๑ คนแปลกหน้าที่ดวงตาอบอุ่น (๑)
๑
คนแปลกหน้าที่ดวงตาอบอุ่น
ความอบอุ่นของการหวนคืนสู่บ้านเกิดสร้างรอยยิ้มแห่งความสุขกลับมาสู่ญาดาวีอีกครั้ง ความมืดมนหายไปมีเพียงแสงสว่างสดใสรอบตัวจนปากอวบอิ่มมีรอยยิ้มแต้มตลอดเวลา บ้านหลังน้อยของคุณยายอบอวลไปด้วยความรักที่มีต่อกัน
ไม่ได้มีเพียงหล่อนลูกชายและคุณยายอยู่กันสามคน ยังมีน้าสำรวยผู้ดูแลคุณยาย น้าปั้นสามีของน้าสำรวย รวมทั้งป้าปุ๊ที่อยู่เป็นเพื่อนเจ้าของบ้านตั้งแต่เธอจำความได้ วิถีชีวิตเหมือนกลับสู่อดีตครั้งตนยังเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่ท่านอุปถัมภ์ ตื่นเช้ามาทำอาหารไปโรงเรียนพอถึงเวลาเลิกก็กลับบ้านทบทวนบทเรียนก่อนเข้านอน
ต่างออกไปก็คือตอนนี้หล่อนไม่ใช่นักเรียนอีกต่อไป ทั้งยังมีลูกชายสุดที่รักต้องดูแล จึงเริ่มคิดเรื่องการทำงานหาเงินเพราะที่มีอยู่ปัจจุบันเหลือน้อยเต็มที จะให้พึ่งคุณยายตลอดไปก็เกรงใจท่าน อย่างน้อยอยากมีอาชีพเพื่อส่งเสียฐาภูรี ถึงจะไม่มีพ่อเหมือนคนอื่นก็ได้รับความรักเต็มที่จากคนเป็นแม่
เธอคิดดังนั้นก็เริ่มลงมือทำอาหารเช้าให้คนในบ้านรับประทานร่วมกัน โดยแยกอาหารของเด็กน้อยเอาไว้ พอได้ยินเสียงเดินลงจากบันไดซึ่งดังกว่าปกติก็รู้ทันทีว่าต้องเป็นลูกตนแน่
“กับข้าวของผมเหรอคับ” ดวงตาเป็นประกายเมื่อมองโต๊ะอาหารแล้วเห็นกับข้าวมากมายวางไว้เต็ม แต่มีสำรับแยกของเด็กที่เห็นก็รู้ทันทีว่าต้องเป็นของตนแน่นอน คนกินจุรีบเลื่อนเก้าอี้แล้วนั่งลงตรงที่ว่างพร้อมถามอย่างตื่นเต้น
“ใช่แล้วลูก ไข่เจียวหมูสับกับต้มจืดของโปรดน้องดินไง” เมนูโปรดของเด็กน้อยเยอะจนนับไม่ไหว แต่เมื่อเอ่ยเช่นนั้นเจ้าตัวก็ยิ้มกว้างที่คนเป็นแม่ช่างรู้ใจ รีบหยิบช้อนส้อมเตรียมพร้อมสำหรับมื้อเช้าที่ส่งกลิ่นหอมจนคนทั้งบ้านออกมานั่งพร้อมหน้ากัน
“เย้ ผมจะกินให้หมดเลย” ไม่ต้องห่วงเรื่องกิน หมดแทบไม่เหลือข้าวสักเม็ด ไม่แปลกใจที่นับวันจะอ้วนขึ้นจนเธออุ้มไม่ไหว
“ค่อยกินสิ อย่ากินเร็วเดี๋ยวข้าวติดคอ” เตือนทันทีเมื่อเห็นว่าลูกชายกินอาหารเร็วเกินไป
“คับ” แม่ครัวคนสวยเดินกลับเข้าไปด้านในเพื่อถอดผ้ากันเปื้อนแล้วเก็บของทุกอย่างจนครัวกลับมาสะอาดเหมือนเดิม ตอนแต่งงานเธอก็ต้องทำทุกอย่างทั้งหมดแทบไม่มีตัวช่วยหรือคนเข้ามาช่วยเหลือ
ครอบครัวสามีเก่าฐานะร่ำรวยแต่ไม่เคยคิดจะช่วยเหลือหล่อนเลยสักนิด รู้ว่าพวกท่านไม่ชอบและพยายามบีบบังคับให้เราหย่าขาดจากกัน เธอจึงพยายามประคับประคองความสัมพันธ์ให้อยู่รอดถึงเกือบเข้าปีที่ห้าแล้ว
แต่ความอดทนก็มีขีดจำกัด...ไม่รู้ว่าจะสู้เพื่ออะไร
เมื่อเขาไม่คิดจะช่วยสู้เลยสักครั้ง ยังทำเหมือนผลักไสกันตลอดเวลาอีกต่างหาก การถอยมาเริ่มต้นใหม่จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับหล่อน
ซึ่งคิดไม่ผิดเลยสักนิด เพราะการมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่เหมือนได้รักษาบาดแผลในใจของตน ตอนนี้ทำให้ความสุขกลับมาอีกครั้ง รอยยิ้มที่ส่งให้ผู้อื่นจึงสดใสไม่ได้หม่นหมองอย่างที่ผ่านมาอีกต่อไป เธอได้สูดอากาศเต็มปอดไม่มีเรื่องกังวล
ชีวิตตอนนี้...ช่างดีเหลือเกิน
“เราก็กินให้เยอะ ผอมลงทุกวันบอกให้อยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำงานก็รั้นจะทำอยู่นั่นแหละ เกิดมาเป็นคนขยันก็เหนื่อยกว่าคนอื่นแบบนี้ ทีหลังหัดขี้เกียจบ้างนะแม่คุณ” เพียงแค่เดินออกมาจากห้องครัวก็เจอคุณยายนั่งรับประทานอาหารพร้อมเหลน แล้วกวักมือเรียกหล่อนมานั่งด้วยกัน
เธอแยกอาหารไว้สำหรับน้าสำรวย น้าปั้นและป้าปุ๊เป็นที่เรียบร้อย บนโต๊ะอาหารจึงมีเพียงคนในครอบครัวรับประทานร่วมกัน และยังคงเป็นคุณยายสอางค์ พรพิรุณที่เป็นห่วงหล่อนเสมอ
หลังกลับมาอยู่ที่นี่ได้เปลี่ยนนามสกุลกลับมาใช้ของยายเหมือนเดิม ลูกชายก็เช่นเดียวกัน ไม่ได้ใช้นามสกุลพ่ออีกต่อไป เลือกใช้พรพิรุณเหมือนแม่ เป็นครอบครัวที่แสนอบอุ่นแล้วไม่ต้องกังวลเรื่องใดอีกต่อไป
ร่างบางนั่งลงที่เก้าอี้ว่างก่อนยิ้มให้เจ้าของบ้าน ช่วงนี้เธอทำงานหนักแต่ไม่รู้สึกเหนื่อยเพราะล้วนทำด้วยความสุข ทั้งทำความสะอาดบ้านแล้วยังปลูกต้นไม้รอบบริเวณบ้าน ดูแลพืชผักสวนครัวหลังบ้านแล้วปลูกเพิ่มจนเต็มสวน ไม่ต้องออกไปซื้อที่ตลาดก็มีกินไปเป็นเดือน ยังมีแผนจะทำเพิ่มจนน้าปั้นต้องห้ามปรามไว้ก่อน
กลัวว่าหล่อนจะเหนื่อยเกินไป...
“ไม่ชินนี่คะคุณยาย อยู่เฉยแล้วรู้สึกผิดกับตัวเอง” พูดแบบนั้นแล้วกินข้าวด้วยความหิว ตื่นเช้าทำหลายอย่างจนท้องร้อง อาหารอร่อยเหมือนเดิมแล้วเธอก็เจริญอาหารจนมีน้ำมีนวลกว่าช่วงแรกที่มาถึงบ้านสวน
“เฮ้อ...เราก็ขยันเกินไป เช้าทำกับข้าวไปขาย เที่ยงมาก็เตรียมของหวานไปขายตอนเย็นอีก” ความเป็นห่วงส่งผ่านสายตามาถึงหลานสาวที่ท่านรักและเอ็นดู
งานที่เธอถนัดคือการทำอาหารและของหวาน จึงได้ทำกับข้าวไปขายในตอนเช้าแล้วก็ของหวานในช่วงเย็น ตลาดอยู่ไม่ไกลจากบ้านเท่าไหร่ นำอาหารใส่รถมอเตอร์ไซค์พ่วงไปขายก็หมดภายในเวลาไม่ถึงสามชั่วโมงด้วยซ้ำ
เพิ่งเริ่มทำได้แค่สองวันแต่ก็มีลูกค้าเข้ามาซื้อไม่ขาดสาย เรียกความดีใจแก่หล่อนเป็นอย่างมาก แม่ค้าจึงเป็นอาชีพที่เธอเลือกว่าจะทำเพื่อสามารถส่งเสียลูกชายเพียงคนเดียวของตนได้ ไม่น่าอายเลยสักนิด
อย่างน้อยก็ดีกว่าอยู่เฉยไม่ทำอะไรสักอย่าง...
“แต่เห็นเงินที่เพิ่มขึ้นก็หายเหนื่อยนะคะ” แค่เห็นเงินที่เพิ่มขึ้นเธอก็ยิ้มได้แล้ว ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ต้องอาศัยเงินจากสามี แล้วโดนเขาค่อนแขะตลอดว่าไม่มีงานทำ ทั้งที่หล่อนทำงานบ้านแล้วก็เลี้ยงลูก แค่นี้ก็เหนื่อยจนไม่มีแรงจะทำอย่างอื่น
พอได้เลิกราแล้วทำงานหาเลี้ยงตนเอง จึงเริ่มกลับมารู้สึกมีคุณค่าอีกครั้ง เพราะตลอดเวลาเกือบห้าปีถูกกดด้วยคำพูดดูแคลนตลอด
“ไม่ต้องจ้ะ ยายมีเงินมีที่เยอะแยะ เลี้ยงลูกเลี้ยงหลานได้สบายอยู่แล้ว” ใจกว้างอยากเลี้ยงทั้งหลานและเหลน คุณยายไม่ได้อยู่เฉยตามประสาคนแก่แล้วรอลูกหลานส่งเงินมาให้ใช้ เพราะท่านมีที่ทางค่อนข้างเยอะจึงปล่อยเช่า ได้รับเงินแต่ละเดือนมากโขสามารถเลี้ยงดูญาดาวีและฐาภูรีได้สบาย
