ตอนที่ 6 โมโห
วศินทิ้งกายลงนั่งบนโซฟาเต็มแรงหลังถูกบิดาตบหน้าเรียกสติไปสามครั้ง เขาเอามือกุมขมับด้วยความเครียดแบบสุดๆ ไม่รู้จะทำยังไงกับเรื่องที่เกิดขึ้นดี ด้านมารดาก็เอาแต่นั่งเครียดที่ต้องสูญเงินไป 3 แสนฟรีๆ โดยที่เด็กนั่นไม่ยอมไปทำแท้ง
“แกจะเอายังไง” วิบูลย์ถามลูกชายเสียงเครียด
“ผมไม่รู้” เขายอมรับ
“โอ๊ย! จะเอาอะไรกันอีกล่ะ มันได้เงินไปตั้ง 3 แสนแล้วก็ช่างหัวมันเถอะ ไปให้พ้นๆ ยิ่งดี นี่ก็ไม่รู้ว่าเด็กในท้องเป็นลูกวศินจริงๆ หรือเปล่า” มารดาเขาพูดเสียงดังลั่น
“คุณเป็นผู้หญิงนะ แทนที่จะเข้าใจความรู้สึกผู้หญิงด้วยกันทำไมถึงพูดแบบนี้ นี่ไม่ใช่รายแรกที่ลูกเราไปทำเขาท้อง แต่เป็นรายแรกที่ดึงดันจะไม่ยอมทำแท้ง พ่อว่าลูกควรจะรับผิดชอบเค้า” วิบูลย์สั่งสอนลูกชาย แค่นี้เขาก็กระดากอายรู้สึกผิดเต็มทีแล้วที่เลี้ยงลูกไม่ดี ยิ่งถูกเด็กรุ่นลูกรุ่นหลานมายื่นด่ากราดถึงโครตเง้ายิ่งทำให้รู้สึกย่ำแย่ แม้แต่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ยังเรียนไม่จบยังคิดได้ แล้วทำไมลูกชายที่ใกล้จะเรียนจบใกล้จะทำงานแล้วถึงคิดไม่ได้ เขาได้แต่นึกสงสัยในใจ
“แต่...”
“หรือว่าแกไม่มั่นใจว่าเด็กในท้องเป็นลูกของแกจริงๆ” บิดาถาม วศินหน้าเครียดเมื่อเจอคำถามจี้ใจดำ เขาไม่อยากโกหกใครทั้งสิ้น
“เด็กในท้องเป็นลูกของผมครับ”
“ร้อยเปอร์เซ็นต์ใช่ไหม” วิบูลย์ถามอีก คนเป็นแม่ขยับกายเข้ามาฟังให้ชัดๆ
“ครับ แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ เปรมเป็นเด็กดีไม่ใช่ผู้หญิงอย่างนั้น”
“แล้วแกรักเขาไหม” บิดาถามสีหน้าจริงจัง วศินพยักหน้ารับน้อยๆ
“รัก... แต่... ผมไม่อยากรับผิดชอบเด็ก ผมไม่พร้อม” วศินยืนยันคำเดิม
“แกไม่พร้อมแล้วคิดว่าฝ่ายโน้นเขาพร้อมเหรอ”
“จะพร้อมหรือไม่พร้อมก็ช่างมันเถอะค่ะ ในเมื่อพวกมันเลือกทางนั้นแล้ว ลูกเองก็อย่าไปคิดมากเลย เลิกๆ กับมันไปเถอะแค่ผู้หญิงคนเดียว” มารดาเข้ามาลูบหลังวศินอย่างให้ท้าย เพราะหล่อนไม่ต้องการลูกสะใภ้ที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างนั้น พ่อแม่ก็ไม่มี แถมยังจนอีกต่างหาก คบกันไปมีแต่ทำให้ลูกชายต้องตกต่ำ
“ครับแม่” วศินเชื่อแม่ วิบูลย์ถึงกับถอนหายใจ ลูกชายตัวดีเดินขึ้นไปชั้นสองแล้ว วิบูลย์หันไปมองภรรยาตาเขม็ง
“เพราะคุณเอาแต่ให้ท้ายลูก ลูกถึงได้เป็นคนที่ไม่มีความรับผิดชอบอย่างนี้!” วิบูลย์ชี้หน้าภรรยาอย่างเหลืออด
“นี่เราก็รับผิดชอบไปแล้วไง ให้มันไปตั้ง 3 แสนแล้วยังจะต้องรับผิดชอบอะไรอีก!” ฟ้ารุ่ง... ภรรยาของเขาเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้
“ผมไม่ได้หมายความว่าให้จ่ายเงินแล้วจบๆ กันไป นั่นหลานเราทั้งคนนะ จะไม่เหลียวแลเลยหรือไง จะเกิดจะเติบโตยังไง บ้านนั้นจะเลี้ยงไหวไหมก็ยังไม่รู้”
“ฉันไม่อยากยุ่งกับคนพวกนั้น ฉันคิดว่าคนพวกนั้นมันเป็นปลิง จริงๆ มันคงจะตั้งใจปล่อยท้องเพื่อหวังเกาะลูกชายเรา คุณก็รู้ว่าพวกนั้นน่ะจนแค่ไหน” ฟ้ารุ่งยกมือขึ้นกอดอกเชิดหน้าอย่างถือดี วิบูลย์ส่ายหน้าระอา
“คุณมันเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่อง!” เขาด่าภรรยาก่อนจะหันหลังเดินออกไป
“แหม! ทำอย่างกับคุณเป็นพ่อที่ได้เรื่องนักล่ะ แล้วนี่จะไปไหน จะไปหาเมียน้อยที่ไหนอีกล่ะ อย่านึกนะว่าฉันไม่รู้น่ะ!” ฟ้ารุ่งตะโกนไล่หลัง แน่นอนว่าบทสนทนาของบิดามารดาอยู่ในหูของวศินทั้งหมด เขายกมือขึ้นกุมหัวก่อนจะคว้าเหล้าขึ้นมาดื่มแก้เครียด
ปภาวรินทร์พาน้องสาวไปฝากท้องที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ตลอดทางที่มาโรงพยาบาลเปรมนีย์เอาแต่ร้องไห้ผิดหวังกับอดีตคนรักที่ไร้ความรับผิดชอบ พอตั้งสติได้เปรมนีย์จึงฮึดสู้อีกครั้งโดยมีปภาวรินทร์ผู้เป็นพี่สาวยืนอยู่เคียงข้าง
เปรมนีย์ถูกเจาะเลือดไปตรวจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นธารัสซีเมีย HIV ไวรัสตับอักเสบ เบาหวาน กามโรค ซิฟิลิซ เมื่อผลเลือดออกมาพบว่าทุกอย่างปกติดีเธอก็เบาใจ เปรมนีย์ได้รับโฟลิก ธาตุเหล็ก แคลเซียมมากินทุกวันเพื่อให้เด็กในครรภ์แข็งแรงอีกด้วย
“ฉันน่ะโมโหบ้านนั้นมากเลยนะ มันน่ะพูดจาให้ร้ายน้องสาวฉัน หาว่าน้องสาวฉันไปท้องกับคนอื่น” ปภาวรินทร์คุยโทรศัพท์กับรพี เธอพูดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดเดินฉับๆ ไม่สนใจใคร
“เพราะมีแม่เป็นแบบนั้นไงลูกถึงได้ออกมาเป็นแบบนี้ ให้ท้ายไม่ลืมหูลืมตา นี่คงคิดว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเป็นเทวดาลงมาจุติล่ะมั้งถึงได้ทำผิดก็มองว่าถูก” เธอยังคงต่อว่าอย่างไม่ลืมหูลืมตาจนเปรมนีย์ต้องสะกิดหลายรอบเพราะตอนนี้คนรอบข้างเริ่มหันมามองพวกเธอเป็นตาเดียวกันแล้ว
“เออ แค่นี้ก่อนแล้วกันนะ เดี๋ยวฉันไปจ่ายเงินให้เปรมก่อน” ปภาวรินทร์กดวางสายแล้วไปเคลียร์ค่าหมอให้ แม้ว่าเปรมนีย์จะเอาเงินที่วศินให้มาไปจ่าย แต่พี่สาวก็บอกว่าให้เก็ยเงินก้อนนั้นไว้ก่อนเผื่อฉุกเฉินทำให้เธอปฏิเสธไม่ได้ เปรมนีย์มองแผ่นหลังพี่สาวด้วยความสงสาร
พี่สาวเธอต้องเลี้ยงดูเธอตั้งแต่เด็ก ทำงานพิเศษเพื่อเอาเงินมาส่งเสียให้เธอเรียน ตอนนี้เธอเรียนมหาวิทยาลัย แทนที่จะช่วยแบ่งเบาภาระพี่สาวโดยการทำงานพิเศษ กลับเพิ่มภาระให้อีก เด็กคนนึงค่าใช้จ่ายเยอะมาก ไหนจะค่าคลอด ค่ากินค่าอยู่ค่าเทอมในอนาคตอีก ยิ่งคิดก็ยิ่งกลุ้ม หากไม่มีเด็กในท้องพี่สาวเธอคงไม่ต้องมาลำบากแบบนี้
ระหว่างที่คิดอยู่นั้น เปรมนีย์เอามือกุมท้องตัวเองแน่น ความรู้สึกสับสนเริ่มบังเกิดขึ้นในจิตใจแล้ว แต่พอปภาวรินทร์หันมาด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม ทำให้เธอต้องฝืนยิ้มออกไป
“เสร็จเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้เปรมต้องกินยาที่หมอให้มาทุกวันอย่างให้ขาดนะ เด็กจะได้สมบูรณ์แข็งแรง แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว ไม่รู้ว่าเจ้าหนูในท้องนี่เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย” ปภาวรินทร์พูดอย่างเพ้อฝัน ตื่นเต้นยิ่งกว่าคนเป็นแม่แท้ๆ เสียอีก
“พี่ปรายอยากได้ผู้หรือผู้ชายล่ะคะ” เธอถาม
“พี่ได้หมด ชายก็ได้หญิงก็ได้ไม่มีปัญหา ขอให้ออกมาแข็งแรงเถอะน่า...”
“พี่ปรายดูไม่เครียดเรื่องเด็กเลยนะคะ” เปรมนีย์ถามเสียงแผ่ว
“จะเครียดทำไมในเมื่อเขาอยากจะเกิด อีกอย่างพี่เองก็อยากมีลูก ยังไงช่วงอุ้มท้องนี่เปรมก็พยายามดูแลตัวเองและอดทนหน่อยนะ พอคลอดออกมาพี่ขอเด็กคนนี้เป็นลูกพี่แล้วกันนะ” เธอขอลูกหน้าตาเฉย เปรมนัย?หลุดขำกิ๊ก
“ได้ยังไงล่ะคะ เด็กคนนี้เป็นลูกเปรมนะ เปรมต้องเป็นแม่สิ พี่ปรายจะมาแย่งเปรมเป็นแม่ไม่ได้” เธอพูดจริงจัง เพราะคิดว่าในอนาคตพี่สาวเธออาจะได้เจอผู้ชายดีๆ ที่พร้อมจะสร้างครอบครัวด้วย เธอไม่อยากให้ลูกเธอต้องเป็นภาระปภาวรินทร์ไปมากกว่านี้
“ขี้งกอะ!”
“ถ้าอยากมีลูกพี่ปรายก็หาแฟนสักคนสิคะ จะได้มาเป็นพ่อของลูก” เปรมนีย์กระเซ้าเสียงหวาน
“นี่ก็อีกคน จะให้พี่หาแฟนให้ได้เลย แฟนไม่ได้หากันง่ายๆ สักหน่อย” ปภาวรินทร์บ่น
“โธ่... พี่ปรายก็เพลาๆ เรื่องงานบ้างสิคะ มัวแต่ทำงานงกๆๆ จะเอาเวลาที่ไหนไปมีแฟน” เปรมนีย์แหย่อีก ปภาวรินทร์ส่ายหัว เรื่องมีแฟนน่ะไม่ใช่ประเด็นสำคัญหรือ แต่ประเด็นสำคัญคือถ้ามีแฟนแล้วแฟนนิสัยเหี้ยอย่างวศินนี่เธอก็ไม่ไหวนะ สู้อยู่คนเดียวซะยังดีกว่า ปภาวรินทร์ได้แต่คิดเงียบๆ ในใจคนเดียวไม่พูดออกมาให้เปรมนีย์เสียใจ เธอเดินจับมือน้องสาวไปที่รถเพื่อจะไปห้างสรรพสินค้าต่อ
