บทที่ 1.4
“ท่านอ๋องทรงปราดเปรื่องยิ่ง ข้าน้อยให้คนลอบสืบเรื่องนี้จนพบว่าแท้ที่จริงคุณหนูรองตระกูลเซี่ยโดนวางยาพิษพ่ะย่ะค่ะ มากไปกว่านั้นพิษดังกล่าวอาจทำให้นางไม่อาจตั้งครรภ์ได้ จวนตระกูลเซี่ยมีการเชิญหมอทั้งในและนอกเมืองหลวง ทุกคนล้วนได้รับเงินค่าจ้างมากมายหลังกลับออกมา ทว่าแม้จะมีหมอเข้าๆ ออกๆ ตลอดสามเดือนมานี้ ทุกคนล้วนได้รับเงินก้อนโตเหมือนกันหมดก็จริง แต่จวนตระกูลเซี่ยก็ยังออกตามหาหมอมาไม่หยุด เห็นชัดว่าอาการป่วยของคุณหนูรองตระกูลเซี่ยยังไม่หายดี ทางเรารู้เรื่องนี้ก็เพราะหนึ่งในท่านหมอที่เคยเข้าไปทำการรักษาเป็นญาติของพ่อครัวในจวนอ๋อง เรื่องนี้ถูกปิดเงียบทุกคนล้วนเข้าอกเข้าใจท่านราชครูจึงไม่ยอมเปิดปาก”
ท่านอ๋องที่ถูกอีกฝ่ายเรียกขานด้วยท่าทีเทิดทูน แท้ที่จริงก็คือ ชินหวาง บุรุษที่เป็นดังกระบี่แห่งแดนตะวันออก...ซีเจี้ยนหวางหลี่เหวินหรง เชษฐาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
อ๋องหนุ่มครุ่นคิดด้วยรอยยิ้มอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าว “ในยามที่ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งอาจารย์เป็นราชครู ตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีก็ถูกเปลี่ยนแปลง หลงเหลือเพียงเสนาบดีซ้ายขวา ตระกูลลั่วของเสนาบดีซ้าย อย่างไรก็อยากให้ทายาทของตัวเองได้เป็นชายารัชทายาท ติดตรงที่สตรีที่มีชะตาจื่อเว่ยเป็นคนของตระกูลเซี่ย พวกเขาคงคาดหวังว่าอาจารย์แม่จะช่วยพวกเขาให้กลับมามีอิทธิพลอีกครั้งกระมัง เกรงว่าการวางยาพิษครั้งนี้คนในราชสำนักคงสงสัยในตระกูลเหมิงของเสนาบดีขวา ไม่น้อย แต่ข้ากลับคิดว่า...อาจารย์น่าสงสัยที่สุด”
กล่าวจบเขาก็ยิ้มทว่าในรอยยิ้มนั้นกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “ข้า...ทำให้อาจารย์ผิดหวังมากเป็นแน่ เขาถึงกับ...”
ชายหนุ่มหยุดลงเพียงเท่านั้น เขารินชาจากนั้นยกขึ้นจิบมองออกไปนอกหน้าต่าง
“ไม่ได้กลับเมืองหลวงนานถึงห้าปี ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้เลยหรือ แม้แต่ท้องฟ้าก็ยังมองดูไม่คุ้นเคย” เขาพึมพำเสียงเบา
“การสอบก้งซื่อ ครั้งนี้เกรงว่าคงวุ่นวายน่าดูชม ข้าว่าจะรั้งอยู่ให้นานหน่อย ส่งข่าวบอกแม่ทัพสุยให้ดูแลแดนตะวันออกให้ดี”
“พ่ะย่ะค่ะ”
อ๋องหนุ่มเพิ่งลุกขึ้นก็มีคนเข้ามารายงาน “กราบทูลท่านอ๋อง ฝ่าบาททรงส่งขันทีมาเชิญพระองค์เข้าวังหลวงพ่ะย่ะค่ะ”
เขาถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง “ข่าวของฝ่าบาทนับว่าเร็วใช้ได้ เขาก้มลงมองตัวเองคราหนึ่ง จัดชุดเบาๆ จากนั้นก้าวเดิน”
“ไม่ทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์?”
“เปลี่ยนแล้วอย่างไร ไม่เปลี่ยนแล้วอย่างไร ฐานะชินหวางของข้าจะอย่างไรก็เป็นเพียงหน้ากากที่ไร้ราคา ไม่ต่างกันนักหรอก”
กล่าวจบเขาก็ก้าวเดินออกไปยังรถม้าที่รออยู่ประตูด้านหลัง แน่นอนกิจการหอสุรานี้เป็นสถานที่ที่เป็นความลับของจวนอ๋อง การที่มีรถม้าจากวังหลวงมับคนของที่นี่ย่อมต้องกระทำอย่างระมัดระวัง
“ท่านอ๋อง”
“ไม่ต้องมากพิธี ไปกันเถิด” ชายหนุ่มตัดบทจากนั้นก้าวขึ้นรถม้าโดยที่ขันทียังไม่ทันได้ถวายพระพร ทุกคนเลิ่กลั่กตั้งตัวไม่ทัน ดังนั้นครู่ใหญ่จึงออกเดินทางกลับวังหลวง
หลี่หยวนหลง...มองผู้เป็นพี่ชายด้วยสายตาตัดพ้อ “เสด็จพี่...”
หลี่เหวินหรงยกมือข้างหนึ่งขึ้นห้าม “กระหม่อมมีฐานะเป็นชินหวาง” กล่าวจบก็เดินไปรินชาแล้วนั่งลง
หลี่หยวนหลงหน้าบึ้ง “ชินหวางที่ใดกันบังอาจถึงเพียงนี้ นั่งก่อนฮ่องเต้แถมดื่มชาโดยไม่ขออนุญาต”
หลี่เหวินหรงหัวเราะจากนั้นมองอีกฝ่ายขึ้นๆ ลงๆ “ทรงเกษมสำราญดีกระมัง ช่วงนี้ราชสำนักคงมีเรื่องปวดหัวไม่น้อย”
หลี่หยวนหลงรีบนั่งลงด้วยสีหน้าตื่นเต้น “ท่านได้ยินอะไรมาบ้าง ข้างนอกนั่นพูดว่าอย่างไร”
“ฝ่าบาท...สำรวมหน่อย”
อีกฝ่ายกระแอม “ท่านรู้หรือไม่ว่าช่วงนี้ข้าปวดศีรษะยิ่ง อาจารย์ไม่เพียงไม่ยอมส่งบุตรสาวเข้าวังยังวางยานางด้วย ตอนนี้ข่าวลือข้างนอกนั่นไม่รู้ว่าพูดกันไปถึงที่ใดแล้ว!”
“เป็นฝีมืออาจารย์จริงๆ เสียด้วย” เขาถอนหายใจออกมา “ตระกูลลั่วคงมิใช่โกรธจนกระอักเลือดเลยกระมัง”
“ก็จริง ปีนั้นเพราะพวกเขาสมคบกับเสด็จแม่ ทำให้ทรง...”