บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 9 โต๊ะเจ็ม

ตอนแรกเอกสิทธิ์งงว่าน้องสะใภ้ทำไมสูงเลยเข่าตัวเองมานิดเดียว หน้าตาจิ้มลิ้ม ผิวขาวเหมือนหยวกกล้วยจริง แต่มัดแกละกระจายทั่วศีรษะด้วย ใบหน้ากลม แก้มย้อยแถมแดงแป๊ด น่าหยิกให้หายหมั่นเขี้ยว ตากลมโต ปากนิดจมูกหน่อยว สวมชุดแขนตุ๊กตา สะพายกระเป๋ามาด้วยนี่แปลก ๆ

ความสูงระดับนี้ไม่น่าจะทำอาหารได้หรือเปล่า

ฟันขึ้นครบหรือยัง เอาอย่างนี้ดีกว่า

“มาทำยัย" (มาทำอะไร) เด็กหญิงพิมพ์ประภายืนจ้องผู้มาเยือนแววตาจริงจัง ในบรรดาผู้ชายสี่คน เด็กหญิงตัวน้อยรู้จักแค่น้าอาทิตย์คนเดียว คนอื่นไม่รู้จัก กติกรก็ไม่ยกเว้น

เด็กหญิงตัวน้อยชอบคนหน้าตาใจดี คุณสมบัตินั้นมีอยู่ในตัวอาทิตย์ ชายหนุ่มจึงเป็นที่จดจำ

เจ้าตัวเล็กยืนบนสนามหญ้า ย่ำเท้าท่าทางนักเลงทั้งที่ตัวกะเปี๊ยกเดียว ขายังไม่แข็งพอจะวิ่งเร็ว ๆ ได้ด้วยซ้ำ แต่ความมั่นใจแก่นแก้วเกินร้อย รอฟังคำตอบด้วยใจจดจ่อ

“มากินข้าวค่ะ คุณแม่หนูอยู่มั้ย” อาทิตย์ย่อตัวลงบอก อดหยิกแก้มขาวเบา ๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยวไม่ได้

“โต๊ะเจ็ม" เด็กน้อยยิงฟันโชว์ เลียนแบบคำพูดของพนักงานในร้านที่ชอบกระซิบกันเวลาเร่งด่วน ร้านดาวเดือนมีชื่อเสียงขึ้นเรื่อย ๆ ผู้คนเริ่มเป็นที่รู้จักทำให้ช่วงกลางวันกับเย็นโต๊ะมักจะเต็ม เวลามีลูกค้ามา พนักงานจึงมักกระซิบกันว่า 'โต๊ะเต็ม' ทำไงดี เจ้าตัวชอบแอบฟัง นานวันไปก็เลียนการออกเสียงจนพูดคำว่า ‘โต๊ะเจ็ม’ ได้เต็มปาก เดินไปที่ไหนก็โต๊ะเจ็มทั้งนั้น

“ข้างในยังเห็นว่างอยู่เลย เข้าไปดูอีกทีสิคะ"

อชิรวิชย์ชี้ให้เด็กน้อยมองเข้าไปข้างใน เด็กหญิงพิมพ์ประภาวิ่งเข้าไปในร้านแล้ววิ่งกลับออกมาเงยหน้าสบตาเขาพร้อมกับพูดอีกครั้ง บอกว่า

“โต๊ะเจ็ม”

ดวงตาไร้เดียงสาเป็นประกายวาววับด้วยความมั่นใจ แน่ใจว่าตัวเองพูดไม่ผิด เวลามีลูกค้ามาต้องบอกว่า ‘โต๊ะเต็ม’ เป็นเรื่องถูกแล้ว เจ้าตัวกลมยืนปักหลักขวางทวงไม่ยอมให้สี่หนุ่มเข้าไปข้างใน แววความมั่นใจนี้มันช่างเหมือน...

อชิรวิชย์ส่ายศีรษะ เขาคิดเพ้อเจ้อไป เป็นไปไม่ได้หรอก ความบังเอิญอาจจะเกิดขึ้นกับคนอื่น ทว่าสำหรับอชิรวิชย์แล้วเขาไม่เชื่อสิ่งนั้น เด็กที่ไหนก็แววตาไร้เดียงสาเต็มไปด้วยความมั่นใจทั้งนั้น เด็กคนนี้ก็คงเหมือนกัน

“โต๊ะไม่เต็มนะคะ น้องพลอยเข้าไปเรียกพี่พนักงานให้หน่อย บอกว่ามีลูกค้ามากินข้าว” อาทิตย์บอกซ้ำอีกครั้ง “พวกพี่ ๆ มาไกลมาก ถ้าไม่ได้กินข้าวต้องหิวตายแย่ ๆ โอ้ย !

เด็กหญิงพิมพ์ประภาอึ้งไปอึดใจ หลังได้ยินอาทิตย์บอก คล้ายว่าสมองเด็กต้องใช้เวลาประมวลผลนานสักหน่อย กว่าเจ้าตัวจะวิ่งทั้งกระเป๋าที่หลังเข้าไปข้างใน ตรงไปยังห้องครัว หยุดยืนข้างหญิงสาวผิวขาวราวกับหยวก

"จุนแม่ขา น้าทิตย์ มากินข้าว"

พิมพ์ดาวเรียกพนักงานที่กำลังล้างจานให้ออกไปต้อนรับแขกคนนึง แล้วก็เรียกอีกคนให้มาพาลูกสาวตัวน้อยออกไป

"แม่บอกแล้วไงคะว่าอย่าเข้ามาในครัว มันอันตราย หม้อร้อน ๆ เต็มไปหมดเลย"

"น้าทิตย์บอกโต๊ะไม่เจ็ม"

"ไม่เต็มหรอกค่ะ" พิมพ์ดาวเดินไปล้างมือแล้วรีบอุ้มลูกสาวส่งให้เด็กในร้าน "คอยดูแลแขกให้แม่จนกว่าคุณยายจะกลับนะคะ โอเคมั้ย"

"น้องปอยอยากฉับปัก" (น้องพลอยอยากสับผัก)

"ยังไม่ได้ค่ะ" พิมพ์ดาวส่ายหน้า ส่งเสียงเรียกพนักงานในร้านให้ออกมาเอาลูกสาวออกไป

ช่วงนี้พิมพ์ดาวมีปัญหาว่าพนักงานน้อย เธอกำลังติดต่อให้แก้วกานต์มาช่วย แต่เพื่อนบอกว่าแจ้งออกต้องรอเดือนนึง

แถวนี้ลูกค้าเยอะแต่พนักงานหายาก ขนาดว่าพิมพ์ดาวให้เรตเงินเดือนสูงกว่าร้านอื่น แต่ด้วยสไตล์อาหารอิสานแบบฟิวชั่น ยังไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ลูกค้าที่มาเน้นกินข้าว ทิปไม่หนักเท่าลูกค้าเน้นดื่ม พนักงานหลายคนขอลาออกไปร้านอาหารที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากจะได้ส่วนแบ่งแล้ว ยังได้ทิปหนัก ๆ อีกด้วย

คงต้องรอแก้วกานต์มาดูแลเรื่องเครื่องดื่มนู่นแหละ สถานการณ์ถึงจะดีขึ้น

เจ้าตัวยุ่งออกไปแล้ว พนักงานในร้านที่รับออเดอร์โต๊ะของอาทิตย์ก็เดินสวนเข้ามาพร้อมรายการสั่งอาหารในมือ

หญิงสาวอ่านรายการอาการ เมนูที่สั่งมีส้มตำทอดปูนิ่ม ลาบปลาหมึกกรอบ ไก่ทอดตะไคร้ อ่อมเกี๊ยวหมูและข้าวเหนียว

พิมพ์ดาวสวมผ้ากันเปื้อน ใส่หน้ากากกันน้ำลาย ก่อนจะเรียกแม่ครัวอีกคนมาช่วยด้วย

หญิงสาวอ่านรายการอาหารอีกครั้งสั่งให้ละเอียดอีกครั้ง คิ้วสีน้ำตาลขมวดเข้าหากัน เมื่อพบว่ามีรายการเพิ่มเติมยิบย่อยด้านหลังเต็มไปหมด

*ส้มตำทอดปูนิ่ม ไม่เผ็ด พริกครึ่งเม็ด ไม่ใส่กระเทียม ไม่ใส่ถั่วฝักยาว ไม่ใส่ปลาร้า

*ลาบปลาหมึกกรอบ ไม่เผ็ด ไม่ใส่ผักกลิ่นแรง

* ไก่ทอดตะไคร้ เอาส่วนอกไก่ แยกหนังกับเนื้อ

* อ่อมเกี๊ยวหมู ไม่ใส่ปลาร้า และผักชีลาว

*ข้าวเหนียว ขอข้าวใหม่

นี่ถ้าไม่เลิกกันไปแล้ว พิมพ์ดาวจะนึกว่าลูกค้าคือผัวเก่าจริง ๆ นะ ให้ตายสิ

พนักงานพาเด็กหญิงตัวน้อยกลับออกมาข้างนอกเหมือนเดิม เจ้าตัวมาเดินสำรวจความเรียบร้อยรอบ ๆ ประหนึ่งเป็นเจ้าของร้านผู้มีอิทธิพล ต้นหอมผู้เป็นทั้งพนักงานและพี่เลี้ยงจำเป็นจึงเอาหน้ากากกันน้ำลายอันเล็กพร้อมหมวกคลุมผมใส่ให้ จากนั้นชวนเด็กหญิงไปตักออเดิร์ฟเสิร์ฟให้ลูก

“ตักมะพร้าวแก้วให้ลูกค้าก่อนนะคะน้องพลอย เดี๋ยวลูกค้าไม่ได้กินของอร่อย”

เด็กหญิงฟีนขึ้นเก้าอี้ ขอทัพพีจากพี่เลี้ยงจำเป็นแล้วตักมะพร้าวแก้วฝีมือคนเป็นยายใส่จนพูนจาน

“หูย เยอะไปค่ะน้องพลอย เอาพอดี ๆค่ะ”

ต้นหอมถือจานไว้รอจนกระทั่งเจ้าตัวยุ่งปีนลงจากเก้าอี้จึงส่งจานให้ เด็กหญิงพิมพ์ประภาจึงยกจานเอน ๆ เอียง ๆ กะเท่เร่เดินตรงไปยังโต๊ะของอาทิตย์

จังหวะนั้นอชิรวิชย์หันมามองพอดี ใจเขาหายวาบ เพราะภาพมันช่างเหมือนใครบางคนยามที่พยายามจะยกจานอาหารมาให้ไม่มีผิด

“ออเจิ๊บค่า" (ออเดิร์ฟค่า)

อาทิตย์รับจานมะพร้าววางลงบนโต๊ะ อชิรวิชย์ขมวดคิ้ว ไม่เคยเห็นร้านไหนใช้มะพร้าวแก้วเป็นออเดิร์ฟมาก่อน ชายหนุ่มหยิบขึ้นมาชิม

“เอาไว้ตัดรสเผ็ดครับ" อาทิตย์อธิบาย หน้าเขายิ้มจนเหมาะจะเป็นฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์มากกว่าสถาปนิกเสียอีก "อาหารที่นี่ถ้าเป็นพวกต้มยำ ส้มตำ จะรสจัดมาก แม่ครัวมาจากอิสาน กินพริกเหมือนกินขนมเลยครับ"

“คุณยุงลองกินมั้ย" เด็กหญิงตัวน้อยจิ้มเนื้อมะพร้าวแก้วส่งให้อชิรวิชย์ ยิ่งสบตากลมโตไร้เดียงสาความรู้สึกยิ่งชัดเจน ดวงตากลมโต จมูกรั้น ประกายตาแสนดื้อ

หากไม่ใช่เด็กก็คงเป็นพิมพ์ดาวจริง ๆ อชิรวิชย์ลอบถอนหายใจ จินตนาการในหัวมันเหมือนนิยายเหมือนละครโทรทัศน์เรื่องหนึ่งมากเกินไป จะให้คิดว่าเจ้าของร้านอาจจะเป็นพิมพ์ดาวอย่างนั้นเหรอ เธอจะเอาเงินที่ไหนมากพอมาเปิดร้านอาหารในซอยพื้นที่สุขุมวิทขนาดนี้ อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีเป็นหลักล้าน พิมพ์ดาวที่เขารู้จักช่วยแม่ขายมะพร้าวแก้ว ช่วยพี่สาวขายอาหารตามสั่นงจากนั้นก็แต่งงานมาช่วยงานบริษัทออกแบบของเขา

ไม่เคยทำงานของตัวเองสักที จะเปิดร้านอาหารได้อย่างไร

มัวแต่คิดเรื่องเก่า อชิรวิชย์จึงนั่งนิ่งไม่กินมะพร้าวแก้วของเด็กหญิง

เจ้าตัวน้อยเมื่อยมือจึงเบนเข็มไปหาอาทิตย์แทน คนหน้ายิ้มก้มลงจะกินมะพร้าว อชิรวิชย์สะดุ้งรู้สึกตัวขึ้นมา จับข้อมือเล็ก ๆ ให้เอากลับมาก่อนงับมะพร้าวแก้วตัดหน้าอทิตย์ไปชั่วเสี้ยววินาที

ทำลูกน้องหน้าเหวอ ส่วนตัวเองเคี้ยวมะพร้าวกรุบ ๆ สีหน้าท่าทางครุ่นคิดสงสัย

รสชาติของมะพร้าวแก้วคุ้นปากจนชวนให้นึกถึงมะพร้าวแก้วหอมนวลของเชียงคานที่เคยได้กิน

#รัก #นิยายรัก #อ่านนิยาย #แนะนำนิยาย #นิยายชายหญิง #นิยายหย่าร้าง #นางเอกท้อง #นิยายมีเด็ก
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel