บทที่ 1.5
“ฝ่าบาท...” เขาเตือน “กระหม่อมเคยเตือนแล้วว่าไม่ควรเอ่ยถึงเรื่องในอดีต”
“อ้อ”
หลี่เหวินหรงมองอนุชาที่มีฐานะเหนือคนนับหมื่น แม้อายุน้อยกว่าเขาถึงสี่ปี แต่ใบหน้ากลับมีริ้วรอยของความเคร่งเครียด ใจของเขาอ่อนยวบ “ฝ่าบาท ตำหนักฝู่เซินยังว่างอยู่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“ว่าง!!!” ดูดวงตาเป็นประกายนั่นสิ
ชายหนุ่มหัวเราะ “ชัดเจนเกินไปกระมัง”
ฮ่องเต้แคว้นต้าฉีเหตุใดจึงดูเหมือนเด็กถูกทอดทิ้งเช่นนี้ “กระหม่อมคิดจะรั้งอยู่ดูการสอบก้งซื่อสักหน่อย จะทรงประกาศก็ได้ว่ากระหม่อมกลับเมืองหลวงมาแล้ว บางทีเรื่องวุ่นวายนี้อาจสงบลงชั่วคราว”
“ตกลงตามนี้!!!”
มองส่งเชษฐาไปยังตำหนักฝู่เซิน รอยยิ้มของหลี่หยวนหลงหายวับไปทันที เขามองแผ่นหลังของอีกฝ่ายด้วยดวงตาแดงก่ำ เชษฐาที่เคยองอาจแข็งแกร่งของเขา คนที่เคยเป็นทุกอย่างของเขา ปกป้อง คุ้มครอง ดูแล คอยตามใจ บัดนี้กลับกลายเป็นชายหนุ่มที่ผอมบางราวกับบัณฑิตที่ไม่มีแรงแม้แต่จะฆ่าไก่
สาเหตุน่ะหรือ...ล้วนเป็นเพราะเขาทั้งสิ้น
“หากวันนั้นข้าไม่ยอมทำตามที่เขาร้องขอ หากข้ายอมให้ไทเฮา...”
“ฝ่าบาท!!” ขันทีคุกเข่าลงทันที
หลี่หยวนหลงยิ้มขื่น “ข้าเพียงบอกว่า ‘หากวันนั้น’ อย่างไรเสียก็ย้อนกลับไปไม่ได้แล้ว ที่ข้าทำได้คือทำตามที่เขาขอให้ข้าทำจนถึงที่สุด ภาระที่เขาไม่ต้องการแบกรับนี้ข้าจะทำเอง”
กล่าวจบก็หันกลับไปยังหนังสือราชการที่วางกองกันอยู่ ใบหน้าของเขากลับมาเคร่งขรึมจริงจัง ราวกับเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตาที่ไม่เคยเกิดขึ้น
ในเมืองหลวงเต็มไปด้วยเหล่าบัณฑิตเพราะการสอบ ความครึกครื้นทำให้เซี่ยอันเหยาอดไม่ได้ที่จะขอออกมาข้างนอกพร้อมมารดา ด้วยอีกฝ่ายต้องมาส่งน้องชายต่างมารดาของนางเข้าสอบ
เซี่ยซีเหวิน...เป็นคุณชายน้องตระกูลเซี่ย แม้เป็นบุตรชายที่เกิดจากอนุแต่ก็ถูกเลี้ยงดูอบรมมาจากฮูหยินใหญ่โดยแท้ นิสัยใจคอเงียบขรึมเป็นผู้ใหญ่ เรียกได้ว่าเป็นคนรู้ความคนหนึ่ง มารดาของอีกฝ่ายก็เป็นคนเจียมเนื้อเจียมตัว ในจวนนับว่าทั้งสองได้รับการดูแลและให้เกียรติจากบ่าวไพร่ทุกคน
“ได้ยินมาว่าไม่อาจพกของมีค่าเขาไปด้วย นี่ข้าให้เจ้า” หญิงสาวส่งชุดเครื่องเขียนชั้นดีให้เขา วันก่อนนางไปเลือกแต่ไม่ค่อยรู้เรื่องนี้ดังนั้นจึงให้คนที่ร้านเลือกให้
“ไม่เป็นไรไม่ต้องเครียด เจ้าตั้งใจอ่านหนังสือถึงเพียงนี้อย่างไรก็ต้องสอบผ่าน ทำใจให้สบายทุกอย่างจะดีเอง”
“ขอบคุณขอรับพี่รอง”
มารดาของนางยื่นเครื่องรางให้เขา “ที่สำคัญคือสุขภาพมาก่อน อย่าได้หักโหมจนเกินไป เจ้าอายุยังน้อยไม่ผ่านครั้งนี้ครั้งหน้าต้องผ่านแน่นอน เจ้าเป็นอนาคตของตระกูลเซี่ย ทำให้ดีที่สุดก็พอผลออกมาเป็นอย่างไรแม่กับอี๋เหนียงพร้อมสนับสนุนเจ้า”
“ขอบคุณขอรับท่านแม่ ข้าจะทำให้ดีที่สุด ไม่ทำให้ท่านกับอี๋เหนียงผิดหวัง”
หญิงสาวมองไปรอบๆ บัณฑิตมากมายกำลังเดินผ่านเข้าประตูไปสู่สนามสอบของทางการ ทุกคนฐานะแตกต่าง สวมชุดที่สามารถแยกออกในทันทีว่ามาจากตระกูลมั่งคั่งหรือยากจน ความเหลื่อมล้ำที่ทำให้นางสะท้อนใจ
รถม้าหรูหราพาคุณชายตระกูลสูงศักดิ์มาส่ง ร่ำลาด้วยท่าทางห่วงใย กังวล กระทั่งคาดหวัง ส่วนคนที่มีฐานะไม่ดีนักเพียงเดินเท้ามา ไม่มีแม้แต่คนมาส่งเข้าห้องสอบ บางคนถึงขั้นนอนเฝ้าอยู่ที่หน้าสนามสอบ ด้วยโรงเตี้ยมบางแห่งคนเยอะมากจนห้องไม่พอเข้าพัก บางคนถึงขั้นไปขอนอนที่อาราม
การสอบครั้งนี้กินเวลานานกว่าสามวัน ทว่าผู้มาจากต่างเมืองก็ต้องเผื่อเวลาทั้งก่อนสอบเพื่ออ่านหนังสือ และหลังสอบเพื่อฟังประกาศผล เงินค่าใช้จ่ายสำหรับบัณฑิตผู้มีฐานะย่อมไม่นับเป็นอะไรได้ ทว่ากับคนที่ยากจน ประหยัดจนไม่รู้จะประหยัดอย่างไรก็ยังไม่เพียงพอแม้แต่ค่าอาหาร
“เหยาเหยามัวทำอะไรอยู่ ต้องกลับกันแล้ว”
“เจ้าค่ะท่านแม่” นางรีบเดินตามมารดากลับไปขึ้นรถม้า ระหว่างนั้นยังเผลอสบตากับสตรีสองนาง ดูเหมือนพวกนางก็มาส่งใครบางคนเข้าสอบเช่นกัน นางกำลังจะยิ้มให้ กลับเห็นว่าอีกฝ่ายแค่นหัวเราะด้วยท่าทีดูแคลน!!