๑ คนแปลกหน้าที่ดวงตาอบอุ่น (๔)
มาเยือนบ้านข้างเคียงอีกครั้ง ระยะเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์เธอยังไม่เคยเห็นเจ้าของบ้านเลยแม้เพียงครั้งเดียว เจอแต่คุณลุงที่ดูแลบ้านพ่วงตำแหน่งทำสวน มาทีไรก็เห็นอีกฝ่ายถอนหญ้าบ้าน ทำแปลงดอกไม้บ้างหรือไม่อย่างนั้นก็กำลังใส่ปุ๋ยให้ดอกไม้จนกลายเป็นภาพชินตา จนเธอคิดว่าเราสองคนสนิทสนมกันไปแล้ว
หลังขายของเสร็จก็นำอาหารใส่ทัพเพอร์แวร์เพื่อมาให้เจ้าของบ้านที่ไม่เคยเจอตัว ครั้งนี้เธอเปิดรั้วแล้วยิ้มให้คุณลุงที่กำลังเก็บดอกไม้ ภาพค่อนข้างขัดกันเล็กน้อยที่ผู้ชายตัวใหญ่จับดอกกุหลาบอย่างอ่อนโยน จนเธอเผลอมองนานไปหน่อย
กระทั่งเขาหันมาแล้วเราสบตากัน เธอจึงได้สติส่งยิ้มหวานให้อีกฝ่าย ก่อนยื่นอาหารที่ตนเป็นคนทำเองกับมือไปตรงหน้า
“คุณลุงคะ วันนี้เอากับข้าวมาให้ค่ะ...มีของคุณลุงด้วยนะคะ ของคุณ...เจ้าของบ้านชื่ออะไรเหรอคะ” เจอกันหลายครั้งยังไม่ได้ถามชื่อเสียงเรียงนามของเขา กระทั่งเจ้าของบ้านเธอก็ยังไม่รู้ชื่อแส่ คราวนี้สบโอกาสจึงได้สอบถาม แล้วเขาก็ดูเต็มใจตอบเหมือนอยากพูดคุยกับเธอ
“ศิวกร เรียกว่ากรก็ได้” บอกชื่อเจ้าของบ้านซึ่งความจริงคือเขาเอง แต่ก็ยังไม่ได้บอกเธอเพราะไม่รู้จะพูดอย่างไร
กลัวหญิงตรงหน้าอายจนไม่กล้ามาบ้านหลังนี้อีก
เขายังอยากพูดคุยกับเธออีกหลายต่อหลายครั้ง...
“อ่า...ถุงนี้ให้คุณกร ส่วนถุงนี้ให้ลุงค่ะ” เธอไม่ได้เตรียมอาหารมาให้เจ้าของบ้านแค่คนเดียว ยังแบ่งให้คนดูแลอีกต่างหาก เป็นความมีน้ำใจที่สร้างความประทับใจให้เขาจนเผยรอยยิ้มออกมา รับของมาถือไว้พร้อมถามด้วยความอยากรู้
“ทำไมถึงเรียกฉันว่าลุงล่ะ หน้าตาฉันเหมือนลุงมากเลยเหรอ” คำเรียกของเธอทำให้เขาเริ่มเสียความมั่นใจ เพราะอายุของตนก็ไม่ได้เยอะพอจะเป็นลุงได้
แล้วเขาก็ไม่คิดจะเป็นลุงของเธอด้วย...
“ก็...ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าเล็กน้อยเมื่อได้เห็นใบหน้าแท้จริงของเขา ดูอ่อนเยาว์กว่าจะเป็นลุง แต่ก็รู้ว่าอายุเยอะกว่าตนอย่างน้อยสิบปี จะให้เรียกพี่คงไม่ไหวหรอก ถ้าเป็นน้าก็อาจจะได้
“ถ้าไม่เหมือนก็เรียกอย่างอื่นสิ”
“เรียกว่าอะไรคะ คุณชื่ออะไรเหรอ” ถามด้วยความอยากรู้แล้วดูเหมือนว่าเขาก็พร้อมจะตอบ เพียงแต่มีคนแทรกขึ้นมาก่อนจนพวกเขาสองคนต้องหันไปมอง ทว่าคนมาใหม่ไม่ได้ทำให้เธอตกใจเท่ากับคำเรียกขาน
“คุณกรครับ ซ่อมให้แล้วนะครับ...แล้วนี่...ใครครับ” หัวใจของหญิงสาวเต้นรัวพร้อมกับใบหน้าที่ชาทั้งดวง รู้สึกเหมือนโดนน้ำเย็นสาดเข้าหน้าจนไม่รู้สึกอะไร ก่อนเธอจะได้สติลอบกลืนน้ำลายลงคอแล้วมองคนที่ตนเรียกว่าลุงมาโดยตลอด
“หือ คุณกร...คุณลุง...คือ” จับต้นชนปลายถูกแต่ไม่กล้าเอ่ยออกมา
“ฉันชื่อศิวกรเรียกว่ากรก็ได้” เขาจึงได้แนะนำตัวครั้งแรกหลังจากยอมให้หล่อนเลี้ยงว่าลุงมาตั้งนาน สายตาเอ็นดูหญิงสาวเป็นอย่างมาก แต่เธอกลับไม่กล้าสบตาด้วยซ้ำ ก้มมองพื้นพร้อมค้อมศีรษะแล้วกล่าวขอโทษอย่างรู้สึกผิด
เรียกเขาว่าลุงมาเป็นสัปดาห์ รู้ความจริงวันนี้หน้าแตกหมอไม่รับเย็บ...
“คุณกร...คือหนูขอโทษนะคะ หนูไม่ทราบว่าคุณเป็นเจ้าของบ้าน” เงยหน้าก็ยกมือไหว้ขอโทษอีกครั้ง เขาเห็นก็ยิ่งเอ็นดูเธอไม่ได้ถือโทษโกรธเลยสักนิด เป็นตนเองที่ไม่ได้พูดความจริงแต่แรกแล้วให้เธอเชื่อแบบนั้น
“ไม่เป็นไร ฉันรู้ว่าตัวเองเหมือนคนสวน” เขาพูดหยอกเย้าโดยไม่ได้คิดจะประชดประชัน แต่หญิงสาวดันเข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังพูดแดกดันจึงรีบส่ายหน้าพลางหาข้ออ้างออกจากตรงนี้โดยเร็วที่สุด
“ไม่เลยค่ะ ไม่เหมือนเลย หนูแค่ตาถั่วไปหน่อย เอ่อ ขอโทษค่ะ คุณยายบอกว่าให้หนูรีบกลับบ้าน ขอตัวก่อนนะคะ” ยกมือไหว้ตามมารยาทก่อนวิ่งออกจากบ้านของเขาอย่างรวดเร็วแทบไม่เห็นฝุ่น ชายหนุ่มมองตามแล้วหัวเราะออกมาเล็กน้อย ขณะที่คนติดตามก็เอ่ยชมหญิงสาวเช่นเดียวกัน
“ใครเหรอครับ น่ารักดี” หน้าเขาตึงทันทีเมื่อเห็นแววตาของคนสนิทที่มองสาวน้อย
บอกตามตรงว่าหวง...ถึงจะไม่มีสิทธิ์ก็ตาม
“คนข้างบ้าน” เขาตอบเช่นนั้นแล้วเดินเข้าบ้านพร้อมถือของกินมาด้วย
“เขาเอาอะไรมาให้เหรอครับ มีสองถุงด้วย...เหมือนกันเลย” รีบชะโงกหน้ามามองแล้วเอ่ยถามตามประสาคนอยากรู้เรื่องเจ้านายไปเสียทุกอย่าง
“ฉันจะกินสองถุง” ความหวงไม่เข้าใครออกใคร ร่างหนาตอบเช่นนั้นแล้วเก็บอาหารไว้กินคนเดียวไม่ยอมแบ่ง
“อ้าว...กินหมดเหรอครับ”
“หมด ท้องแตกก็จะกิน” พูดจบก็ไม่สนใจอะไรอีก เดินเข้ามาในบ้านเพื่อรับประทานอาหารเพียงลำพัง ปล่อยให้คนสนิทมองตามแล้วพึมพำอิจฉา
“หวงซะด้วย...” คงต้องกินข้าวของป้าที่ผูกปิ่นโตเหมือนเดิม
แต่มันไม่อร่อยเอาเสียเลย!
วิ่งกลับมาบ้านด้วยความเร็ว ไม่คิดเลยว่าจะเจอเหตุการณ์ยากต่อการเผชิญหน้าเช่นนี้ เพิ่งรับรู้ถึงความอับอายแทบจะแทรกแผ่นดินหนีเป็นครั้งแรก คิดมาตลอดว่าเขาเป็นเพียงคนสวนที่ดูแลบ้านให้เจ้าของ ความจริงไม่ใช่เช่นนั้นและไม่ได้ใกล้เคียง
เขาเป็นเจ้าจองบ้านต่างหาก!
มีตาแต่ไม่มีแววเอาเสียเลย
“เป็นอะไรน่ะเรา” คุณยายเห็นหลานสาวเข้ามาในบ้านด้วยใบหน้าไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่ จึงได้ถามแต่เธอก็ไม่ได้อธิบายในทันที ก้าวเข้ามานั่งที่โซฟาข้างท่านพร้อมปิดหน้าตัวเองไม่อยากรับรู้สิ่งใดทั้งสิ้น อายจนหน้าชาไปหมดแล้ว
“ปล่อยไก่ตัวเบ้อเร่อเลยค่ะ” พูดเสียงเบาแต่ท่านก็ยังได้ยินชัดเจน
“ปล่อยไก่อะไร” เพราะอยู่ในห้องที่แทบไม่มีเสียง จึงได้ยินประโยคที่เธอเอ่ย จนต้องถามย้ำไม่เข้าใจว่าต้องการสื่ออะไรกันแน่
“หนู...ไปซักผ้าก่อนนะคะ” ไม่คิดตอบรีบเลี่ยงไปหลังบ้านเพื่อทำงานบ้านคั่งค้าง หน้าสวยแดงก่ำจนคุณยายต้องมองตาม นึกสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เพราะหลานสาวไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน
“อะไรของเขา...”
เจอเรื่องอะไรมาหรือเปล่านะ...
ช่วงเช้ายังคงไปขายของเหมือนเดิม ไม่ว่างเว้นเลยสักวันเพราะสนุกกับการทำงาน อาหารของหล่อนขายหมด ส่วนตอนเย็นก็ขายของหวานไม่เหลือกลับบ้านสร้างความดีใจแก่ญาดาวีเป็นอย่างมาก เธอจึงพยายามคิดค้นเมนูไม่ให้ซ้ำกัน
แล้วคนก็ดูจะชอบเสียด้วย...
“กลับมาแล้วค่ะ...สวัสดีค่ะคุณกร” กลับถึงบ้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เสียงมาก่อนตัวด้วยซ้ำจึงไม่ได้มองว่าบ้านของตนไม่ได้มีแค่คนในครอบครัว กลับมีแขกคนสำคัญที่กำลังเล่นสนุกกับลูกชายของเธอ เมื่อสบตากันก็ทำให้หล่อนชะงัก
“สวัสดีครับ คุณว่าน” เจอกันหลายครั้งแต่ไม่ได้แนะนำตัว ทว่าเขากลับรู้ชื่อเล่นของเธอ
“เข้ามากินข้าวเช้าด้วยกันสิลูก พอดีคุณกรเขาเอามะพร้าวจากสวนมาฝากยายเลยชวนกินข้าวด้วยกัน” ยืนตัวแข็งค้างแล้วมองร่างหนาที่ยิ้มให้กันเป็นมิตร เธอยังอายไม่หายแต่เมื่อคุณยายพูดเช่นนั้นก็ต้องร่วมโต๊ะอาหาร ไม่อยากทำตัวมีปัญหา
นั่งลงกินข้าวข้างคุณยาย แล้วเป็นฝั่งตรงข้ามกับเขา ซึ่งปกติที่นั่งข้างเด็กชายจะต้องเป็นเธอ แต่ตอนนี้ฐาภูรีเหมือนจะชอบคุณลุงคนใหม่ที่เพิ่งพบเจอกัน จนไม่สนใจคนเป็นแม่เสียแล้ว
“ลุงกรมาทุกวันเลยได้ไหมคับ ผมอยากเล่นกับลุงกร”
“ได้สิ ลุงจะมาทุกวันเลย” เขาตอบรับแล้วยิ้มให้เด็กน้อย
“เย้!”
ความสัมพันธ์ของสองคนแน่นแฟ้นอย่างรวดเร็ว ไม่รู้เขาทำอย่างไรจึงได้ใจลูกชายของหล่อน ลอบมองใบหน้าคมเพื่อสังเกตอยู่หลายครั้งว่าเขาจะโกรธกันหรือเปล่า แต่ชายหนุ่มกลับมองกลับมาด้วยความอ่อนโยน
ไม่ถือโทษโกรธเคืองเลยสักนิด...
