๒ รักไม่ต้องใช้เวลา (๒)
“ได้ไปสิ” เมื่อได้ยินก็ทำให้เด็กชายกลับมายิ้มได้อีกครั้ง จึงนั่งตักคุณลุงอยู่อย่างนั้นพลางยิ้มกว้างจนน่าหมั่นไส้ ดูเข้ากันดีมากกว่าหล่อนซะอีก
“มีอะไรหรือเปล่า คุยกันยุกยิกอยู่นั่น” คุณสอางค์เป็นคนถามด้วยความสงสัย
“วันนี้มีงานประจำอำเภอเลยว่าจะพาน้องดินไปน่ะครับ แต่ถ้าน้องดินไปคนเดียวคงจะน่าเบื่อแย่ ผมเลยจะชวนคุณว่านไปด้วย” อาศัยโอกาสที่พาลูกชายของเธอไปเที่ยวชวนคนเป็นแม่ด้วยเสียเลย รวบรัดไม่ให้หญิงสาวปฏิเสธ
ตอนแรกที่เขาเข้ามาบ้านหลังนี้เพื่อทำความรู้จักกับหล่อนก็ตกใจเรื่องที่เธอมีลูก แต่เข้าใจเพราะทุกคนต่างเจอบทเรียนชีวิตที่แตกต่าง เขาก็ใช่ว่าจะขาวสะอาดไปซะหมด เคยหย่าขาดจากภรรยาเหมือนกันเพียงแค่ไม่มีลูกเท่านั้นเอง
แต่เมื่อรับทราบว่าหล่อนหย่าขาดจากสามี ก็เป็นโอกาสที่เขาสามารถทำคะแนนได้ อีกทั้งเด็กชายก็น่ารักน่าเอ็นดู
เรื่องอะไรที่เขาจะปล่อยผ่านล่ะ...
“ว่ายังไงว่าน จะไปหรือเปล่า” ท่านหันมาถามหลานสาวที่นั่งเงียบเหมือนกำลังประมวลผล
ใจอยากไปแต่เธอก็ต้องขายของเช่นกัน ก่อนคิดว่าคนส่วนมากน่าจะไปที่งานของอำเภอกันหมด อาจจะไม่ได้มาซื้อของหวานจากร้านหล่อน ซึ่งเป็นเพียงความคิดเข้าข้างตัวเองเพราะอยากไปงานกับเขามากกว่า
ของที่เตรียมไว้ค่อยขายตอนเช้าพร้อมกับข้าวก็ได้ เมื่อตกลงกับตัวเองเรียบร้อยก็ได้คำตอบแล้วว่าจะไปหรือเปล่า
“ไปค่ะ” เพียงแค่หล่อนตกลงก็สร้างรอยยิ้มให้หนุ่มต่างวัยทั้งสองคน โดยเฉพาะลูกชายที่ชูมือทั้งสองข้างแสดงความดีใจที่มารดาจะไปเที่ยวด้วยกัน ขณะที่คนตัวสูงก็พยายามซ่อนรอยยิ้มเอาไว้ แต่สุดท้ายก็เผยรอยยิ้มกว้างออกมาอยู่ดี
“เย้”
ตอนนี้พวกเราจึงเหมือนครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกที่เดินอยู่ในงานประจำอำเภอที่มีโซนของเล่นและของกินละลานตาเต็มสองข้างทาง ถนนเส้นรองถูกปิดเพื่อจัดงานแล้วก็มีคนมาเที่ยวเยอะจนเดินเบียดกัน ทำให้ศิวกรตัดสินใจอุ้มหนูน้อยกลัวว่าจะพลัดหลง
กลายเป็นความประทับใจที่เธอมีแก่เขา เหลือบมองหน้าร่างสูงแล้วผินหลบเมื่อเห็นว่าเขากำลังมองมาเช่นเดียวกัน เธอใช้โอกาสนี้ชวนเขาคุยเพราะรู้สึกเกรงใจชายหนุ่มต้องอุ้มฐาภูรีตลอดเวลา กลัวว่าเขาจะเหนื่อยเกินไป
“คุณกรไม่หนักเหรอคะ ดินตัวจ้ำม้ำมากเลยนะ” นึกเป็นห่วงคนตัวสูงแต่เขากลับส่ายหน้าทันที แม้ความจริงจะหนักก็ต้องปฏิเสธไว้ก่อน
ต้องเก่งต่อหน้าสาว...เรื่องนี้สำคัญในการเอาชนะใจเลย
“ไม่หนักหรอก รู้สึกเหมือนยกเวทตลอดเวลาเป็นการออกกำลังกายไปในตัว” พูดเพื่อให้เธอคลายความกังวล ก่อนที่เด็กชายจะชี้ไปยังของกินไม่ขาดสาย ไม่ได้ฟังด้วยซ้ำว่าแม่กับคุณลุงคุยอะไรกัน เพราะสิ่งที่ล่อตาล่อใจก็คืออาหารมากมายตามสองข้างทาง
เด็กคนอื่นอาจสนใจสไลด์เดอร์ยักษ์หรือซุ้มของเล่น แต่ฐาภูรีไม่ใช่จำพวกนั้นเพราะเขามองแต่อาหารอย่างเดียว
“ผมอยากกินโรตีสายไหม” แล้วแม่ก็พาแวะไปซื้อ
“ขอกินไข่เต่าหน่อยคับ” เข้าร้านนี้ตามความต้องการของเด็กชาย
“อยากกินไก่ทอดอ่ะ” เดินสองก้าวก็ต้องแวะร้านข้างกัน ถึงเธอจะบอกเขาไม่ให้ตามใจแต่เจอแววตาอ้อนใครจะอดใจไหวบ้าง เด็กคนนี้มีความสามารถในการโน้มน้าวคนเก่งเสียจริง เพียงไม่นานก็เอาชนะแม่กับคุณลุงอยู่หมัด
“เฟรนฟรายส์ด้วยได้ไหมคับ” คิดว่าไก่ทอดคือร้านสุดท้ายแต่เด็กชายก็ขอกินอีก จนเธอต้องพาแวะอีกรอบแม้จะอยากดุแค่ไหนแต่เห็นหน้าของศิวกรที่เอ็นดูลูกชายตนก็ดุไม่ลง จำต้องตามใจก่อนแล้วค่อยจำกัดอาหารทีหลัง
เธอเดินตามคนทั้งสองแล้วมองแผ่นหลังกว้าง ก่อนคิดถึงอดีตสามีที่ไม่เคยได้เดินข้างกันหรืออุ้มลูกเลยสักครั้ง เขาแค่ให้กำเนิดแต่ไม่เคยเลี้ยงดูลูกชาย
คิดแล้วก็ยิ้มสมเพชตัวเองที่ทนอยู่บ้านหลังนั้นนานหลายปี เพื่อคำว่าลูกแต่ปราศจากความสุข
เธอคิดถูกแล้วที่ตัดสินใจออกมาจากความสัมพันธ์นั้น เพราะตอนนี้มีความสุขจนแทบลืมเรื่องเลวร้ายและความเศร้าที่ผ่านมาจนหมดสิ้น
“กินขนาดนี้ไม่อิ่มหรือไงเรา แม่เห็นยังอิ่มแทนเลยเนี่ย” หาที่นั่งกินแล้วก็ชวนเด็กชายคุยไปด้วย เธอส่ายหน้าระอาปนเอ็นดูในความกินจุของลูกชายตัวเอง อยากห้ามปรามแต่ดูท่าว่าคงใจอ่อนอีกเช่นเคยนั่นแหละ
ไม่เคยห้ามลูกเรื่องกินได้สักครั้ง...
“กินได้อีกคับ” ตอบอย่างมั่นใจแม้จะมีขนมเต็มปาก เธอคิดว่าตัวเองเลี้ยงลูกไม่ให้อดอยากแต่ทำไมถึงทำตัวเหมือนไม่เคยกินอะไรสักอย่างแบบนี้นะ
กระนั้นหล่อนก็นึกเอ็นดูลูกชายจนให้กินต่อไป เมื่ออาหารหมดก็ดื่มน้ำล้างมือ ท้องตึงหนังตาก็เริ่มหย่อนแล้ว ศิวกรเห็นดังนั้นก็เริ่มชวนเด็กน้อยไปทำกิจกรรมเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายอาจขอกลับบ้าน ซึ่งเขายังไม่อยากกลับ
ขอเล่นเป็นพ่อแม่ลูกกันอีกสักหน่อย เพื่อให้คนแถวนั้นเห็นว่าพวกเราอยู่ในสถานะใด จะได้ไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่งกับเธอ
“ลุงว่าเราไปนั่งชิงช้าสวรรค์กันดีกว่า” ชี้ไปยังเครื่องเล่นที่ยังว่างจากผู้คน
“ไม่อาวววว มันสูงผมกลัว” ส่ายหน้าปฏิเสธทันทีแต่เขาไม่ย่อท้อเลยสักนิด พยายามชักชวนให้เด็กน้อยไปเล่นด้วยกัน
“มีลุงอยู่ด้วยจะกลัวอะไรล่ะ เดี๋ยวลุงจะปกป้องดินกับแม่เอง ไปกันเถอะ” พูดจบก็จูงมือเด็กชายไปที่เครื่องเล่นโดยมีหญิงสาวตามมาด้วย เธอกลัวความสูงแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร เข้ามาในนั่งกระเช้าโดยอยู่ฝั่งตรงข้ามเขาเพื่อให้เกิดความสมดุล
เด็กชายนั่งตักคุณลุงแล้วมองไปข้างนอก ปากบอกว่ากลัวแต่ตามองด้านล่างไม่กระพริบ เป็นเธอเสียอีกที่ไม่กล้ามองสิ่งใดเลย สายตาโฟกัสแค่ชายหนุ่มที่นั่งตรงหน้า กลัวว่าตัวเองจะเป็นลมเสียก่อน
“สวยไหม” เห็นว่าเด็กชายลงจากตักของตนไปนั่งด้านข้าง แล้วเกาะรั้วเหล็กมองข้างนอกจึงได้ถาม
“สวยคับ” หยักหน้าขึ้นลงดวงตาเป็นประกาย ไม่มีความกลัวหลงเหลือเลยสักนิด เขาจึงหันมาสบตากับคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามแทน ได้ใช้เวลาร่วมกันทำให้รู้ว่ามีความสุขมากแค่ไหน ยิ่งมั่นใจว่าเขาไม่ต้องการรอคอยอีกต่อไป
อายุปูนนี้แล้วจะรออีกทำไม...
“แล้วเธอล่ะ...คิดว่าสวยไหม” คนที่ไม่กล้ามองข้างล่างทำได้เพียงพยักหน้าแล้วตอบคำถามของเขา เธอเผลอมองดวงหน้าคมโดยไม่คิดเลยว่าเขาจะจีบกันโต้งๆ จนหล่อนไม่กล้าสบตาอีกต่อไป
“สวยค่ะ”
