บท
ตั้งค่า

บทนำ (๒)

พอความรักเลือนหายก็เริ่มมองเห็นข้อเสียมากมายเต็มไปหมด ดวงตาจ้องไปยังชายหนุ่มที่เพิ่งลงมาจากบนบ้าน ผมเผ้าชี้ฟูกับหน้าที่ยังไม่ล้างด้วยซ้ำ ยิ่งมองก็เผลอขมวดคิ้วจนคนที่ถูกจ้องหันมาสบตาพร้อมเลิกคิ้วพลางถาม

“มีอะไร มองหน้าหาเรื่องเหรอ” น้ำเสียงของเขาดูไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่ ส่วนเธอก็ไม่อยากปล่อยเวลาให้ผ่านไปนานกว่านี้ ใจไม่คิดอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว ข้าวของทุกอย่างส่วนของตนและลูกชายถูกเก็บใส่กระเป๋าแพคไว้อย่างดี

ขอเพียงเขาตกลง...ก็พร้อมเดินออกจากบ้านทันที

“ไปหย่ากันเถอะ” คำพูดของภรรยาทำให้ร่างสูงถึงกับชะงัก มือที่กำลังจะเลื่อนเก้าอี้เพื่อนั่งรับประทานอาหารที่เธอจัดเตรียมไว้ให้ก็หยุดค้าง สมองประมวลผลรวดเร็วก่อนจ้องหน้าเธอนิ่ง มุมปากยกยิ้มราวกำลังเยาะเย้ย

ผู้หญิงที่หลงรักเขาและใช้ข้ออ้างเรื่องลูกเพื่อรั้งกันไว้กำลังจะตีจาก...ปีกกล้าขาแข็งถึงขั้นขอหย่าเองเลยเหรอ

แล้วเรื่องอะไรเขาจะต้องรั้งไว้ด้วย รอเวลานี้มานานแล้ว...

“หึ...เอาสิ หย่าก็หย่า คนที่จะเสียใจคือเธอไม่ใช่ฉัน” เพราะเขาไม่ได้มีความรู้สึกต่อหล่อนมานานแล้ว ที่อยู่ด้วยกันตอนนี้ก็แค่ไม่อยากถูกบุพการีตราหน้าว่าครอบครัวไปไม่รอด แต่ในเมื่อเธอเอ่ยปากเองคนแพ้คือหญิงสาว

ส่วนเขาก็ถือชัยชนะ...เรื่องอะไรจะปฏิเสธล่ะ

การได้กลับไปอยู่ใต้บารมีของพ่อแม่คือสิ่งที่โหยหามาตลอดหลายปี อยู่บ้านหลังนี้ก็รำคาญเสียงเด็กกับผู้หญิงหน้าตาซื่อบื้อ กลับไปอยู่ในสถานะเดิมดีกว่า

“ค่ะ คนที่เสียใจต้องเป็นฉันอยู่แล้วที่เสียเวลากับคนอย่างคุณนานขนาดนี้” สายตาแข็งกร้าวจ้องไปยังพ่อของลูกที่ใช้ชีวิตด้วยกันมาหลายปี บอกความในใจของตัวเองไปจนเกือบหมด เขาได้ยินอย่างนั้นก็เริ่มโมโหเมื่อโดนกล่าวโทษ

“เธอ!”

ไม่คิดจะฟังคำพูดของเขาจึงเลือกเดินขึ้นชั้นบนเพื่อนำกระเป๋าของตัวเองลงมา เก็บของไว้แล้วจึงใช้เวลาไม่นาน ลงมาข้างล่างก็พบเขาที่นั่งรับประทานอาหารราวไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นมาก่อน ยังคงสงบนิ่งเหมือนเดิม จนหล่อนยิ้มเยาะตนที่อดทนมานานขนาดนี้

ความสัมพันธ์ของเรามันจบลงนานมากแล้ว ยื้ออยู่ได้มาเกือบห้าปีก็ดีแค่ไหนแล้ว เธอไม่ควรเสียเวลามากกว่านี้ ต้องทำเพื่อลูกและตัวเองบ้าง

“เจอกันที่เขต ฉันเตรียมของทุกอย่างไว้หมดแล้ว” เขาไม่มีท่าทีกระวนกระวายเหมือนคนที่กำลังจะหย่าเลยสักนิด ยังคงสงบนิ่งแล้วกินข้าวเอร็ดอร่อยเหมือนเดิม เธอเห็นเช่นนั้นก็รู้ว่าที่ผ่านมาตัวเองเป็นฝ่ายยื้อครอบครัวที่พังทลายมาตลอด

ตอนนี้มันควรกลับไปเป็นสภาพเดิมได้แล้ว

เหลือเพียงเศษซากปรักหักพัง...

“อย่าลืมเอาเด็กนั่นไปด้วยล่ะ ทิ้งไว้ฉันก็ไม่เลี้ยงหรอกนะ” เท้าที่กำลังจะก้าวออกจากบ้านถึงกับชะงัก ไม่คิดจะให้เขารับลูกไปเลี้ยงอยู่แล้ว แต่ก็ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะมองลูกเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขด้วยซ้ำ

“ค่ะ ฉันไม่ยอมทิ้งลูกไว้ให้ผู้ชายห่วยๆ แบบคุณเลี้ยงหรอก” พูดจบก็รีบออกจากบ้านไม่รั้งรอให้เขาใช้วาจาทำร้ายจิตใจอีก เดินไปข้างหน้าเพื่อชีวิตใหม่ของตัวเอง และเชื่อว่าตนจะใช้ชีวิตให้ดีได้แม้ปราศจากพ่อของลูก

ความสุขกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว...

รับลูกชายที่โรงเรียนแล้วทำเรื่องลาออกพร้อมจับมือน้อยขึ้นรถโดยสารสาธารณะมุ่งสู่จังหวัดที่ตนจากมา ถึงจะเป็นเด็กกำพร้าก็ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากคุณยายของอดีตสามี เพราะท่านตนจึงได้พบกับเขาแล้วสุดท้ายก็ต้องซมซานกลับมาพึ่งใบบุญท่านเหมือนเดิม

คุณยายพร่ำสอนไม่ให้ชิงสุกก่อนห่ามแต่เธอเองที่ไม่ฟัง สุดท้ายชีวิตรักก็ต้องพังลง...

ลูกชายนั่งเบาะข้างแม่แล้วมองดูนอกหน้าต่างด้วยความตื่นเต้น ขณะที่ร่างบางนั่งเงียบไม่พูดจาสักคำ เธอหย่าขาดจากเขาโดยมีเอกสารสำคัญในกระเป๋าตนเอง ครอบครัวพังลงแต่เธอกลับไม่เสียใจเลยสักนิด เหมือนได้หลุดพ้นจากนรกที่อยู่มาหลายปี

ต่อจากนี้ขอพบแสงสว่างบ้าง จบสิ้นความดำมืดในชีวิตของตัวเอง พลางหันมองลูกชายที่ยิ้มกว้างอย่างมีความสุข ก่อนหันมาถามแม่ด้วยแววตาสดใส ไม่ลืมกล่าวถึงผู้ชายที่ไม่เคยดูดำดูดีเลยสักครั้ง จนเธอนึกสงสารต้องโอบลูกมากอดเอาไว้

“เราจะไปไหนกันเหรอแม่...แล้วพ่อล่ะ พ่อไม่มากับเราเหรอ”

“ไม่มาหรอก ตอนนี้พ่อกับแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว พ่อเขาทำงานหนักส่วนแม่ก็ต้องดูแลลูก เราเลยตกลงกันว่าจะให้พ่อมาเจอลูกแค่ช่วงที่ว่าง ลูกคิดว่ายังไง” ไม่ได้อธิบายถึงเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด เธอเลือกพูดเพียงสิ่งที่เด็กควรรู้แล้วถามความคิดเห็น

“ก็ได้ครับ” หนูน้อยพยักหน้าทันที เพราะปกติก็ไม่ค่อยได้เจอพ่ออยู่แล้ว จึงไม่ได้สนิทสนมเท่าไหร่ แต่ก็ยังพบหน้าค่าตาแล้วรู้ว่าตัวเองมีพ่อ

“ต่อจากนี้เราอยู่ด้วยกันสองคนแม่ลูกนะ” เธอยิ้มให้กับความว่านอนสอนง่ายของลูก กอดเด็กชายเอาไว้พร้อมกับมองทิวทัศน์ข้างนอกด้วยความสุขใจ

“ครับ” ความสุขเพิ่งเริ่มต้นขึ้นแต่เธอก็กลับมามองท้องฟ้าสดใสได้อีกครั้ง

หลังจมอยู่กับความมืดมนของชีวิตมาหลายปี

นี่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจถูก แม้จะไม่ได้วางแผนทางเดินข้างหน้า แต่รู้ว่ามันต้องดีกว่าที่ผ่านมาแน่นอน

ถึงสถานีประจำจังหวัดก็เหมารถเพื่อไปยังบ้านสวนของคุณยาย ลูกน้อยไม่งอแงเลยสักนิดกลับสนุกสนานบอกว่าเหมือนได้มาผจญภัยจนคนเป็นแม่อดยิ้มตามไม่ได้ เธอจ่ายเงินแล้วเปิดรั้วเข้ามาในบ้านไม้สองชั้นที่ถูกแมกไม้รอบข้างปกคลุมเอาไว้

บ้านสวนก็ยังเป็นบ้านสวน...ความร่มรื่นที่เธอคิดถึงหนักหนาจนเกือบร้องไห้

ลูกชายปล่อยมือจากมารดาแล้ววิ่งไปยังสวนดอกไม้ที่มีผีเสื้อกำลังบินวน ภาพตรงหน้าสวยงามและเป็นจุดสนใจให้ฐาภูรีทิ้งแม่ทันที เธอมองแล้วก็อมยิ้มด้วยความเอ็นดู ค่อยเดินเข้ามาในบ้านที่มีเสียงพูดคุยสนุกสนาน จึงรู้ทันทีว่าคุณยายคงอยู่กับบรรดาแม่บ้านที่คอยดูแลท่านมาตลอด

“ว่าน มาได้ยังไงน่ะ” เพียงแค่เปิดประตูบานเลื่อนออกทุกสายตาก็จับจ้องหล่อน ก่อนเจ้าของบ้านจะเอ่ยทักน้ำเสียงตื่นเต้นระคนประหลาดใจ หลายปีมานี้หลานสาวเพียงแค่โทรศัพท์มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบไม่เคยกลับบ้านสวนสักครั้ง

แต่คราวนี้กลับมาไม่บอกกล่าวกันก่อนสักคำ...เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า

“คุณยายสวัสดีค่ะ ว่าน...ขอมาอยู่กับคุณยายได้ไหมคะ” เดินเข้ามากราบแทบเท้าของท่าน น้ำตาคลอเบ้าก่อนเงยหน้ามองคุณยายที่หันไปมองคนอื่นแล้วบอกให้ออกไปก่อน เพราะรู้ว่าต้องเกิดเรื่องขึ้นกับหลานสาวที่ตนเลี้ยงดูมาแน่นอน

ถึงไม่ใช่หลานในไส้ก็รักยิ่งกว่าลูก จึงรีบประคองร่างบางให้ลุกมานั่งข้างกัน กอดปลอบหญิงสาวที่ดูเหมือนจะร้องไห้ตลอดเวลา

“หือ มาคนเดียว...” มองรอบกายไม่เห็นหลานตัวน้อยจึงนึกสงสัย แต่ไม่นานคนที่ถูกพูดถึงก็รีบวิ่งเข้ามาแสดงตัวทันที

“คุณทวดดดดดดดดด” เรียกท่านเสียงดังพร้อมพุ่งตรงเข้ามากอดอีกต่างหาก เป็นการพบตัวจริงครั้งแรกหลังจากเห็นผ่านโทรศัพท์มานานหลายปี คุณทวดยิ้มแก้มปริกอดหลานตัวน้อยเอาไว้แนบอกด้วยความรัก

“น้องดินก็มาด้วยเหรอเนี่ย”

“คับผม” ตอบวาจาฉะฉาน

นั่งเล่นและพูดคุยกับหลานอยู่หลายนาทีก่อนจะบอกให้แม่บ้านพาฐาภูรีไปรับประทานอาหารและขนมในครัว ได้ยินเท่านั้นเด็กชายไม่รอช้ารีบวิ่งออกไปก่อนใคร แทบมองตามหลังไม่ทันด้วยซ้ำ จนผู้ใหญ่พากันยิ้มขำแล้วส่ายหน้าอย่างเอ็นดู

“ตกลงมีอะไร บอกยายมาเถอะ” เมื่อพ้นจากหนูน้อยก็หันมาสนใจหลานสาว ถึงหล่อนจะกำพร้าพ่อแม่ก็ได้ท่านเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กจนเติบใหญ่ อยากให้ได้ดีแต่น่าเสียดายที่ดันเสียท่าให้หลานชายของตนจนอนาคตต้องหยุดชะงัก

“ว่านหย่ากับเขาแล้วค่ะ” สูดลมหายใจเข้าปอดแล้วบอกความจริงต่อท่าน คนฟังชะงักคิดว่าอย่างไรวันนี้ก็ต้องมาถึง สองคนนิสัยต่างกันแล้วหลานชายอย่างภาวัช เทพปรีดาก็เอาตัวเองเป็นใหญ่ ไม่สนใจคนอื่น

เกือบห้าปีที่ครองเรือนด้วยกันถือว่าเก่งมากแล้ว...

“หย่าแล้ว...” เอ่ยเสียงเรียบไม่แสดงความรู้สึก เธอเห็นเช่นนั้นจึงหยิบใบสำคัญทางราชการออกจากกระเป๋าเพื่อให้คุณยายเห็นว่าตนพูดความจริง

“ค่ะ นี่ใบหย่าแล้วก็สิทธิ์เลี้ยงดูน้องดิน ทรัพย์สินของเขาว่านไม่เอาสักอย่าง ขอแค่เขายอมให้ว่านดูแลน้องดินก็พอ” รอบคอบถึงขนาดร่างสัญญาให้เขายกการดูแลลูกชายให้ตนทั้งหมด โดยยอมไม่เอาทรัพย์สินหลังแต่งงาน เพราะไม่ต้องการเงินทองของเขาแม้แต่สตางค์เดียว

ตัดขาดก็ถือว่าขาดกัน...

“ตัดสินใจดีแล้วใช่ไหม”

“ค่ะ” ผงกศีรษะอย่างมั่นใจ

“จะเอายังไงต่อไป” คนฟังยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นความเด็ดเดี่ยวในแววตาคู่นั้น จากคนที่อ่อนโยนเหนียมอาย กลายเป็นคนเข้มแข็งจากเรื่องราวที่ประสบพบมา

เติบโตแล้วนะ...ญาดาวี พรพิรุณ

“ว่านจะมาเริ่มต้นใหม่ที่นี่ค่ะ...คุณยายให้ว่านอยู่ด้วยได้ไหมคะ” อ้อนท่านอีกครั้งเพื่อความที่พักอาศัยให้ร่มเงาแก่ตนและลูก

“ได้สิ บ้านหลังนี้ยังไงก็เป็นของน้องดินอยู่แล้ว” ตอบรับทันทีแทบไม่ต้องคิด

โอบกอดหลานสาวและเหลนตัวน้อยกลับคืนบ้านเกิด...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel