๒ รักไม่ต้องใช้เวลา (๑)
๒
รักไม่ต้องใช้เวลา
หลังจากนั้นบ้านพรพิรุณก็ได้ต้อนรับแขกข้างบ้านที่กลายมาเป็นแขกประจำไปโดยปริยาย เขาสนิทสนมกับฐาภูรีจากการที่ชวนเด็กน้อยพูดคุยและเล่นสนุกกัน ไม่รู้ว่าเข้าขาได้อย่างไร เพราะเธอกลับจากขายของทีไรก็เห็นอีกฝ่ายตัวติดกับลูกชายของตนตลอด
เป็นสิ่งคุ้นตาไปเสียแล้ว เพราะถ้าวันใดที่อีกฝ่ายไม่มา เด็กชายเป็นต้องนั่งหน้าหงอยเรียกหาทุกที
เหมือนว่าอันดับหนึ่งในใจของลูก จะไม่ใช่คุณแม่อีกต่อไป อาจถูกเบียดจนตกกระป๋องโดยมีใครบางคนเข้ามาแทนที่ ซึ่งเธอไม่ได้เสียใจเลยสักนิด กลับชอบที่เห็นลูกชายมีความสุขและยิ้มได้อีกครั้ง จนต้องขอบคุณคนที่เข้ามาเป็นรอยยิ้มใหม่ให้หนูน้อย
โดยที่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรพิเศษเลย ไม่ได้ให้ของขวัญใหญ่โตหรือราคาแพง เพียงแค่มีความจริงใจก็ชนะขาดลอยแล้ว
หรือเพราะสิ่งนี้ลูกชายไม่เคยได้จากคนเป็นพ่อ จึงโหยหาจากคนอื่น แล้วคนผู้นั้นก็คือศิวกรนั่นเอง...
ความเขินอายยังคงหลงเหลือแต่ไม่ใช่จากความอับอายอีกต่อไป เรียกว่าเก้อเขินยามถูกมองน่าจะเหมาะกว่า หัวใจเธอพลันเต้นรัวยามสบตาเขา เหมือนมีนัยบางอย่างส่งมาถึงกันแต่หล่อนก็ไม่ได้พูดอะไร ถึงจะไม่ได้อายุเยอะแต่ประสบการณ์ก็บอกบางสิ่ง
ความรัก...ที่เธอไม่เคยได้รับจากคนเป็นสามีเก่า
แต่เหมือนว่ามันจะกลับมาทักทายอีกครั้ง จากผู้ชายคนใหม่ที่เพิ่งได้พบกัน
“ลุงกรมาแล้ว!” ช่วงสายที่เธอกำลังเตรียมของหวานสำหรับไปขายยามเย็นก็มีแขกคนสำคัญเดินเข้ามา ถือช่อดอกกุหลาบสีเหลืองมาพร้อมกับถุงบางอย่างที่เธอไม่อาจทราบได้ว่าคือสิ่งใด เสียงของลูกชายดังขึ้นพร้อมวิ่งเข้าไปหาชายหนุ่มเพื่อกอดขา
ไม่นานศิวกรก็ก้มลงมาอุ้มเด็กน้อยที่ตอนนี้ตัวจ้ำม้ำจากการกินไม่หยุด จนโดนคนเป็นแม่สั่งลงโดยด่วน ไม่เช่นนั้นอาจอ้วนมากกว่านี้จนเดินไม่ไหว
“อ่ะ นี่ของน้องดิน...ส่วนนี่ของคุณว่านครับ” เขามอบของให้เด็กชายเป็นขนมภาษาญี่ปุ่น จากนั้นจึงยื่นช่อกุหลาบมาให้หล่อนต่อหน้าทุกคน ไม่มีความเขินอายเลยสักนิด กลับเป็นเธอมากกว่าไม่กล้าสบตาได้แต่รับดอกไม้ช่อนั้นมากอดเอาไว้
นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้รับดอกไม้...
เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี จนเธอรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้า คาดว่ามันต้องแดงก่ำเป็นลูกตำลึงสุกอย่างแน่นอน
“ไม่เห็นต้องซื้อมาให้เลยนี่คะ” บอกเขาเสียงเบาแล้วมองร่างหนาที่นั่งลงยังโซฟาเยื้องกัน มองเห็นกันและกันอย่างชัดเจน
“ไม่ได้ซื้อ ฉันปลูกดอกไม้ไว้ที่หลังบ้านมันออกดอกพอดี เอาไว้วันหลังจะพาเธอไปดูสวนดอกไม้ที่บ้าน มีหลายชนิดมากเธอน่าจะชอบ” ลืมไปเสียสนิทว่าบ้านของเขาคือสวนดอกไม้ขนาดย่อม ปลูกไว้หลากชนิดจนแทบจะจัดเป็นสวนพฤกษชาติได้ด้วยซ้ำ
เหมือนปล่อยไก่อีกแล้ว อาจเพราะเขินจนลืมไปหมดทุกอย่าง จึงแก้เก้อด้วยการเอ่ยขอบคุณเขาแล้วก้มลงดมกลิ่นดอกไม้
“ขอบคุณค่ะ”
หอมจังเลย...
เธอชอบดอกไม้เป็นอย่างมากแล้วก็เฝ้าฝันว่าจะมีชายหนุ่มมอบมันให้ตน...
ครั้งที่คบกับสามีเก่าไม่เคยได้เป็นช่อ มีเพียงดอกไม้ริมทางที่เขาเด็ดมามอบให้เพื่อล่อใจสาวน้อย จนยอมมอบกายแล้วก่อเกิดเลือดเนื้อเชื้อไข จากนั้นก็ไม่เคยได้รับดอกไม้จากฝ่ายนั้นอีกเลย แม้จะเอ่ยขอโดยตรงก็ถูกปฏิเสธไร้เยื่อใย
เคยตั้งคำถามว่าทำไม แต่ตอนนี้เธอรู้แล้วโดยไม่ต้องรอคำตอบจากเขา
เพราะไม่รักอย่างไรล่ะ...เธอไม่ถูกรักจากสามีเก่า
“ไม่มีของยายบ้างเหรอพ่อกร” คุณยายเห็นเช่นนั้นก็เป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นมา ยิ่งทำให้หล่อนเขินมากกว่าเดิม เพราะดูเหมือนเขาจะให้ความสำคัญกับตน
“มีครับ น้ำมะพร้าวสดกับเนื้อมะพร้าวอ่อนที่คุณยายชอบครับ” ยื่นถึงให้คุณสอางค์เพราะเตรียมของฝากสำหรับทุกคนไว้แล้ว ไม่ได้มีเพียงของเธอผู้เดียว ยังนึกไปถึงคนในครอบครัวของญาดาวีด้วย เธอจึงมองเขาด้วยแววตาซาบซึ้ง
ไม่คิดว่าจะเจอความสัมพันธ์ที่ทำให้สบายใจ ถึงไม่มีใครเอ่ยความในใจก็รับรู้กันเอง ด้วยการกระทำและแววตาที่ส่งมา
จนเธอไม่รู้ว่าตนควรเช่นไร รอเวลาให้นานกว่านี้ดีหรือเปล่า เพราะระยะเวลาตั้งแต่วันแรกที่เจอกันจนถึงวันนี้ก็แค่หนึ่งเดือนเท่านั้นเอง กลัวว่ามันอาจเร็วเกินไป คงต้องรออีกสักหน่อยเพื่อให้เราสองคนได้ศึกษากันมากกว่านี้
“รู้ใจซะจริง ยายกำลังอยากกินพอดี” ท่านเอ่ยอย่างมีความสุข จากนั้นก็มองหลานสาวที่นั่งกอดดอกกุหลาบอยู่อย่างนั้นไม่พูดจา
รับรู้ดีว่าแขกที่มาต้องการสิ่งใด แต่ในเมื่อฝ่ายชายไม่พูดก็ไม่ใช่ธุระกงการจะต้องถาม คิดว่าศิวกรพร้อมวันใดก็คงเอ่ยออกมาเอง ซึ่งดูจากแววตาของชายหนุ่มคิดว่าอีกไม่นานคงทนไม่ไหว แล้วพูดกับท่านเป็นเรื่องเป็นราวเองนั่นแหละ
น่าเสียดาย...ทั้งที่หลานชายของตนเจอก่อนได้สร้างครอบครัว กลับทิ้งเพชรเม็ดงาม
จนคนที่เห็นของดีได้มาเจอแล้วกำลังจะคว้าไปแล้ว...
“ลุงกรบอกทวดหรือยัง” นั่งเล่นกับคุณลุงแล้วก็กระซิบถามกันสองคน แต่ทุกคนในห้องนั่งเล่นก็ได้ยินกันหมดเพียงแค่ไม่รู้ว่าเด็กชายหมายถึงสิ่งใดจึงต้องเงียบไว้ก่อน
“ยังเลย” เขาตอบกลับ
“ง่า...ผมจะได้ไปไหม” เริ่มหวั่นเกรงแล้วทำหน้ายุ่ง ร่างสูงเห็นเช่นนั้นก็เพิ่มความมั่นใจด้วยคำตอบที่หนักแน่น
