บท
ตั้งค่า

๓ วิมานดิน (๔)

“เป็นวิมานอยู่บนดิน ให้เธอได้พักพิง ๆ และนอนหลับใหล เก็บดาวเก็บเดือนมาร้อยมาลัย

เก็บหยาดน้ำค้างกลางไพรมาคล้องใจเราไว้รวมกัน ก่อนฟ้าจะสาง ก่อนจันทร์จะร้างแรมไกล ยังอยู่กับเธอข้างเคียงกาย อยู่ในความฝัน ฝากเสียงกระซิบ ฝากไปในสายลมผ่าน ข้ามขอบราตรีที่ยาวนาน ให้เธอฝันดี”

คนที่นั่งฟังต่างเอนตัวไปตามเสียงเพลง โดยมีร่างสูงนั่งนิ่งไม่ยอมมีอารมณ์ร่วมไปด้วย แต่สายตากลับอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เผลอยิ้มมุมปากยามมองภรรยาตั้งใจเล่นโดยไม่หลุดโฟกัสเลยแม้แต่น้อย

“เป็นวิมานอยู่บนดิน ให้เธอได้พักพิง ๆ และนอนหลับใหล เก็บดาวเก็บเดือนมาร้อยมาลัย เก็บหยาดน้ำค้างกลางไพรมาคล้องใจเราไว้รวมกัน ก่อนฟ้าจะสางก่อนจันทร์จะร้างแรมไกล ยังอยู่กับเธอข้างเคียงกาย อยู่ในความฝัน ฝากเสียงกระซิบ ฝากไปในสายลมผ่าน ข้ามขอบราตรีที่ยาวนาน ให้เธอฝันดี”

เธอหันมามองผู้ชมโดยสายตาส่งไปยังสามีเพียงคนเดียว ไม่รู้ว่าต้องการจะสื่ออะไรแต่พวกเขาก็ไม่อาจละไปมองทางอื่นได้ เหมือนสร้างโลกสีชมพูแก่กันและกันจนคนที่เหลือกลายเป็นอากาศไปซะอย่างนั้น

“ให้เธอได้อบอุ่นและนอนฝันดี ให้เธอได้อบอุ่นอยู่ในวิมาน…” จบประโยคก็ได้รับเสียงปรบมือเกรียวกราวจนนึกขวยเขิน รีบลุกขึ้นโค้งคำนับเป็นการขอบคุณ พร้อมตรงเข้ามากอดอาม่าที่อ้าแขนรอรับหล่อน

“ชอบมาก อาม่าชอบมากเลย ขอบใจนะลูก”

“หนูเต็มใจค่ะอาม่า”

แล้วงานเลี้ยงวันนั้นก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุขของคนในครอบครัว แม้ว่าพวกเขาจะทะเลาะกันจนแทบไม่มองหน้าหรือพูดจาในตอนแรก แต่หลังจากที่เธอร้องเพลงจบกลับพบว่าสามีไม่ยอมห่างกายเลยด้วยซ้ำ มันอาจเป็นสัญญาณอันดีว่าอีกไม่นานความสัมพันธ์ของเราจะดีวันดีคืนก็เป็นได้

แทบจะรอวันที่โดนเขาสารภาพรักไม่ไหวแล้ว...

“ดินเนอร์เหรอคะ...คุณพูดจริงนะ!”

ไม่น่าเชื่อว่าเช้าวันหนึ่งที่รับประทานอาหารอยู่ด้วยกันจะถูกเขาเอ่ยปากขอดินเนอร์ด้วยตัวเอง คนฟังตื่นเต้นจนไม่เป็นอันรับประทานอาหาร จนต้องถามย้ำอีกครั้งกลัวว่าตัวเองอาจจะถูกสามีหลอกก็เป็นได้ แต่อีกฝ่ายกลับย้ำคำเดิม

“จริง เจอกันร้านเดิมตอนหนึ่งทุ่ม ทำงานเสร็จแล้วจะรีบไป” ไม่รู้ว่าเหตุผลกลใดหรือมีอะไรมาดลใจให้ชายหนุ่มออกปากชวนเอง แต่มันก็ทำให้เธอยิ้มแก้มปริด้วยความรอคอยตลอดทั้งวันเพื่อเย็นนี้จะได้ไปรับประทานอาหารค่ำกับสามี

ที่สำคัญกว่านั้นคือเขาเป็นคนเอ่ยปากเอง!

ถึงเวลานัดก็แต่งตัวสวยเพื่อไปรออยู่ร้านอาหาร หัวใจเปี่ยมด้วยความสุขจนแทบจะแย้มยิ้มตลอดเวลแต่ก็ต้องเม้มปากเอาไว้กลัวคนที่มองมาจะหาว่าเป็นบ้าเสียก่อน

บริกรเดินมาเสิร์ฟน้ำโดยที่เธอบอกว่าจะขอรอสามีแล้วค่อยสั่ง นั่งอยู่เกือบสามสิบนาทีแต่เขาก็ยังไม่โผล่มา ชะเง้อมองไปยังทางเข้าก็ไม่มีวี่แววของเขา จากตอนแรกที่ตื่นเต้นกลายเป็นกระวนกระวายว่าเหตุใดอีกฝ่ายยังไม่ถึงสักที ยังเลือกจะรออีกหนึ่งชั่วโมงแล้วตัดสินใจติดต่อสามีเพราะยังไม่เห็นเขาเดินเข้ามาในร้าน

‘สวัสดีค่ะ คุณหนึ่งกำลังพักผ่อนไม่ว่างมารับสายค่ะ’ คิ้วสวยขมวดเข้าหากันทันที มือบางกำผ้าปูโต๊ะด้วยความโกรธ จำเสียงจากปลายสายได้ว่าเป็นใครแต่เธอเลือกจะไม่โวยวายแล้วเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา

“ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยให้เขาหยุดการพักผ่อนแล้วมารับสายฉันด้วยค่ะ” ไม่รู้ว่าเจ้าหล่อนต้องการยั่วโมโหกันหรือเปล่า แต่มันก็ค่อนข้างได้ผลเพราะหล่อนโกรธจนร้อนผ่าวไปทั่วศีรษะ เหมือนมีลูกไฟขนาดใหญ่ถูกจุดเอาไว้จนยากจะดับในคราวเดียว

‘ใครโทรมาเหรอ’ เสียงทุ้มที่คุ้นเคย

อยู่ด้วยกันแล้วลืมนัดหล่อนอย่างนั้นหรือ...

‘ภรรยาของพี่หนึ่งค่ะ บอกว่าให้คุยกับเธอหน่อยน่าจะมีเรื่องสำคัญ’ ระหว่างเขามารับโทรศัพท์เธอรู้ว่าตัวเองกำลังจะร้องไห้ จึงรีบปาดน้ำตาออกแล้วสั่งห้ามร้องเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นเสียงที่เอ่ยออกไปจะเปลี่ยนจนเขาจับได้ว่าตนกำลังอ่อนแอ

“คุณอยู่ไหน” ถามเสียงเบาอย่างคนไร้เรี่ยวแรง

‘บริษัท...กลับถึงบ้านแล้วใช่ไหม ฉันให้คนไปบอกเธอแล้วว่าไปไม่ได้ติดประชุม’ คำตอบของเขาเหมือนมีดเล่มใหญ่ปักกลางใจเธอ เผลอส่งเสียงหัวเราะในลำคอนึกสมเพชตัวเองที่ตื่นเต้นว่าเขาจะมาตามนัด

แค่จะขอยกเลิกนัดยังให้คนอื่นทำแทนทั้งที่สามารถโทรบอกหรือส่งข้อความมาบอกได้

แต่เขาเลือกจะให้หล่อนรอด้วยความหวัง แล้วทำลายกันด้วยความจริงที่เจ็บปวด...

“ค่ะ” เลือกจะโกหกว่าตัวเองถึงบ้าน ทั้งที่ความจริงยังนั่งรออีกฝ่ายอยู่ที่เดิม ทางเข้าร้านเคยเป็นความหวังของหล่อน แต่ตอนนี้ถูกทำลายความหวังไปจนหมดสิ้นแล้ว สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ตอนนี้คือรอยแผลที่เขาเป็นฝ่ายทิ้งเอาไว้ในใจตน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel