ตอนที่ 5 ชินกับชุดบุรุษ
นับจากวันนั้นอีกหนึ่งสัปดาห์ซูหย่าก็เริ่มรับจ้างคัดตำรา ผ่านไปหลายเดือน นางถึงได้รู้ว่าซูหย่าเขียนนิยายขายด้วย นางรู้สึกทึ่งในความสามารถของบุตรสาวเป็นอย่างมาก แต่เรื่องนี้คนอื่นย่อมไม่รู้ เพราะหากคนอื่นรู้ว่าบุตรสาวของนางแต่งนิยายขายได้เงิน แน่นอนว่าย่อมนำภัยมาสู่ครอบครัว อีกทั้งใครจะเชื่อว่าเด็กผู้หญิงอายุเพียงเก้าปีจะเขียนนิยายได้จริง ๆ
ซูเหย่าวางพู่กันแล้วลุกขึ้นไปสวมกอดมารดา “ข้ารู้ว่าร่างกายตนเองรับได้มากแค่ไหนเจ้าค่ะ ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วง” ร่างกายนางฝึกยุทธ์อย่างสม่ำเสมอ นางย่อมแข็งแรงกว่าสตรีทั่วไป
หลิวเหม่ยหลิงยื่นมือเกลี่ยปอยผมที่ปรกลงมาข้างแก้มให้กับบุตรสาวอย่างเบามือ พลางเอ่ย “ตอนนี้เราก็ไม่ลำบากเท่าเมื่อก่อนแล้ว เหตุใดเจ้าต้องหักโหมทำงานหนักถึงเพียงนี้” ถึงไม่เคยถามว่าบุตรสาวขายนิยายได้เงินเท่าไร แต่เมื่อขายนิยายได้หนึ่งเรื่องนางก็จะมอบเงินให้มารดาหนึ่งร้อยตำลึงเสมอ ซึ่งมันมากพอที่จะอยู่ได้หลายปีเลยทีเดียว
“ภายในปีนี้ข้าคิดว่าจะซื้อเรือนใหม่สักหลังเจ้าค่ะ ก็เลยต้องเร่งหาเงินสักหน่อย” ความจริงเงินที่ซูหย่ามีก็นับว่าเป็นคหบดีผู้หนึ่งในเมืองนี้ได้แล้ว แต่เรื่องนี้นางจะบอกใครไม่ได้เป็นอันขาด เพราะการรวยแบบเงียบ ๆ คือปณิธานของนาง เพราะนางคิดว่ายิ่งโดดเด่นมากเท่าใด ชีวิตย่อมไม่สงบมากเท่านั้น
หลิวเหม่ยหลิงคลี่ยิ้มอ่อนโยน มองหน้าบุตรสาวด้วยความภาคภูมิใจ พร้อมกับเปลี่ยนเรื่องคุย “ลูกของแม่โตเป็นสาวแล้ว เหตุใดอยู่บ้านตนเองถึงไม่ยอมสวมชุดสตรีให้แม่ชมบ้าง”
“ข้าชินกับชุดบุรุษไปเสียแล้วเจ้าค่ะ” ตอนนางอายุได้เพียงสิบปี มีวันหนึ่งที่นางไปตลาดกับจิ้งอี๋ ขากลับหมู่บ้านเป็นทางเปลี่ยว จู่ ๆ ก็มีชายฉกรรจ์สามสี่คนเดินออกมายืนดักหน้าพวกนางไว้ เพราะซูหย่ามีใบหน้าอันงดงามเพริศพริ้งตั้งแต่เด็ก เมื่อพวกมันทำร้ายจิ้งอี๋จนสลบไป พวกมันจึงอุ้มนางเข้าไปในป่าข้างทาง ชายสารเลวพวกนั้นหวังย่ำยีนางให้แตกสลาย
แต่ใครจะรู้ว่าตอนที่จิ้งอี๋ตื่นขึ้นมากลับพบว่าซูหย่ายังปลอดภัยดี นางร้องไห้กอดนายสาวไว้แน่น พอถามว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นอย่างไร ซูหย่าก็บอกเพียงว่ามีคนใจดีมาช่วยนางไว้ได้ทัน จิ้งอี๋กลัวว่าจะโดนชายชั่วพวกนั้นมาดักทางอีก จึงรีบพาซูหย่ากลับบ้านโดยไม่นึกเอะใจในคำพูดของเจ้านายตัวน้อยเลยสักนิด ความจริงวันนั้นซูหย่าเป็นคนจัดการกับชายสารเลวพวกนั้นด้วยตนเอง และนับจากวันนั้นซูหย่าก็แต่งกายด้วยเสื้อผ้าของบุรุษมาโดยตลอด นานวันเข้าผู้คนในหมู่บ้านก็หลงลืมไปว่าแท้จริงแล้วนางเป็นสตรี
เดิมทีวิญญาณของนางเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วถึงสองชาติ ชาติแรกนางมีอาชีพเป็นนักเขียน ส่วนชาติที่สองนางเป็นนักฆ่า ทั้งสองชาติล้วนเกิดในยุคที่ทันสมัย คาดไม่ถึงว่าพอได้เกิดใหม่ในชาติที่สามกลับได้ย้อนมาอยู่ในยุคโบราณ พอเห็นความเป็นอยู่ของเจ้าของร่างนี้กับมารดา นางจึงรวมสองอาชีพไว้ด้วยกัน เพื่อชีวิตของพวกนางจะได้ไม่ลำบากอีกต่อไป แต่เพราะเกรงว่ามารดาจะตกใจจนสิ้นชีพไปก่อน จึงเปลี่ยนอาชีพจากการเป็นนักฆ่ามาทำกิจการคุ้มภัยแทน
หลิวเหม่ยหลิงเอ่ยออกด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล “แล้วเช่นนี้หนุ่มบ้านใดจะกล้าแต่งเจ้าไปเป็นภรรยากันเล่า เจ้าเลยวัยออกเรือนแล้วนะ” หญิงสาวที่มีอายุเท่านางต่างมีสามีมีลูกกันหมดแล้ว หลิวเหม่ยหลิงจึงรู้สึกเป็นห่วงบุตรสาว
ซูหย่าถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน “ข้าบอกท่านแม่กี่ครั้งแล้วเจ้าคะ ว่าข้าจะไม่แต่งงานเด็ดขาด” หากนางแต่งออกไป ใครจะอยู่กับมารดากันเล่า
ผู้เป็นมารดาเข้าใจเหตุผลที่บุตรสาวไม่ยอมแต่งงานเป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างไรวันนั้นก็ต้องมาถึง “สักวันเจ้าก็ต้องแต่งอยู่ดี แม่ไม่ได้อยู่ค้ำฟ้าสักหน่อย”
“เอาไว้ถึงตอนนั้นค่อยคิดก็ได้เจ้าค่ะ” นางตายมาสองชาติ ชาติแรกสิ้นใจเพราะถูกภรรยาน้อยของสามีวางยาพิษ ส่วนชาติที่สองสิ้นใจเพราะโดนแฟนที่เป็นนักฆ่าด้วยกันหักหลังเพื่อแย่งชิงอำนาจและความโปรดปรานจากผู้นำองค์กรเขาจึงสังหารนางด้วยมือของเขาเอง เช่นนั้นนางจึงขยาดกับความรักเต็มที
พอมาอยู่ในยุคนี้บุรุษก็เป็นใหญ่ มิหนำซ้ำยังมีภรรยาได้หลายคน เรื่องนี้นางรับไม่ได้จริง ๆ สำคัญกว่านั้นก็คือมารดาของนางถูกบุรุษทอดทิ้งให้เลี้ยงลูกเพียงลำพัง ซึ่งชายไร้ความรับผิดชอบผู้นั้นก็คือบิดาของเจ้าของร่างนี้ เช่นนั้นชาตินี้อย่าได้มาคุยเรื่องแต่งงานกับนางเลย รักแท้มันไม่มีอยู่จริงหรอก อีกอย่างความรักมันก็กินไม่ได้ด้วย แต่ถึงนางจะเหมือนคนไร้หัวใจ นางกลับเขียนนิยายรักโรแมนติกออกมาได้ดีเลยทีเดียว
หลิวเหม่ยหลิงระบายลมหายใจออกอย่างยอมจำนน ถามบุตรด้วยความใส่ใจ “นิยายเรื่องนี้เจ้าตั้งชื่อว่าอย่างไร”
“ยังไม่ได้คิดเลยเจ้าค่ะ” เมื่อถูกถามด้วยคำถามนี้ ซูหย่าก็มักตอบเช่นนี้เสมอ
“เช่นนั้นเจ้าทำงานไปเถอะ แม่ไม่กวนเจ้าแล้ว” หลิวเหม่ยหลิงจุมพิตหน้าผากบุตรสาว ซูหย่ายิ้มให้มารดาจนตาหยี เดินไปส่งมารดาแล้วจึงกลับมานั่งเขียนหนังสือต่อ
บนต้นไม้ใหญ่ที่ไกลออกไปจากเรือนดิน ชายหนุ่มหน้าขาวริมฝีปากสีชมพูระเรื่อกำลังเอนกายนอนบนกิ่งไม้มองมายังห้องของซูหย่าด้วยแววตาล้ำลึก ความจริงบ่าวคุ้มผู้นั้นมีฐานะยากจนเพียงนี้เชียวหรือ เช่นนั้นเงินที่เขามอบให้ในวันนั้นก็คงพอช่วยเหลือครอบครัวของซูหย่าไม่มากก็น้อย อีกอย่างบิดาของเขาไปไหนในบ้านหลังนี้ถึงได้มีแต่สตรี