ข่าวลาออกจากโรงงาน
ซานเหิงตี้กลับเข้ามาบ้านอีกครั้ง พร้อมทั้งปลาสด ไก่สด หมูสด เนื้อจามรีจำนวนหนึ่งด้วย
ทักษะในการจ่ายตลาดของเขาค่อนข้างดี แม้กระทั่งเครื่องเทศที่เผ็ดร้อนและผักจำนวนหนึ่งก็ถูกซื้อมา ราวกับถูกคำนวณเอาไว้แล้วว่าหลังจากนี้ จะให้ภรรยาทำเมนูอะไรให้เขากิน
ลี่อันถิงช่วยเขาหิ้วของสดเข้าบ้าน ช่วยกันอย่างกระตือรือร้น
เนื้อจามรีค่อนข้างสด ส่วนตัวเธอนั้นก็ไม่ได้กินเนื้อจามรีมานานแล้ว หากย่างเสียบไม้แล้วโรยพริกลงไป มันคงจะเป็นอะไรที่ดีที่สุดไปเลย
แต่เธออุตส่าห์มีเตาแก๊สใหม่ การย่างจามรีถึงถูกพับเก็บไปก่อน เธอเลือกที่จะทำปลาต้มผักกาดดองและก็เป็นไก่ผัดน้ำมันพริกแทน
นำออกมาทำอาหารส่วนหนึ่ง ส่วนอีกส่วนหนึ่งก็แช่ตู้เย็นเอาไว้ เห็นไหมล่ะหลังจากที่มีเครื่องอำนวยความสะดวกมันก็มีแต่เรื่องที่ดีทั้งนั้น
การใช้ชีวิตในบ้านเช่าหลังใหม่เต็มไปด้วยความราบเรียบ
กระนั้นแล้วอีกด้านหนึ่งในชนบท บ้านเดิมของทั้งคู่ มีการเริ่มการพูดถึงเรื่องที่ซานเหิงตี้ลาออกจากตำแหน่งงานที่ได้มาอย่างยากลำบาก
คุณแม่ซานคิดมากจนนอนไม่หลับ อย่างไรเสียคุณแม่ซานก็อดคิดไม่ได้ ที่ผ่านมานั้นกว่าจะมีคนในหมู่บ้านได้ตำแหน่งงานในโรงงานดัง ไม่ใช่เรื่องง่ายดายที่พวกเขาจะได้รับเลือก
ถ้าหากไม่มีงานในโรงงานแล้วซานเหิงตี้จะทำมาหากินอะไร ไหนจะภรรยาของเขาอีก
ที่สำคัญไปมากกว่านั้น อีกฝ่ายคือหญิงงามที่การใช้ชีวิตทุกอย่างจะต้องใช้เงิน การที่ให้พวกเขากลับมาทำนาที่บ้าน นั่นไม่ใช่ทางออกที่ดีเลย
คุณแม่ซานรู้ดีอยู่แก่ใจ ว่าซานเหิงตี้ไม่ใช่ลูกชายแท้ ๆ ของพวกเขา และตัวของซานเหิงตี้เองก็รับรู้อย่างเต็มอก ว่าเขาคือเด็กกำพร้าที่ครอบครัวซานรับเลี้ยงมาตั้งแต่จำความได้
แต่ทว่าสำหรับคุณแม่ซานแล้ว เธอกลับรักลูกบุญธรรมคนนี้ ไม่ได้แตกต่างจากแม่แท้ ๆ คนหนึ่ง
มันช่วยไม่ได้ ที่เธอเลี้ยงเขามาด้วยตัวคนเดียวมาตั้งนาน จนความผูกพันและเชื่ออย่างหมดใจว่าเขาคือลูกแท้ ๆ คนหนึ่ง
ปีนี้คุณแม่ซานอาศัยอยู่กับลูกชายคนโต และสะใภ้ที่เพิ่งจะแต่งเข้าเมื่อสามปีที่แล้ว
บ้านซานพี่ชายคนโตแต่งงานหลังจากน้องชาย มันอาจจะเป็นเรื่องที่แปลก แต่เป็นเพราะแม่ซานไม่คิดบังคับลูกชาย
หากเขาอยากแต่งก็ให้แต่ง หากเขาไม่อยากแต่งก็ไม่ได้บังคับอะไรมาก การเลี้ยงดูลูกของคุณแม่ซาน แตกต่างจากทุกคนในหมู่บ้าน
ตั้งแต่คุณพ่อซานเสียชีวิตไปเมื่อสองปีที่แล้ว การมีชีวิตในแต่ละวันของคุณแม่ซาน เพื่อที่จะเห็นลูกหลานมีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องลำบากเหมือนยุคเก่า ทุกคนไม่ต้องรวยมากก็ได้ แต่สามารถทานอาหารได้ครบสามมื้อ โดยที่แต่ละมื้อมีสารอาหารครบ
“แม่ไม่ต้องคิดมากไปหรอกค่ะ ยังไงซะน้องรองก็ไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องอดตายหรอก”
ท่าทางจีบปากจีบคอของสะใภ้ใหญ่ นั่นก็เป็นเพราะหล่อนไม่เคยนึกชอบใจภรรยาของซานเหิงตี้เลยสักครั้ง
อีกฝ่ายทั้งสวยกว่า มีชีวิตที่ดีกว่าโดยที่ไม่ต้องดักดานทำนาอยู่ในหมู่บ้าน อีกทั้งน้องรองของสามีก็มีใบหน้าที่หล่อเหลา
นั่นมันช่างแตกต่างจากใบหน้าของสามีตนเองอย่างสิ้นเชิง ต่อให้สามีของเธอไม่ได้ขี้เหร่จนดูไม่ได้ก็เถอะ แต่เมื่อเทียบกับน้องชายเขาแล้ว มันอดที่จะอิจฉาลี่อันถิงไม่ได้จริง ๆ
เพราะเป็นแบบนี้เธอเลยไม่รู้สึกชอบน้องสะใภ้รองเลยสักครั้ง
ในใจรู้สึกเยาะเย้ยพวกเขา แต่แค่ไม่แสดงออกมา เธอจำครั้งก่อนที่พวกเขากลับมาได้ ในสายตาของลี่อันถิงมองเธอด้วยสายตาที่ดูถูก
แน่นอนว่าเสื้อผ้าของอีกฝ่ายดูสวย ทั้งลิปสติกที่หล่อนใช้ก็สีสวย ใบหน้าที่สวยอยู่ก่อนแล้ว หลังจากที่ได้แต่งหน้าและสวมใส่เนื้อผ้าดี ๆ นั่นยิ่งส่งให้อีกฝ่ายดูดี และตนเองดูต้อยต่ำลงโดยที่ทำอะไรไม่ได้
ในที่สุดความคับแค้นใจในครั้งนี้ ก็ควรได้รับการสะสางเอาเสียสักที ครั้งนี้หากเธอไม่เดินทางไปสมน้ำหน้าพวกเขาสักหน่อย นั่นน่าจะไม่ได้แล้ว
“หรือว่าคุณแม่อยากลองเข้าไปดูน้องรองในอำเภอไหมคะ พรุ่งนี้เรานั่งแทรกเตอร์ไปขึ้นรถประจำทางหน้าหมู่บ้านก็ได้”
สิ่งที่ได้ยินจากลูกสะใภ้ใหญ่ มันทำให้คุณแม่ซานรู้สึกเห็นด้วย เธออยากไปเห็นกับตามากกว่า ว่าสิ่งที่คนอื่นพูดนั้นมันเป็นความจริงแค่ไหน
แล้วซานเหิงตี้กับภรรยาจะมีความเป็นอยู่ที่ลำบากมากแค่ไหนกัน
“งั้นวันพรุ่งนี้ เราเข้าอำเภอกัน”
อย่างไรแล้ว การเดินทางระหว่างหมู่บ้านไปตัวอำเภอ ด้วยเส้นทางที่ไม่สบายนัก มันก็ต้องใช้เวลาถึงสองชั่วโมง
เดิมทีแล้วคุณแม่ซานมักจะไม่ค่อยเข้าอำเภอบ่อยเท่าไหร่นัก แต่ครั้งนี้ความกังวลที่ทำเอาคุณแม่ซานนั่งไม่ติด หากไม่ไปเห็นกับตา ว่าลูกชายคนรองมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี
ไม่มีทางแน่ ที่คุณแม่ซานจะนอนหลับไปได้อย่างสบายใจ
ในรุ่งเช้าวันถัดมา คุณแม่ซานกับสะใภ้ใหญ่ก็เดินทาง โดยที่ลูกชายคนโตไม่ได้ไปด้วย เพราะต้องอยู่บ้านจัดการเรื่องนา และเลี้ยงหมูที่ลูกชายคนรองลงทุนให้ไว้
การเดินทางค่อนข้างที่จะลำบากมาก พวกเขาเคยมาหาซานเหิงตี้ครั้งหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งคุณแม่ซานจำได้ดี
แต่ทันทีที่พวกเขามาถึง บ้านเช่าหลังเก่ากลับไม่มีเงาของซานเหิงตี้กับภรรยาอยู่ที่นี่
“พวกเขาหายไปไหนล่ะคะ”
ท่าทางตกใจของสะใภ้ใหญ่นั้น เป็นการเสแสร้งล้วน ๆ แม่จะดูตกใจ แต่ทุกอย่างนั้นเต็มไปด้วยการเยาะเย้ยถากถาง
ไม่ใช่ว่าสองสามีภรรยา ไม่มีที่ไปแต่ไม่กล้าที่จะกลับหมู่บ้านไป ถึงตอนนี้คงไปนอนข้างถนนเสียแล้ว
“คุณป้ามาหาเหิงตี้หรือครับ”
เพื่อนของซานเหิงตี้คนหนึ่ง จดจำได้ว่าหญิงวัยสี่สิบปลายคนนี้ คือแม่ของซานเหิงตี้ โชคดีที่วันนี้เป็นวันหยุดของเขาพอดี ไม่อย่างนั้นแล้ววันนี้แม่ของซานเหิงตี้คงไม่เจอลูกชาย
“ใช่ ๆ ลูกชายของป้าอยู่ที่ไหนหรือ ป้าได้ข่าวว่าเขาลาออกจากโรงงาน มันเป็นเรื่องจริงหรือ”
หลังจากที่จำได้ว่าอีกฝ่ายเป็นเพื่อนลูกชาย คุณแม่ซานไม่รอช้าที่จะเอ่ยถามถึงสิ่งที่สงสัย
อย่างไรแล้วก็จะได้รู้ ว่าสิ่งที่คนพูดถึงกันในหมู่บ้านนั้น มันเป็นเรื่องจริงหรือว่าเป็นข่าวลือที่คนพูดไปเรื่อยกันแน่
“ใช่ครับ เขาลาออกไปได้ร่วมสัปดาห์แล้ว ตอนนี้เขากับภรรยาก็ย้ายไปเช่าบ้านหลังใหม่แล้ว ผมจะพาคุณป้าไปครับ”
แม้ว่าเรื่องที่ซานเหิงตี้ลาออกจะเป็นเรื่องจริง แต่สะใภ้ใหญ่กลับรู้สึกผิดหวังนิดหน่อยที่พวกเขายังใช้ชีวิตดี ๆ ไม่ได้ย้ายไปนอนข้างถนนอย่างที่เธอคิดเอาไว้
การเดินทางมาบ้านเช่าหลังใหม่ใช้เวลาพอสมควร เพราะค่อนข้างห่างจากบริเวณเดิมค่อนข้างมาก
แต่สิ่งที่น่าตกใจ คือบ้านหลังใหม่ใหญ่กว่าบ้านเช่าหลังเก่าหลายเท่า
“ซานเหิงตี้ ๆ แม่ของนายมา”
เพื่อนของเขาตะโกนเรียกไม่นาน ลี่อันถิงก็เดินออกมา ในตอนนี้คนเป็นสามีไม่อยู่บ้าน เขาออกไปทำงานอยู่ แต่อีกไม่นานก็น่าจะกลับมาแล้ว
เธอจำได้ดี ว่าผู้หญิงวัยกลางคนตรงหน้าคือแม่สามีของตนเอง ข้าง ๆ กันเป็นพี่สะใภ้ใหญ่ที่ไม่ค่อยกินเส้นกับเจ้าของร่างเดิมสักเท่าไหร่นัก
แน่นอนว่าครั้งนี้ที่หล่อนเสนอหน้าเข้าอำเภอมากับแม่สามีด้วย คงจะรู้เรื่องที่ซานเหิงตี้ลาออกจากงานในโรงงานแล้ว
“ขอบคุณค่ะพี่เซินที่มาส่งแม่”
เธอหันไปขอบคุณเพื่อนของสามี ก่อนที่จะหันมาหาแม่สามี
“ซานเหิงตี้ออกไปข้างนอกน่ะค่ะ คุณแม่เข้ามานั่งพักในบ้านก่อนเถอะค่ะ อีกไม่นานเขาก็น่าจะกลับเข้ามาแล้ว จะถึงเวลาอาหารกลางวันแล้ว อยู่ทานอาหารกลางวันแล้วค่อยกลับนะคะ”
ท่าทางใจกว้างและมีมารยาทของลี่อันถิง ทำให้คนเป็นแม่สามีรู้สึกประหลาดใจ ครั้งก่อนสะใภ้รองเป็นหญิงสาวที่เอาแต่ใจแค่ไหน มีใครบ้างที่ไม่รู้ หรือที่หล่อนดีกับแม่สามีอย่างเธอ เพราะเจ้ารองตกงานงั้นหรือ
“ได้ยินว่าน้องรองตกงาน จะให้พวกเราเอาเปรียบคนที่ลำบากได้ยังไงล่ะ”
ในน้ำเสียงที่พ่นออกมา เต็มไปด้วยความเยาะเย้ยถากถาง แต่ทว่าลี่อันถิงกลับมองว่าเป็นเรื่องตลก
“ฉันเคยบอกพี่สะใภ้หรือคะ ว่าสามีของฉันตกงาน เขาแค่เลือกงานที่ดีกว่า การลาออกบางครั้งก็ไม่ได้หมายความว่าต้องตกงานก็ได้นะคะ แต่ฉันไม่แปลกใจหรอกที่พี่สะใภ้จะไม่ค่อยรู้เรื่องเหล่านี้ ก็พี่อยู่แต่ในไร่ในนานี่คะ ดูหน้าพี่สิคะว่าหยาบกร้านแค่ไหนแล้ว”
ถ้อยคำเจ็บแสบที่ออกมาจากปากลี่อันถิง ราวกับเธอเป็นเครื่องพ่นคำด่าก็ไม่ปาน แม้จะไม่มีคำหยาบคาย แต่ทว่านั่นก็เป็นการจี้ใจดำคนฟังพอสมควร
