2
มือเล็กซูบผอมของซูซินยื่นออกไปคว้าข้อมือของหวังมามาเอาไว้ได้อย่างแม่นยำ
นางไม่ได้ใช้พละกำลังเข้าปะทะ แต่ใช้องค์ความรู้ทางกายวิภาคศาสตร์ กดนิ้วลงบนแนวเส้นประสาทมีเดียนบริเวณข้อมืออย่างฉับพลันและตรงจุด
“อ๊ากกก!” หวังมามากรีดร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด แขนทั้งข้างพลันชาไร้เรี่ยวแรง หัวเข่าอ่อนยวบจนทรุดลงไปกองกับพื้น
“มือข้า มือของข้า ฮูหยินช่วยบ่าวด้วยเจ้าค่ะ แขนของบ่าวจะหักแล้ว”
“เจ้าทำอะไรหวังมามา” ฮูหยินหลิวตกใจจนหน้าผากมีเหงื่อเย็นซึมออกมา
“ข้าเพียงช่วยกระตุ้นเส้นประสาท เพื่อให้มามาตื่นจากความฝันเท่านั้นเจ้าค่ะ” ซูซินตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน ก่อนคลายมือออก
หวังมามาล้มพับลงกับพื้นทันที นางใช้มืออีกข้างกุมข้อมือไว้แน่น ร่างกายสั่นสะท้านทั้งจากความเจ็บปวดและความหวาดกลัว
ซูซินปัดฝุ่นออกจากฝ่ามือเบาๆ แล้วเงยหน้าสบตาฮูหยินหลิวโดยตรง
“ฮูหยินใหญ่อุตส่าห์เดินทางมาถึงวัดร้างวันนี้ คงไม่ได้มาเพียงเพื่อดูว่าข้าตายแล้วหรือยังหรอกกระมังเจ้าคะ” นางยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“ท่านมีจุดประสงค์ใดก็พูดมาตรงๆ เถิดเจ้าค่ะ อย่าเสียเวลาแสดงละครฉากใหญ่เลย เพราะข้าดูออกหมดแล้ว” ฮูหยินหลิวกัดกรามแน่น ความพรั่นพรึงสายหนึ่งค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจ
นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดเด็กสาวที่เคยอ่อนแอ เชื่องช้า และหลอกใช้งานได้ง่ายอย่างเกาซูซิน จึงเปลี่ยนไปเป็นคนเย็นชาและน่าหวาดหวั่นถึงเพียงนี้ได้ภายในคืนเดียว
“ดี ในเมื่อเจ้าอยากพูดกันตรงๆ ข้าก็จะไม่อ้อมค้อมอีก” ฮูหยินหลิวสูดลมหายใจลึก พยายามข่มความหวาดกลัวเอาไว้
“ราชสำนักมีพระราชโองการลงมา ตระกูลเกาของเราต้องส่งบุตรสาวหนึ่งคนไปแต่งงานกับเสนาบดีฝ่ายซ้าย ซึ่งเพิ่งสูญเสียภรรยาไป” ซูซินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“เสนาบดีฝ่ายซ้าย บุรุษวัยห้าสิบกว่าปีที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม และเคยทารุณบ่าวรับใช้จนเสียชีวิตไปหลายคนนั่นน่ะหรือเจ้าคะ”
“เจ้า” ฮูหยินหลิวชักสีหน้า แต่ไม่นานก็เชิดคางขึ้นอย่างถือดี
“เพยผิงมีสัญญาหมั้นหมายกับคุณชายใหญ่แห่งจวนโหวอยู่ก่อนแล้ว ในตระกูลเกามีเพียงเจ้าเท่านั้นที่เหมาะสม ท่านพ่อของเจ้าก็เห็นชอบกับเรื่องนี้แล้ว พรุ่งนี้จะมีรถม้าจากจวนมารับเจ้ากลับไปเตรียมตัวแต่งงาน”
ซูซินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะนั้นปราศจากความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง
“ที่แท้ก็แค่มาหาตัวแทนไปตายแทนบุตรสาวสุดที่รักของท่านนี่เอง”
“เจ้าพูดให้ดี”
“ข้าพูดไม่ถูกหรือเจ้าคะ” ซูซินก้าวเข้าไปใกล้ฮูหยินหลิว จนระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงไม่กี่ชุ่น ก่อนโน้มตัวกระซิบข้างหูอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก
“ได้สิเจ้าคะ ข้าจะกลับตระกูลเกา” ฮูหยินหลิวชะงัก มองนางด้วยความไม่ไว้วางใจ
“เจ้ายอมหรือ”
“ยอมสิเจ้าคะ” ซูซินค่อยๆ ถอยออกมา ริมฝีปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ทว่านัยน์ตากลับทอประกายคมกริบประหนึ่งคมมีดผ่าศพ
“หากข้าไม่กลับไป ตระกูลเกาจะสนุกได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ” ซูซินยิ้มกว้างขึ้นอีกเล็กน้อย ก่อนเอ่ยทีละถ้อยคำอย่างชัดเจน
“เพียงแต่ฮูหยินใหญ่ควรจดจำคำของข้าเอาไว้ให้ดี ตั้งแต่วินาทีที่ข้าก้าวผ่านประตูตระกูลเกากลับเข้าไป ข้าจะเริ่มชำระบัญชีเลือดทุกหยดที่พวกท่านเคยทำไว้กับข้าและท่านแม่” นางหยุดเล็กน้อย พลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย
“ข้าจะคืนให้พวกท่านทั้งต้นทั้งดอก จนไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว” ฮูหยินหลิวรู้สึกเย็นวาบไปถึงไขสันหลัง นางผงะถอยหลังอย่างลืมตัว ความหวาดกลัวที่ไม่ทราบต้นตอแล่นขึ้นมาจับหัวใจ
“ไป! กลับจวนเดี๋ยวนี้” นางตวาดขึ้นอย่างลนลาน ก่อนหันไปสั่งหญิงรับใช้ที่ยังนั่งกองอยู่กับพื้น “หวังมามา ลุกขึ้น ยังจะนั่งอยู่ทำไม กลับเดี๋ยวนี้” หวังมามารีบลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล ใช้มือกุมข้อมือที่ยังคงชา ก่อนเดินตามนายหญิงออกไป
ฮูหยินหลิวและบ่าวรับใช้ทั้งหมดเร่งฝีเท้าจากวัดร้างไปอย่างรวดเร็ว ราวกับมีภูตผีคอยไล่หลัง
ไม่นาน เสี่ยวชุ่ยซึ่งหลบอยู่ด้านหลังประตูก็ค่อยๆ เดินออกมา ใบหน้าซีดเผือด ร่างกายยังคงสั่นเทา
“คุณหนูรอง เราจะกลับไปตระกูลเกาจริงๆ หรือเจ้าคะ คนในจวนนั้นล้วนแต่ใจร้าย พวกเขาไม่เคยมองคุณหนูเป็นคนในครอบครัวเลยนะเจ้าคะ”
ซูซินทอดสายตามองรถม้าที่กำลังเคลื่อนห่างออกไป จนกระทั่งหายลับจากสายตา ดวงตาของนางเปล่งประกายลึกล้ำยากคาดเดา
“กลับสิ”
“แต่คุณหนู”
“ที่นั่นมีทั้งเงิน อำนาจ และเบาะแสที่ข้าจำเป็นต้องใช้” ซูซินกล่าว พลางก้มมองข้อมืออันผอมบางของตนเอง
“อีกทั้งยังมีคนอีกมากที่ติดค้างหนี้ชีวิตร่างนี้อยู่” เสี่ยวชุ่ยมองนางอย่างงุนงง ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา
“แล้วคุณหนูคิดจะทำสิ่งใดต่อหรือเจ้าคะ” ซูซินเงยหน้ามองท้องฟ้าด้านนอกวัดร้าง รอยยิ้มเย็นค่อยๆ ปรากฏบนริมฝีปาก
“ข้าจะเอาทุกสิ่งที่เป็นของเกาซูซินกลับคืนมา” นางเว้นจังหวะ ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“และเมื่อยามค่ำคืนมาเยือน เมืองหลวงแห่งนี้ยังมีศพอีกมากมาย ซึ่งกำลังรอให้ข้าไปค้นหาความจริงและทวงคืนความยุติธรรมให้พวกเขาอยู่”
ทว่า... เสียงเอะอะโวยวายและเสียงฝีเท้าจำนวนมากกลับดังแว่วมาจากป่าด้านหลังวัดร้าง ทำลายความเงียบในยามราตรีจนสิ้น
"เร็วเข้า ค้นหาให้ทั่ว สภาพศพอยู่ตรงนี้ คนร้ายต้องยังหนีไปได้ไม่ไกลแน่"
"จงซาน นำกำลังปิดล้อมทางขึ้นเขาไว้ อย่าให้ผู้ใดเข้าออก" ซูซินเลิกคิ้วขึ้นเพียงเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยพลันเปล่งประกายวาบด้วยสัญชาตญาณของนักนิติเวชผู้ผ่านการชันสูตรศพมานับพันร่าง
เกิดคดีฆาตกรรม!
นางหันไปมองเสี่ยวชุ่ยที่กำลังนอนหลับสนิทอยู่ตรงมุมห้อง ก่อนค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง
ปลายนิ้วเรียวดึงชายเสื้อป่านสีเข้มออกเป็นแถบ ก่อนผูกปิดใบหน้าช่วงล่างไว้ เหลือเพียงดวงตาเรียวยาวคมกริบที่เย็นสงบ จากนั้นจึงเร้นกายออกทางหน้าต่างด้านหลังวัดอย่างคล่องแคล่วราวกับเงา
ไม่นานนัก บริเวณลำธารแห้งท้ายวัดก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า
แสงจากคบเพลิงหลายสิบดวงส่องสว่างไปทั่วพื้นที่ ทหารอารักขาในชุดเกราะดำของ ศาลอาญาหลวง กำลังล้อมบริเวณเกิดเหตุอย่างแน่นหนา ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้
กลางวงล้อม ร่างของชายหนุ่มในชุดเกราะนายกองนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นหญ้า เลือดสีแดงคล้ำไหลนองจนผืนดินเปลี่ยนเป็นสีดำ ข้างศพมีชายวัยกลางคนผู้เป็นหมอชันสูตรของศาลอาญาหลวงกำลังก้มๆ เงยๆ ตรวจร่างอย่างลวกๆ สีหน้ามั่นใจเสียเต็มประดา
"รายงานท่านผู้บัญชาการ"
ชายหนุ่มใบหน้าเคร่งขรึม นามว่าจงซาน ก้าวออกมาคารวะบุรุษร่างสูงใหญ่ผู้ยืนกอดอกอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เสื้อคลุมสีดำปักลายพยัคฆ์เงินพลิ้วไหวตามแรงลม ยิ่งขับให้บรรยากาศรอบกายของเขาดูน่าเกรงขาม
"ผู้ตายคือนายกองหวัง แห่งกองกำลังป้องกันเมือง สภาพศพมีบาดแผลฉกรรจ์ถูกฟันบริเวณทรวงอกด้านซ้าย หมอชันสูตรของศาลอาญาลงความเห็นว่าเสียชีวิตทันทีจากการถูกกระบี่ฟันทะลุหัวใจ"
จงซานหันไปมองชายตัดไม้ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวน คุกเข่าอยู่ไม่ไกล ก่อนกล่าวต่อ
"และสามารถจับกุมชายตัดไม้ผู้นี้ได้ในที่เกิดเหตุ พร้อมมีดโต้เปื้อนเลือดหนึ่งเล่มขอรับ"
