คุณหนูคุ้มภัยกับคุณชายเสเพล

130.0K · ยังไม่จบ
กัญจารีย์
106
บท
239
ยอดวิว
7.0
การให้คะแนน

บทย่อ

เพราะเหตุผลบางอย่างทำให้นางกับเขาไม่อาจเปิดเผยตัวตน แต่ใครจะรู้ว่าบุรุษที่เขาจุมพิตในวันนั้นจะกลายเป็นสตรีที่มีผลต่อชีวิตเขาไปตลอดกาล

นิยายจีนโบราณนิยายย้อนยุคราชวงศ์/ชนชั้นเจ้าหนุ่มเจ้าสำราญนักฆ่านางเอกเก่งจีนโบราณโรแมนติก

ตอนที่ 1 ตามหาคนร้ายที่ช่วยกบฏ

ชายแดนตะวันออกแคว้นฉู่ เมืองหนานจิง

เรือส่งสินค้าของสำนักคุ้มภัยเมฆาเหินจอดเทียบอยู่ท่าเรือเทียนจิน

“หัวหน้า พวกเราตรวจนับสินค้าเรียบร้อยแล้วขอรับ” ไป๋เทียนคั่วลูกน้องคนสนิทเอ่ยกับหัวหน้าขบวนคุ้มภัยเมื่อลำเลียงสินค้าลงบนเรือส่งสินค้าเสร็จสิ้นแล้ว

“เช่นนั้นก็ออกเดินทางได้” หัวหน้าคุ้มภัยกล่าวเสียงเรียบ ดวงตาฉายแววเย็นชาเป็นปกติ

“ขอรับ”

เจ้าของร่างค่อนข้างบอบบางของหัวหน้าคุ้มภัยกำลังจะเดินขึ้นไปบนเรือบรรทุกสินค้า กลับได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น “ช้าก่อน” หัวหน้าคุ้มภัยหันกลับมาเผชิญหน้ากับคนผู้นั้น คิ้วเรียวงามขมวดเล็กน้อย ดวงตาหรี่มองบุรุษที่สวมเครื่องแบบของทางการตรงหน้า

คนผู้นั้นเอ่ยต่อ “ข้าคือเจ้าหน้าที่ของทางการ ขออนุญาตตรวจค้นเรือของเจ้าเพื่อหาตัวคนร้ายที่ลักลอบช่วยเหลือโจรกบฏ หวังว่าหัวหน้าคุ้มภัยจะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี” ชื่อเสียงของสำนักคุ้มภัยเมฆาเหิน น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก เพราะแม้แต่เจ้าของแผ่นดินแคว้นฉู่ ก็ยังให้ความเกรงใจอยู่หลายส่วน

หัวหน้าคุ้มภัยครุ่นคิดครู่หนึ่ง หน่วยสอดแนมของสำนักคุ้มภัยจึงเดินเข้ามากระซิบเสียงเบา จากนั้นหัวหน้าคุ้มภัยจึงพยักหน้า พลางเอ่ยกับเจ้าหน้าที่ของทางการ “เชิญใต้เท้าตามสบาย” หัวหน้าคุ้มภัยเว้นไปสองลมหายใจจึงพูดต่อ “แต่ตามกฎของสำนักคุ้มภัยของเราห้ามเปิดดูสินค้าข้างในก่อนจะถึงมือลูกค้าเด็ดขาด”

เดิมทีสำนักคุ้มภัยเมฆาเหินคุ้มกันสินค้ามาจากเมืองหลวงเพื่อส่งให้กับพ่อค้าที่เมืองหนานจิง และขากลับยังได้รับการจ้างวานให้คุ้มกันเกลือจากเมืองนี้ไปส่งให้พ่อค้าที่อยู่ทางเมืองหลวงด้วย เช่นนั้นจึงไม่สามารถทำให้สินค้าเสียหายได้แม้เพียงเล็กน้อย ถึงแม้จะรู้ว่าสินค้าพวกนั้นเป็นเกลือก็ตาม

“ข้าทราบแล้ว” กล่าวจบเจ้าหน้าที่ของทางการราวสิบคนก็เดินขึ้นไปบนเรือ และทำการตรวจค้นทันที ภายในเรือบรรจุด้วยถังไม้ขนาดใหญ่ และมีฝาปิดอย่างมิดชิด เรือลำนี้มีทั้งหมดสามชั้น ชั้นสองกับชั้นสามมีถังไม้วางซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยราวหนึ่งร้อยถัง

หนึ่งเค่อต่อมาเจ้าหน้าที่คนหนึ่งจึงวิ่งมารายงานกับหัวหน้า “พวกเราตรวจค้นทุกซอกทุกมุมแล้วแต่ไม่พบเบาะแสใด ๆ เลยขอรับ”

เจ้าหน้าที่ที่เป็นหัวหน้าจึงเอ่ยกับหัวหน้าคุ้มภัย “ข้าต้องขอตรวจค้นชั้นหนึ่งแล้ว” เห็นท่าทีลังเลของหัวหน้าคุ้มภัยเจ้าหน้าที่จึงเอ่ยขึ้นอีก “ข้าเพียงทำตามหน้าที่ ไม่ได้คิดล่วงเกินสำนักคุ้มภัยเหินเมฆาแม้แต่น้อย”

หัวหน้าคุ้มภัยจึงกล่าวด้วยท่าทีบริสุทธิ์ใจ “เช่นนั้นก็เชิญ”

ภายในชั้นหนึ่งของเรือแบ่งเป็นห้องพักสำหรับคนงานของสำนักคุ้มภัย รวมถึงห้องพักของหัวหน้าคุ้มภัยด้วย หัวหน้าคุ้มภัยปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้นตามอำเภอใจ ส่วนตัวหัวหน้าเองก็เข้าไปในห้องของตนทันที พร้อมกวาดสายตามองไปรอบห้องปราดหนึ่ง มือเรียวเล็กเก็บหนังสือและกระดาษที่วางกองอยู่บนโต๊ะ แล้วเก็บลงในกล่องไม้ทันทีราวกับว่ากลัวใครจะเข้ามาเห็นกระดาษและหนังสือพวกนั้น จมูกยังได้กลิ่นแปลกปลอมที่ลอยคลุ้งอยู่ในห้อง เสร็จแล้วจึงกวาดสายตาไปทั่วห้องอีกครั้ง

ทันใดนั้นสายตาก็สะดุดเข้ากับรอยคราบของเหลวบนพื้นเรือ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นหยดเลือด ขากำลังจะก้าวออก กลับได้ยินเสียงเคาะประตูจากด้านนอก พร้อมกับเสียงเข้มดังขึ้น “หัวหน้าคุ้มภัย ข้าขอเข้าไปตรวจค้นข้างในห้องได้หรือไม่”

หัวหน้าคุ้มภัยรีบเช็ดรอยคราบนั้นด้วยแขนเสื้อสีเข้มของตนพลางฉีดพ่นสุมนไพรเพื่อดับกลิ่น เท้าเล็กเตะกล่องไม้ใบขนาดย่อมที่บรรจุด้วยกระดาษและหนังสือ ปิดช่องทางลับนั้นไว้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินไปเปิดประตูพร้อมกล่าวโดยไม่เปลี่ยนแปลงสีหน้า “เชิญ”

เจ้าหน้าที่ที่เป็นหัวหน้ากับลูกน้องอีกสองคนเดินเข้ามาตรวจค้น แต่ภายในห้องมีเพียงโต๊ะกับเก้าอี้หนึ่งชุด เตียงนอนและกล่องหนึ่งใบเท่านั้น ซึ่งกล่องใบนั้นมีขนาดเล็กไม่มีทางที่บุรุษร่างโตจะเข้าไปหลบซ่อนได้ พวกเขาจึงไม่ได้เปิดดู เมื่อตรวจสอบแล้วไม่เจอความผิดปกติ คนที่เป็นหัวหน้าของทางการจึงเอ่ย “ขอบคุณเจ้ามากที่ให้ความร่วมมือ”

“เป็นหน้าที่ของข้าน้อยอยู่แล้ว” หัวหน้าคุ้มภัยกล่าวเสียงเรียบเรื่อย

ก่อนจากไปหัวหน้าของทางการยังพูดขึ้นว่า “ห้องพักของเจ้าไม่คล้ายกับห้องของบุรุษเลยสักนิด” เพราะมันมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของสมุนไพรลอยอบอวลไปทั่ว

หัวหน้าคุ้มภัยยิ้มเพียงเล็กน้อย “ข้าเป็นคนรักความสะอาด จึงไม่ชอบให้ห้องมีกลิ่นเหม็นอับ”

หัวหน้าของทางการเดินออกไปแล้ว ผู้เป็นลูกน้องจึงถามขึ้น “หัวหน้า บนเรือลำนี้ไม่มีเบาะแสคนร้ายจริง ๆ หรือขอรับ”

คนเป็นหัวหน้าตอบอย่างมีเหตุผล “คนร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัส อีกทั้งยังได้รับพิษ หากเขาอยู่ที่นี่ย่อมได้กลิ่นเลือดและพิษนั้น”

“ข้าน้อยช่างโง่เขลายิ่งนัก”

“รีบไปตรวจค้นที่อื่นก่อนเถิด หากเราทำงานไม่สำเร็จ จะถูกองค์ชายลงโทษเอาได้”

“ขอรับ”

เจ้าหน้าที่ทางการจากไปไกลแล้ว มือเรียวงามราวกับลำเทียนจึงเลื่อนหีบไม้นั้นออกพร้อมกับเปิดช่องทางลับซึ่งมีลักษณะคล้ายประตูบานหนึ่ง แต่มีขนาดเล็กกว่าประตูทั่วไปหากจะเข้าไปตรงนั้นต้องเดินตะแคงข้างเข้าไป ในห้องลับนั้นหัวหน้าคุ้มภัยเอาไว้สำหรับเก็บเสื้อผ้า อาวุธ และยารักษาโรค

จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเรียบ “จะอยู่ในนั้นอีกนานหรือไม่”

เมื่อรู้ว่าถูกจับได้คนข้างในจึงค่อย ๆ คลานออกมาแล้วนั่งพิงกับผนังห้องอย่างหมดแรง มือข้างหนึ่งกุมหน้าท้องของตนไว้เสื้อผ้าเต็มไปด้วยคราบเลือด ใบหน้าบิดนิ่วเล็กน้อย “ขอบคุณที่ช่วยเหลือ”

หัวหน้าคุ้มภัยมองบุรุษตรงหน้าด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย คนผู้นี้นับว่าเป็นบุรุษที่หล่อเหลา แต่ใบหน้ากลับผัดหน้าขาวเนียนราวกับสตรี ริมฝีปากบางนั้นยังทาชาดแดง นี่หรือคือคนร้ายที่ช่วยเหลือกบฏ

“ข้าแค่ไม่อยากคุยกับคนพวกนั้นนาน” เดิมทีสำนักคุ้มภัยเมฆาเหินก็ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับคนของทางการอยู่แล้ว หัวหน้าคุ้มภัยเอ่ยขึ้นอีก “คนของทางการไปกันหมดแล้ว เจ้าก็ควรลงจากเรือของข้าได้แล้ว”