ากับลูกบุญธรรมของฉันได้ด้วย ถ้าเข้าไม่ได้ก็จอบอ” เขาพูดอย่างสนุกสนาน หญิงสาวส่ายหน้าระอา
“แกนี่น้า... ทำเหมือนตัวเองหล่อตายชัก เอ๊ะ!” หญิงสาวอุทานเมื่อเห็นหลังไวๆ ของผู้ชายคนหนึ่งเข้า เขามีรูปร่างคุ้นหน้าคุ้นตาเหลือเกิน
“อะไรเหรอ”
“ฉันเห็นผู้ชายคนนึงเดินแว้บๆ มาทางนี้ ด้อมๆ มองๆ พิกล รู้สึกคุ้นๆ”
“คุ้น...?”
“ใช่ คุ้น... เหมือนไอ้วศิน”
“แกตาฝาดไปหรือเปล่า อย่างไอ้วศินเนี่ยนะมันจะมาทำอะไรหน้าห้องคลอดตอนเช้าๆ แบบนี้ แกบอกเองไม่ใช่เหรอว่าน้องสาวแกตัดขาดกับมันไปแล้ว มันจะไปรู้ได้ยังไงว่าน้องสาวแกคลอดลูกวันนี้” รพีตั้งข้อสังเกต
“ก็จริงอย่างที่แกว่า... มันจะไปรู้ได้ยังไง ช่างเถอะ... เราไปรอยัยเปรมที่ห้องดีกว่า”
“ฉันหิวว่ะ งั้นเดี๋ยวฉันลงไปซื้ออะไรมากินก่อนแล้วกันนะ แกจะเอาอะไรเดี๋ยวฉันซื้อขึ้นมาให้”
“เออ ฉันก็หิวเหมือนกัน เราลงไปหาอะไรกินพร้อมกันเลยดีกว่า อีกอย่าง... จะได้ซื้อผลไม้ ของกินอร่อยๆ ให้ยัยเปรมด้วย คลอดลูกแบบนี้ร่างกายคงอ่อนเพลีย”
“อืม ใช่ ต้องบำรุงเยอะๆ แล้วยัยเปรมต้องงดอาหารกลุ่มเสี่ยงไหมเนี่ย จะต้องให้ลูกกินนม แบบห้ามกินโน่นกินนี่” รพีถาม เพราะเรื่องนี้ยังเป็นปัญหาโลกแตกสำหรับคนไทย ผู้หญิงที่ให้นมบุตรต้องห้ามกินของแสลง บางทีเขาเห็นห้ามกินเกือบทุกอย่างจนแทบไม่เหลือเมนูอะไรให้กินก็นึกสงสารมนุษย์แม่เหลือเกิน เลี้ยงลูกให้นมลูกก็เหนื่อยพอดูแล้วยังต้องมาอดกินของอร่อยอีก
“โบราณ! หมอเขาไม่ได้ห้ามสักหน่อยจะงดทำไม”
“เอ้า! หมอไม่ได้หรอกเหรอ”
“ใช่ ไม่ได้ห้ามสักกะอย่าง อยากกินอะไรให้กินเลย เพราะว่าคนเป็นแม่จะต้องให้นมลูก ร่างกายมันจะขาดสารอาหารเอาแล้วทำให้หิวโหยด้วย” ปภาวรินทร์บอกตามความรู้ที่ตัวเองได้อ่านและศึกษามาเป็นอย่างดี เธออ่านเยอะยิ่งกว่าเปรมนีย์อีก
“แต่โบราณเขาว่า...”
“เชื่อโบราณก็บานบุรีสิจ๊ะ นี่มันสมัยไหนแล้ว ความเชื่อเก่าๆ บางทีมันก็ไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ เราควรเขื่อหมอแผนปัจจุบันมากกว่านะ”
“แกนี่มันสุดยอดจริงๆ ยัยปราย หาข้อมูลซะละเอียดยิบเลย”
“แน่นอน ฉันมันสุดยอดทุกเรื่องอยู่แล้ว”
