๑ คนแปลกหน้าที่ดวงตาอบอุ่น (๒)
“ว่านอยากหาเงินด้วยตัวเอง...อีกอย่างจะได้ให้ลูกรู้จักคุณค่าของเงินด้วย” ไม่อยากอาศัยท่านอย่างเดียวโดยไม่ขวยขวานหาเงินเอง จึงได้หาเหตุผลเพื่อสนับสนุนความต้องการของตน จนคุณยายยอมอ่อนลงแล้วส่ายหน้าระอาปนเอ็นดู ยิ้มเล็กน้อยยามมองหญิงสาวที่ท่านรักเหมือนลูกไปแล้ว
รักยิ่งกว่าลูกสาวที่ไม่เคยมาหาแม่สักครั้งเสียด้วยซ้ำ...
“เรานี่น่า...เป็นคนดีจริงเชียว เสียดายที่เจ้าทีมมันไม่รู้จักคุณค่า ทิ้งเพชรเม็ดงามซะได้...” นึกเสียดายที่ไม่ได้อีกฝ่ายเป็นหลานสะใภ้ แต่ก็รู้ว่าทั้งสองเข้ากันไม่ได้หรอก ต่างเกินไปสุดท้ายก็ต้องแยกทางอยู่ดี
“เอาเถอะ คู่กันแล้วไม่แคล้วกันหรอก สักวันก็ต้องมีเหตุให้กลับมาคู่กันเหมือนเดิมนั่นแหละ” ตัดใจไม่พูดถึงอีกแล้วเริ่มลงมือรับประทานอาหาร มีของกินอร่อยจนฐาภูรีไม่พูดสักคำ กินข้าวจนหมดแล้วขออีกจาน ซึ่งคนเป็นแม่ก็ยินยอมตักให้แต่โดยดี
ระหว่างกินข้าวก็เห็นว่าน้าสำรวยเดินผ่านพร้อมตะกร้าขนาดใหญ่ บรรจุมะม่วงหลายผลจนอดไม่ได้ที่ท่านจะตะโกนถาม “เอามะม่วงมาจากไหนล่ะสำรวย” คนที่เหลือจึงหันไปมองแล้วพบมะม่วงสีเหลืองอร่ามเต็มตะกร้า เด็กชายตาโตด้วยความชอบข้าวเหนียวมะม่วงเป็นทุนเดิม จึงหวังจะขอร้องมารดาช่วยทำให้กิน
ขณะเดียวกันญาดาวีก็นึกแปลกใจที่เห็นมะม่วงมากมายเช่นนั้น แถวนี้ไม่มีบ้านไหนปลูกมะม่วงแล้วน้าสำรวยไปเอามาจากไหน แต่ไม่นานก็ได้ยินคำตอบจึงกระจ่าง
“ไร่ข้างๆ ค่ะคุณยาย คุณเขาเอามาให้บอกว่าสวัสดีเพื่อนบ้านใหม่” ไม่เพียงแค่เธอที่สงสัย เพราะคุณยายก็คิดเช่นเดียวกัน
“หือ...มีคนย้ายมาอยู่แล้วเหรอ เห็นปล่อยให้บ้านว่างเสียตั้งนาน ฉันนึกว่าเราจะไม่มีเพื่อนบ้านแล้วซะอีก” ตั้งแต่จำความได้ก็เห็นว่าบ้านข้างเคียงไม่มีคนมาอาศัย นอกจากคนทำความสะอาดที่มาทุกสัปดาห์ตัดหญ้าไม่ให้ขึ้นจนรกตา
บ้านข้างเคียงปลูกผลไม้เอาไว้ ตอนเด็กหล่อนยังเคยแอบปีนรั้วไปเก็บบ่อยครั้ง มะม่วงอร่อยมะพร้าวก็หวานเช่นเดียวกัน
ตอนแรกคิดว่าบ้านร้างจะไม่มีคนมาอยู่เสียแล้ว...
ละแวกนี้ไม่ค่อยมีบ้านเรือนอาศัยเท่าไหร่ เพราะอยู่นอกตัวหมู่บ้าน อีกทั้งรอบบริเวณก็เป็นที่ดินของคุณยายเสียส่วนใหญ่ ปล่อยเช่าให้ทำไร่ทำนาหรือปลูกพืชผักผลไม้บ้าง จะมีก็แต่บ้านข้างกันที่เจ้าของซื้อทิ้งไว้นานหลายสิบปีไม่เห็นมาอยู่สักที
คิดว่าจะไม่มีเพื่อนบ้าน...
“มีแล้วค่ะ หน้าตาคมเข้มภูมิฐานด้วยนะคะ ดูเป็นคนมีกะตังค์มากค่ะ” บรรยายถึงเจ้าของบ้านคนใหม่ทำเอาคนที่เหลือหลุดยิ้ม คุณยายฟังแล้วก็ส่ายหน้าก่อนไล่สำรวยให้นำของไปเก็บ ของในมือเหมือนจะหนักจนแทบถือไม่ไหวแล้ว
“เอามะม่วงไปเก็บไป”
“ค่ะ คุณยายจะให้ปอกมาเสิร์ฟไหมคะ” ไม่ลืมถามเจ้าของบ้านผู้มีพระคุณ ท่านจึงหันไปหาหลานชายที่ดวงตาเป็นประกาย มองมะม่วงอย่างมีความหมายไม่ต้องสงสัยเลยว่าอีกฝ่ายอยากได้อะไร คนเป็นยายเผลอยิ้มเอ็นดู
“น้องดินอยากกินมะม่วงไหม”
“อยากคับ” ตอบวาจาฉะฉานเสียงดัง
“ปอกมาเลย” ตามใจหนูน้อยเพราะเปรียบเสมือนหัวใจของบ้าน
“ค่ะคุณยาย” สำรวยรับคำแล้วเดินเข้าครัวเพื่อนำมะม่วงไปเก็บก่อนคัดบางส่วนมาปอกแล้วเสิร์ฟขึ้นโต๊ะให้เจ้านายได้รับประทาน เด็กชายยิ้มกว้างมีความสุขเมื่อคิดว่าตนกำลังจะได้กินของอร่อย ท้องสำหรับของคาวแน่นแล้ว
แต่ก็ยังเหลือพื้นที่สำหรับของหวานมาเติมเต็ม...
“สงสัยพรุ่งนี้ต้องไปทำความรู้จักเพื่อนบ้านคนใหม่หน่อยแล้ว” คุณยายเอ่ยอย่างอารมณ์ดีแล้วกินข้าวต่อ หันไปชวนเหลนตัวน้อยพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องโรงเรียนที่จะเข้าศึกษาในปีหน้า ช่วงนี้ก็ให้เล่นสนุกตามวัยไปก่อน เพราะดูเหมือนฐาภูรีจะฉลาดเกินวัยด้วยซ้ำ ท่องพยัญชนะภาษาไทยได้ครบ ทั้งยังเขียนตามรอยปะได้สวย ระบายสีหรือจับคู่ภาพก็เก่ง
สมเป็นเหลนของยายสอางค์เสียจริง!
อากาศยามเช้าไม่ได้ร้อนอย่างที่คิด มีลมพัดสบายทั้งแดดก็ไม่ได้แรงจ้าจนถึงขั้นทนไม่ไหว เธอมีหมวกปีนสานคลุมใบหน้าไว้ ทั้งยังเสื้อแขนยาวปิดตามผิวจึงไม่ต้องรังสียูวี เพียงแค่ขับมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างเข้ามาในเขตรั้วบ้านหลังขายกับข้าวจนหมดไม่เหลือสักหม้อ
เธอทำอาหารไปสี่อย่างด้วยปริมาณขนาดกลาง คิดว่าคงใช้เวลานานกว่าของจะหมด แต่ลูกค้ามาซื้อจนหมดภายในสองชั่วโมงจึงได้กลับเร็ว เห็นเงินที่ได้ก็เรียกรอยยิ้มให้หล่อนจนต้องร้องเพลงตามทางกระทั่งถึงบ้าน
คนในหมู่บ้านเป็นคนคุ้นเคยกันอยู่แล้ว ต่างถามไถ่ถึงเหตุผลที่กลับมาอยู่บ้าน ซึ่งเธอก็ตอบไปตามความจริงแต่ไม่ขยายความมากกว่านั้น เพราะแค่นี้ชาวบ้านก็น่าจะเอาไปขยายความกันต่างๆ นานาแล้วว่าเธอถูกหนุ่มชาวกรุงทิ้ง
ช่างเถอะ...ไม่อยากเอามาใส่ใจให้ปวดหัวเปล่า
เขาจะพูดอย่างไรเธอไม่สนหรอก ใช้ชีวิตของตัวเองให้ดีดีกว่า
“ขายของหมดแล้วเหรอลูก” คุณยายกำลังนั่งเล่นกับฐาภูรีอยู่หน้าบ้าน พอเห็นว่าหล่อนกลับถึงบ้านเร็วกว่าปกติจึงได้ถาม
“ค่ะ กับข้าวหมดทุกอย่างไม่เหลือเลย คิดว่าจะขายไม่ค่อยได้ซะอีก แต่คนซื้อส่วนใหญ่ขอเหมาไปหลายถุงจนหมดเร็วเนี่ยแหละค่ะ” เริ่มขนของลงจากรถแล้วเดินเข้าไปเก็บในครัว ได้ยินเสียงลูกชายเอ่ยชมตามหลังจนอดยิ้มเอ็นดูไม่ได้
“แม่เก่งที่สุด!”
“ปากหวาน...” ยิ้มให้ลูกแล้วเดินเข้าครัว
ล้างหม้อและเก็บเข้าชั้นวาง ทำความสะอาดทุกอย่างจนเรียบร้อยค่อยออกมาข้างนอก เธอกินข้าวไปตั้งแต่เช้าแล้วจึงไม่รู้สึกหิวเท่าไหร่ สายตาจ้องมองของหวานที่คุณสอางค์กำลังทำมากกว่า พอจะรู้ว่าเป็นอะไรเพียงแต่ไม่แน่ใจทำไมท่านถึงทำเยอะ
แทบจะกินได้ทั้งหมู่บ้านอยู่แล้ว...
“คุณยายกำลังทำอะไรคะ” ถามทั้งที่มองออกแต่ก็เลือกจะให้ท่านเป็นฝ่ายอธิบาย ซึ่งพอดีกับที่คุณยายต้องการความช่วยเหลือ จึงได้ไหว้วานหลานสาวของตนเป็นธุระให้เสียเลย
“มะม่วงกวนกับข้าวเหนียวมะม่วง...เรามาก็ดีเลย ยายจะฝากเอาของกินไปให้ข้างบ้านสักหน่อย สำรวยต้องช่วยยายทำกับข้าวน่ะ” ไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรง เธอได้ยินเช่นนั้นก็เต็มใจและยินดีทำให้ท่านเป็นอย่างยิ่ง เพราะอย่างไรตนก็ว่างอยู่แล้วยังไม่ถึงเวลาต้องเตรียมของเพื่อทำของหวาน
“ได้ค่ะ”
นอกจากตอบรับแล้วยังเลือกจะบรรจุของใส่กล่องเพื่อนำไปส่งแก่คนบ้านใกล้เรือนเคียง เธอยังไม่เคยพบเขาสักครั้งแต่การนำของไปส่งคงไม่ต้องทักทายมากมาย แค่นำของให้แล้วกลับเท่านั้นเอง จึงไม่ใช่เรื่องต้องกังวล
“น้องดินไปกินขนมกัน” เมื่อมีเด็กชายตัวน้อยอยู่ด้วย
